จดหมายถึงลูก "เพรียง" ฉบับที่ ๗
ตอนฝึกเสร็จแล้วได้กลับบ้าน

(การเรียนรู้ร่วมกันสำหรับเด็กยุคนี้ เป็นการเรียนรู้ภายในครอบครัว...สังเกตจากนิ้วของเจ้าฟ้าคราม ซึ่งอายุเพียงแค่ ๑ ขวบ ๖ เดือน แต่เจ้าฟ้าครามรู้ว่า ควรทำอย่างไร กับ i Pad ที่กำลังดูอยู่)
เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๖ แม่ได้ลางาน ๑ วัน เพื่อพาน้องอ้อม + ฟ้าครามไปเยี่ยมลูก "เพรียง" ที่ค่ายสมเด็จพระนเรศวร พวกเราไปถึงกันตั้งแต่ ๐๘.๐๐ น. เรียกว่าไปก่อนใครเพื่อน เพื่อจะได้ไปเจอกับลูก จนใคร ๆ ในค่ายรวมทั้งครูฝึกรู้ว่าพวกเรารักและเป็นห่วงลูกมาก...เช้านี้หนูได้ร่วมเข้าพิธีบวงสรวงศาลสมเด็จพระนเรศวรตั้งแต่เช้า ลูกแม่ได้แต่งตัวในชุดทหารที่หนูเรียกว่า "ชุดหล่อ" แต่ยังไม่สุดเพราะไม่มีผ้าพันคอกับถุงมือสีขาว...แม่ก็เพิ่งทราบนี่เองว่า...ปัจจุบัน ทางการได้เปลี่ยนวันกองทัพไทยจากวันที่ ๒๕ มกราคม ของทุกปี เป็นวันที่ ๑๘ มกราคม ของทุกปีแล้ว เพราะสมัยก่อนตอนแม่เป็นเด็ก ๆ เขาจะจัดกันในวันที่ ๒๕ มกราคม แต่หนูบอกแม่ว่า...ตอนนี้เขาเปลี่ยนแล้วเป็นวันที่ ๑๘ มกราคม ของทุก ๆ ปี ก็เลยทำให้แม่ได้รับความรู้ใหม่เพิ่มอีกด้วย...
แม่สังเกตว่า "ตั้งแต่หนูมาอยู่ค่ายทหาร ทำให้แม่เห็นว่า ลูกของแม่เปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่นิสัยที่เคยใจร้อน กลับเย็นขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น กิริยามารยาทไม่แข็งกระด้างเหมือนตอนที่ยังไม่ได้มาเป็นทหาร ซึ่งตอนเด็ก ๆ หนูมีกิริยาที่อ่อนน้อม แต่จะมาหายตอนที่เป็นวัยรุ่น และก็จะกลับมาอ่อนน้อมถ่อมตนอีกตอนที่ได้มาอยู่ค่ายทหารนี่แหล่ะ ซึ่งแม่ก็ดีใจน่ะที่แม่ได้เห็นกิริยาแบบนี้ (แม้แต่พอกลับมาบ้าน รุ่นพี่ที่หนูเคยเรียกว่า พี่ขวัญ แต่ก่อนหนูไม่เคยไหว้เขา แต่พอกลับไปหนูไหว้เขา ทำเอาพวกเขาหัวเราะกันใหญ่ว่า...หนูเปลี่ยนไป...) แม่ว่า หนูมีวินัยมากขึ้น ดีขึ้นมาก ๆ แสดงว่า...การเข้ามาอยู่ในค่ายทหารทำให้ลูกของแม่เป็นเด็กดีขึ้นกว่าเดิม...เพราะแม่ว่า...ความจริงลูกของแม่มีพื้นฐานเดิมที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดการสั่งสอน สื่อสารจากพ่อ - แม่ ที่จะมีเวลาให้กับหนูนั่นเอง...
แต่มา ณ บัดนี้ ก็ทำให้แม่รู้แล้วว่า...ลูกของแม่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะในสายตาที่หนูมองดูเจ้าฟ้าคราม แม่รู้ว่า...หนูรักและเป็นห่วงเจ้าฟ้าครามมาก...ยิ่งเจ้าฟ้าครามเป็นเด็กที่มีกริยา วาจาที่กำลังช่างพูดด้วยแล้ว ทำให้แม่รู้ว่า ลูกของแม่พร้อมที่จะรับผิดชอบครอบครัวของหนู

