ความหมายและชนิดของกรรม
คนส่วนมากเข้าใจว่ากรรมคือการกระทำ
ความเข้าใจนี้ไม่ผิด แต่เป็นความเข้าใจที่ยังไม่รัดกุมและถูกต้องทั้งหมด
เพราะมีการกระทำบางอย่างที่ไม่นับว่าเป็นกรรม
กรรมแท้จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์
2 ประการ คือ ผู้ทำมีเจตนา และการกระทำนั้นจะต้องให้ผลเป็นบุญหรือเป็นบาป
ที่ว่าผู้ทำมีเจตนา มีหลักการที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ไว้ใน
นิพเพธิกปริยายสูตร ฉักกนิมาต อังคุตตรนิกายว่า เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง
วทามิ แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนาเป็นกรรม
เจตนาก็ได้แก่ ความตั้งใจหรือความรับรู้ ซึ่งแบ่งไว้เป็น 3 อย่างคือ
- บุรพเจตนา เจตนาก่อนทำ
- มุญจนเจตนา เจตนาในเวลาทำ
- อปราปรเจตนา เจตนาเมื่อได้ทำไปแล้ว
การกระทำโดยมีเจตนาเกิดขึ้นในตอนใดตอนหนึ่งถือว่าเป็นกรรมทั้งสิ้น
ส่วนการกระทำที่ไม่มีเจตนา คือใจไม่ได้สั่งให้ทำ ไม่จัดว่าเป็นกรรม
เช่นคนเจ็บซึ่งมีไข้สูง เกิดเพ้อคลั่ง แม้จะพูดคำหยาบออกมา
เอามือหรือเท้าไปถูกใครเข้าก็ไม่เป็นกรรม
ในทางวินัยก็ยกเว้นให้พระที่วิกลจริตซึ่งล่วงเกินสิกขาวินัยไม่ต้องอาบัติ
ทั้งนี้ก็โดยหลักเกณฑ์ที่ว่า ถ้าผู้ทำไม่มีเจตนา
กระทำแล้วการกระทำนั้นก็ไม่เป็นกรรม
ส่วนหลักเกณฑ์ข้อที่ 2 ที่ว่า
การกระทำนั้นจะต้องให้ผลเป็นบุญหรือเป็นบาป
ก็เพื่อแยกการกระทำของพระอรหันต์ออกจากการกระทำของปุถุชน
เนื่องจากพระอรหันต์เป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ไม่มีความยึดถือในตัวตน
การกระทำเรียกว่า อัพยากฤต ไม่นับว่าเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว
บุญและบาปก็ไม่มี การกระทำของพระอรหันต์จึงไม่เรียกว่า กรรม แต่เรียกว่า
กิริยา ส่วนปุถุชนยังมีความยึดมั่นในตัวตนอยู่
จะทำอะไรก็ยังยึดถือว่าตนเป็นผู้กระทำ การกระทำของปุถุชนจึงเป็นกรรม
ย่อมจะก่อให้เกิดวิบากหรือผลเสมอ กรรมดีก็ก่อให้เกิดบุญ
ส่วนกรรมชั่วก็ก่อให้เกิดบาป
คนบางคนเข้าใจว่ากรรมหมายถึง สิ่งไม่ดีคู่กับเวร หรือบาป
เช่นที่เรียกว่า เวรกรรม หรือ บาปกรรม
ตรงกันข้ามกับฝ่ายข้างดีซึ่งเรียกว่าบุญ
ทั้งนี้เพราะเราได้ใช้คำว่ากรรมในความหมายที่ไม่ดี
เช่นเมื่อเห็นใครต้องประสบเคราะห์ร้ายและถูกลงโทษ
เราก็พูดว่ามันเป็นเวรกรรมของเขา หรือเขาต้องรับบาปกรรมที่เขาทำไว้
แต่ความจริงคำว่ากรรมเป็นคำกลาง ๆ หมายถึงการกระทำตามที่กล่าวมาแล้ว
จะมุ่งไปในทางดีก็ได้ ทางชั่วก็ได้ ถ้าเป็นกรรมดี เราก็เรียกว่า กุศลกรรม
ถ้าเป็นกรรมชั่ว เราก็เรียกว่า อกุศลกรรม
กรรมอาจจะจำแนกออกได้เป็นหลายประเภท หากแบ่งตามทางที่ทำก็แบ่งเป็น 3 ทาง ได้แก่
- กายกรรม กรรมที่ทำทางกาย
- วจีกรรม กรรมแสดงออกทางวาจา
- มโนกรรม กรรมทางใจ
ในกรรมบถ 10 แบ่งกรรม 3 ทางนั้นเป็นฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศล แต่ละฝ่ายมีรายละเอียดของกรรมหรือการกระทำดังนี้
กายกรรมหรือกรรมทางกาย แบ่งเป็นฝ่ายละ 3 คือ
- ฝ่ายอกุศล ได้แก่ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ และผิดประเวณี
- ฝ่ายกุศล คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ และเว้นจากการผิดประเวณี
วจีกรรม แบ่งเป็นฝ่ายละ 4 คือ
