ผู้เขียนนำบันทึกของตัวเองที่เขียนไว้เมื่อสี่ปีก่อนมาลงค่ะ เป็นบันทึกที่เมื่อก่อนผู้เขียนเขียนไว้อ่านเองเพื่อเก็บเป็นความทรงจำและให้เพื่อนอ่านอีกไม่กี่คน ยังไม่เคยเขียนลงบล็อกไหนค่ะ 

ระบบการปกครองและวัฒนธรรม

ระบบการปกครองของมาเลเซีย เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยเหมือนบ้านเรา มีกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่เป็นการปกครองแบบสหพันธรัฐมีรัฐบาลกลางแห่งสหพันธรัฐ และรัฐบาลของแต่ละรัฐ  รัฐทั้งหมดมี13 รัฐ มีประมุขของรัฐเป็นสุลต่านหรือผู้ว่าการรัฐ , 9 รัฐ ประมุขของรัฐเป็นสุลต่าน, 4 รัฐ  ประมุขของรัฐเป็นผู้ว่าการรัฐ แต่กษัตริย์จะมาจากสุลต่านของ 9 รัฐ เท่านั้น ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี พอครบวาระก็จะมีการเลือกใหม่ และกษัตริย์องค์เดิมไม่มีสิทธิ์ได้รับเลือกตั้งในครั้งต่อไป

คนมาเลมีหลายเชื้อชาติ เชื้อชาติส่วนใหญ่มี 3 เชื้อชาติ คือ มลายู จีน อินเดีย ชนพื้นเมืองและเชื้อชาติอื่นมีนิดหน่อย คนไทยก็มี 5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่จะอยู่ในรัฐเคดาห์ซึ่งเป็นรัฐที่เราไปอยู่ เพราะเมื่อก่อนดินแดนนี้เป็นของไทยมาก่อน บางคนก็เกือบพูดไทยไม่ได้เลย คือพูดไม่ค่อยชัดและช้าๆและบางทีถ้าเราพูดเร็วหรือบางอย่างเขาจะไม่เข้าใจ งงๆลืมๆภาษาไทย

วันหยุด เพราะว่ามีคนหลายเชื้อชาติ หน่วยงานราชการ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย และธนาคาร ได้หยุดบ่อย ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดศาสนาใดๆก็ตาม ได้หยุดหมด น่าอิจฉาจัง แต่บางทีวันหยุดก็ไม่ได้หยุดเหมือนกันทุกรัฐ รัฐไหนมีวันสำคัญของรัฐตัวเองก็จะหยุดวันนั้น  นอกจากนี้วันทำงานของแต่ละรัฐจะไม่เหมือนกัน อย่างรัฐเคดาห์จะทำงานจันทร์-พฤหัส และวันอาทิตย์ แต่จะหยุดวันศุกร์-เสาร์ วันศุกร์เขาจะเข้ามัสยิดกัน

เห็นเพื่อนชาวมาเลของเราเขาชอบพูดภาษามาเลคำ ภาษาอังกฤษคำ มีประโยชน์ตรงที่ทำให้เด็กคุ้นเคยและรู้จักคำภาษาอังกฤษ

แต่คนมีการศึกษาน้อยที่เราเห็น ส่วนมากจะพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ค่อยได้ ได้ยินมาว่าถ้าคนที่ไม่ใช่เชื้อชาติมลายู จะต้องจ่ายค่าเรียนแพงกว่า เขาจะให้สิทธิพิเศษในการศึกษากับคนมลายูเท่านั้น ประเทศเขามีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ

เห็นเพื่อนคนมาเลเลี้ยงลูกแบบประคบประหงม เขาบอกว่าระบบการศึกษาจะเป็นแบบว่า  ต้องเรียนให้ได้เกรดดีตั้งแต่เรียน ม.ต้น-ปลาย ถ้าเกรดไม่ดีก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้  และพ่อแม่เด็กต้องเป็นคนรับสมุดพกจากทางโรงเรียนเท่านั้น ห้ามนักเรียนรับสมุดพกเอง รถโรงเรียนจะเป็นรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ เป็นรถบัสคันสีเหลืองๆ เขียนข้างรถว่ารถโรงเรียน แต่บางทีก็เห็นรถแบบนี้แถวหาดใหญ่เยอะ เป็นรถที่พาคนแก่จากมาเลมาเที่ยวเมืองไทย นอกจากนี้ก็เคยเห็นรถทัวร์ท่องเที่ยวของมาเล ข้างรถเขียนว่า Persiaran

ตอนเช้าๆ ช่วงแรกๆที่เราไปอยู่มาเล เราจะสะดุ้งตื่นตอนเช้า เพราะ การสวดมนต์ทำละหมาดของพวกมุสลิมในหมู่บ้าน จะมีลำโพงติดเสาไฟฟ้าห่างเป็นระยะรอบหมู่บ้าน บ้านเราดันอยู่ใกล้ลำโพงซะด้วย บางวันคนนำสวดก็สวดได้ไพเราะ บางวันเจอคนนำสวด สวดแบบตะโกน แถมผิดคีย์อีก เรางี้สะดุ้งตื่นแล้วหลับต่อไปไม่ได้เลย แต่ก็ขำดีเหมือนกัน ตอนเย็นกลับจากทำงานจะดูทีวีซะหน่อยก็เจอเสียงสวดอีกละ ดูทีวีไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ต้องปิดประตูหน้าบ้าน แต่เสียงมันก็ยังเล็ดลอดเข้ามาได้