หนูรอวันนี้ วันที่หนูจะได้กลับบ้าน เพราะหนูมาอยู่ค่ายตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เป็นเวลาร่วม ๒ เดือน กับอีก ๑๘ วัน หนูบอกแม่ว่า หนูใช้นับวันเป็น ๗๙ วัน หนูบอกแม่ว่า...มันทรมานมาก เพราะหนูไม่เคยจากบ้าน จากพ่อ - แม่ จากครอบครัว หนูนับถอยหลังของวันที่หนูจะได้กลับบ้าน...แม่ก็ได้แต่ปลอบใจหนูว่า เมื่อคนเราตั้งเวลาไว้เป็นเป้าหมายแล้ว สักวันก็จะมาถึงวันนั้น แล้ววันนั้น วันที่ของลูกที่รอคอย ก็มาถึงครบ ๗๙ วันตามกำหนด วันที่หนูได้กลับบ้านมาอยู่กันพร้อมหน้า ครอบครัวของเรา...
แม่ไปหาหนูในช่วงครึ่งวันเช้า พอเที่ยงครึ่งหนูก็ถูกเรียกตัวเพื่อไปทำพิธีสวนสนามที่ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ เพื่อกระทำสัตย์ปฏิญาณเนื่องจากหนูเป็นทหาร ครั้งหนึ่งของการที่หนูได้มาเป็นทหาร หนูได้ทำหน้าที่ของหนูได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่เสียชื่อว่า "ที่หนูได้มารับใช้ชาติ"...แม่ไม่สนใจที่ใคร ๆ จะดูถูก หรือดูแคลนกับการที่ได้มาเป็นทหาร ซึ่งคนในสมัยก่อนจะเรียกว่า "ทหารเกณฑ์" แต่ความหมายที่ถูกต้องนั้น แม่รู้ว่า...ลูกของแม่ได้มารับราชการทหาร...ลูกของแม่ก็มีเงินเดือน แม้ว่ามันจะไม่มากแต่ก็ได้เกือบ หมื่นบาทเลยเชียวแหล่ะ สำหรับปัจจุบันนี้...เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว ในครั้งนี้ลูกของแม่ก็ได้เงินเดือนเหลือประมาณ ๗,๐๐๐ บาท เพราะหนูไม่ค่อยได้ใช้มากนัก...
ลูกของแม่ได้ทำพิธีสวนสนามกว่าจะเสร็จก็เกือบ ๕ โมงเย็น พอดีทางค่ายเอกาฯ ก็ได้จัดเลี้ยงสังสรรค์ให้กับทหารทุกคน ลูกของแม่ก็ได้เข้าร่วมพิธีกับเขา จนประมาณเกือบ ๑ ทุ่ม หนูก็โทร.มาบอกน้องอ้อมว่า...งานเสร็จแล้ว หนูให้แม่และน้องอ้อม พร้อมด้วยเจ้าฟ้าคราม ไปรับหนูที่ค่ายสมเด็จพระนเรศวร เพื่อหนูจะได้กลับบ้านกัน...กว่าพวกเราจะได้กลับบ้าน แม่ก็รอจนกว่าทางค่ายฯ จะสั่งให้พวกหนูออกจากค่ายฯ ได้...แม่ได้ยินครูฝึกบอกหนูว่า..."เพรียง แล้วอย่าลืมกลับมาน่ะ"...เพรียงก็ตอบรับว่า "ครับ"...เพราะหนูบอกแม่ว่า บางคนเขาก็ไม่กลับ แต่เขาจะกลับมารายงานตัวแล้วก็โดนซ่อม แล้วก็หมดเวลาฝึก ครบ ๒ ปี...เพราะสิ่งที่สำคัญของการถูกทหารของเพรียง นั่นคือ...การฝึกหนักใน ๒ เดือนกว่า ในครั้งแรกนี่แหล่ะ ที่ทางการเขาจะฝึกหนักหน่อยหนึ่ง แต่ก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า...ลูกของแม่ก็มีความอดทนสูงมาก เพราะถ้าไม่เช่นนั้น ลูกของแม่คงอยู่ไม่ได้หรอก...

(บริเวณหน้าบ้านที่อำเภอพรหมพิราม...เห็นตะวันยามเย็น ใกล้จะตกดิน)
อ่านจดหมายถึงลูก ทุกฉบับได้จากที่นี่...จดหมายถึงลูก...
สวัสดีครับ
สมัยนี้ไม่ค่อยได้เห็นใครเขียนจดหมายกันแล้ว
คิดถึงสมัยก่อนเหมือนกันครับ
รอจดหมายจากทางบ้านบ้าง
รอจากเพื่อนบ้าง
ขอบคุณค่ะ ลุงชาติ
ขอบคุณสำหรับดอกไม้กำลังใจด้วยค่ะ
ค่ะ เป็นจดหมายที่บอกความรู้สึกของแม่ที่มีต่อลูก ลูกจะได้รู้ความในใจของแม่ที่เราอยู่ด้วยกันแต่ไม่มีเวลาคุยกัน หรือไม่ต่างคนต่างก็เก็บความรู้สึกดี ๆ ไว้ในใจไม่ได้สื่อออกมาให้แต่ละฝ่ายรู้ถึงความรู้สึกที่มีต่อกันไงค่ะ...เรียกว่า...ดึงความรู้สึกที่มีต่อกันออกมาให้ทราบกันค่ะ เพราะไม่เช่นนั้น ต่อเมื่อเราสิ้นลมหายใจไปแล้ว ความรู้ของแม่ยังอยู่บนโลกใบนี้ให้ลูกได้อ่านไงค่ะ...อย่างน้อยเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาและลูก ๆ คนอื่นบ้างค่ะ
ขอบคุณสำหรับดอกไม้กำลังใจจากทุก ๆ ท่านค่ะ