- ฝ่ายอกุศล ได้แก่ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ
- ฝ่ายกุศล ได้แก่ เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดคำหยาบ และเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
มโนกรรม แบ่งเป็นฝ่ายละ 3 คือ
- ฝ่ายอกุศล ได้แก่ เพ่งเล็งทรัพย์ผู้อื่น ปองร้าย และเห็นผิดจากคลองธรรม
- ฝ่ายกุศล ได้แก่ ไม่เพ่งเล็งทรัพย์ผู้อื่น ไม่ปองร้าย และเห็นชอบตามคลองธรรม
ตามที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าแม้แต่การนึกคิดก็จัดว่าเป็นกรรมแล้ว
เช่นเราคิดจะลักทรัพย์หรือทำร้ายคนอื่น
แม้จะยังไม่ลงมือทำก็ถือเป็นกรรมชั่วแล้ว ซึ่งจะต้องมีผลตอบแทนแล้ว
ผิดกับการลงโทษตามกฎหมายอาญา ซึ่งจะลงโทษได้ก็ต่อเมื่อผู้กระทำ
ได้เตรียมการหรือลงมือกระทำแล้วเท่านั้น
ลำพังความคิดที่จะกระทำความผิดยังหามีโทษไม่
ตามที่กฎหมายอาญาไม่เอาโทษการคิดที่จะกระทำความผิด
ก็เพราะเป็นการยากที่จะพิสูจน์ความนึกคิดของบุคคล
และเห็นว่ายังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น แต่หลักของกรรม
ถือความคิดชั่วเป็นความผิด ก็เนื่องจากว่าแม้ว่าคนอื่นยังไม่เสียหาย
ผู้คิดเองก็เสียหาย ฉะนั้นจึงต้องมีวิบากติดตามมา จะเห็นได้ว่า
การสนองผลของกรรมมีขอบเขตกว้างขวางกว่าการลงโทษของกฎหมายบ้านเมืองมาก
กรรมมี 12 ประเภท
ในหนังสือวิสุทธิมรรค ซึ่งแต่งโดยพระพุทธโฆษาจารย์ พระเถระชาวอินเดีย ได้แบ่งกรรมไว้
12 ประเภท ตามกาลเวลา ตามหน้าที่ และตามความหนักเบา
กรรมให้ผลตามเวลา
- ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาตินี้
- อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติหน้า
- อปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป
- อโหสิกรรม กรรมที่เลิกให้ผล คือให้ผลเสร็จไปแล้ว หรือหมดโอกาสจะให้ผลต่อไป
กรรมให้ผลตามหน้าที่
- ชนกกรรม กรรมที่แต่งมาดีหรือชั่ว
- อุปถัมภกกรรม กรรมที่สนับสนุน คือ ถ้ากรรมเดิมหรือชนกกรรมแต่งดี ส่งให้ดียิ่งขึ้น กรรมเดิมแต่งให้ชั่ว ก็ส่งให้ชั่วยิ่งขึ้น
- ปุปปีฬกกรรม กรรมบีบคั้นหรือขัดขวางกรรมเดิม คอยเบียนชนกกรรม เช่นเดิมแต่งมาดี เบียนให้ชั่ว เดิมแต่งมาชั่ว เบียนให้ดี
- อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอน เป็นกรรมพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เช่นเดิมชนกกรรมแต่งไว้ดีเลิศ กลับทีเดียวลงเป็นขอทานหรือตายไปเลย หรือเดิมชนกกรรมแต่งไว้เลวมาก กลับทีเดียวเป็นพระราชาหรือมหาเศรษฐีไปเลย
กรรมให้ผลตามความหนักเบา
- ครุกรรม กรรมหนัก กรรมฝ่ายดี เช่น ทำสมาธิจนได้ฌาน กรรมฝ่ายชั่ว เช่นทำอนันตริยกรรม มีฆ่าบิดามารดาเป็นต้น เป็นกรรมที่จะให้ผลโดยไม่มีกรรมอื่นมาขวางหรือกั้นได้
- พหุลกรรม กรรมที่ทำจนชิน
- อาสันนกรรม กรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย หรือที่เอาจิตใจจดจ่อในเวลาใกล้ตาย อาสันนกรรม ย่อมส่งผลให้ไปสู่ที่ดีหรือชั่วได้ เปรียบเหมือนโคแก่ที่อยู่ปากคอก แม้แรงจะน้อย แต่เมื่อเปิดคอกก็ออกได้ก่อน
- กตัตตากรรม กรรมสักแต่ว่าทำ คือ เจตนาไม่สมบูรณ์ อาจจะทำด้วยความประมาทหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็อาจส่งผลดีร้ายให้ได้เหมือนกัน ในเมื่อไม่มีกรรมอื่นจะให้ผลแล้ว