การสร้างบ้านเรือนของคนมาเลดูค่อนข้างเป็นระเบียบ เพราะมาเลเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ การวางโครงสร้าง รูปแบบบ้าน การจัดผังเมืองจึงทำตามแบบอังกฤษ หมู่บ้านที่เราอยู่ก็เป็นหมู่บ้านใหญ่และดูดี โดยเฉพาะหลังหมู่บ้าน มีแต่บ้านคนรวย บ้านใหญ่โตหรูหราทีเดียว แล้วก็มีบ้านหนึ่งที่ออกแบบสวยอยู่แถวหน้าหมู่บ้าน รถเราผ่านทีไร เราก็มองดูทุกที  สงสัยเขาจะทำไว้โชว์ ใครสนใจบ้านสวยๆอย่างนั้นจะได้จ้างเขาทำ ส่วนบ้านเช่าของบริษัทที่เราอยู่เขาก็ออกแบบดี ทำให้ห้องดูกว้างน่าอยู่ ข้างบ้านพอมีพื้นที่ปลูกผัก ต้นไม้ หน้าบ้านก็มีพื้นที่พอที่จะทำสนามหญ้าได้

ภาพบ้านสวยๆหลังหมู่บ้าน


โรงพยาบาลที่มาเลย์ดูหรูหราใหญ่โตมาก ยังกะโรงแรมน่าเข้าไปมาก เขาทำดีจริงๆ

ห้างสรรพสินค้าก็เหมือนๆบ้านเรา  BigC Tesco Central อะไรก็มี

สนามบินปีนังไม่ใหญ่ เราว่าขนาดพอๆกับสนามบินภูเก็ตหรือว่าใหญ่กว่านิดนึง

ห้องน้ำตามสถานที่ทั่วไปในมาเลย์ จะมีแต่สายยางล้างก้นที่ไม่มีหัวฉีด ในห้องน้ำจึงมีน้ำเลอะกระจายบนพี้น มันดีตรงที่การที่ไม่มีหัวฉีดทำให้เราไม่ได้รับเชื้อโรค แต่เบื่อเหยียบน้ำที่พื้น

เรื่องการบุกรุกสถานที่ส่วนตัว ถ้าเจ้าของไร่สวนนั้นเห็นใครเข้าไปในไร่สวนของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต เขามีสิทธิ์ยิงได้ โดยจะเห็นได้ตามสวนปาล์มตามข้างถนน จะมีป้ายเป็นรูป กากบาทบนรูปคนยกมือขึ้น และรูปปืน เตือนว่าห้ามคนภายนอกเข้าไป ถ้าเข้าไปจะโดนปืนยิง แต่เด็กโรงงานเราเจ๋งมาก กล้าเข้าไปในสวนของชาวบ้านแถวตีนภูเขาใกล้ๆบริษัท ขโมยทุเรียนมากินกัน รู้ว่ามันไม่ดีแต่เขาเอามาให้เรากินแล้ว เราก็เลยได้ลิ้มรสทุเรียนที่เขาขโมยมาด้วยเหมือนกัน

เมืองที่เราอยู่ เห็นคนขับรถไม่ค่อยเคารพกฎระเบียบ ฉันอยากไปฉันก็ไป ฉันอยู่ทางรองแต่ไม่สนใจรถทางหลักเลยก็มี ส่วนมากจะเป็นมอเตอร์ไซด์ ยิ่งถ้าเห็นเป็นรถของเชื้อชาติอื่น เห็นอุบัติเหตุรถชนกันเกือบทุกวัน

การข้ามด่าน จะข้ามด่านบกจากไทยไปมาเลช่างยากแท้ ผ่านทั้งหมดสามด่าน ด่านแรกด่านตรวจพาสปอร์ตฝั่งไทย  ด่านที่สองตรวจพาสปอร์ตด่านมาเล ด่านที่สามเป็นด่านทหารฝั่งมาเลคอยตรวจคนเข้าเมืองและสิ่งของ

การอดอาหาร ในช่วงถือศีลอด มุสลิมกินอาหารได้ตอนกลางคืนหลังทุ่มครึ่ง ควรกินอาหารที่อ่อนๆไม่เผ็ดและไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ไม่งั้นถ้ากินไปแล้ว จะทำให้อาเจียนและท้องเสีย และคนที่ไม่นับถือศาสนาอิสลาม อย่าไปกินอาหารต่อหน้าชาวมุสลิม ไม่งั้นจะบาปทำให้เขาอยากอาหาร  มุสลิมเขาห้ามกลืนน้ำลายระหว่างวันด้วย ให้บ้วนทิ้งหมด ในระหว่างช่วงถือศีลอดบางคนก็ชักมีอาการเรอ ลมตีขึ้น

คนมุสลิมเขาจะไม่เลี้ยงหมา ไม่ดื่มเหล้า แต่ถ้าจะดื่มต้องแอบดื่มในบ้านตัวเอง ห้ามไปดื่มในที่สาธารณะ เป็นบทบัญญัติของศาสนาเขา

ผู้หญิงมุสลิมต้องมีผ้าคลุมผมเวลาออกไปนอกบ้าน เคยเห็นผมมุสลิมผู้หญิง เวลาถอดผ้าคลุมผมออกมาแล้ว เห็นผมบางๆ กูดๆ ยังไงไม่รู้ คลุมผมไว้ยังดูดีซะกว่า  คนที่ไม่เคร่งศาสนาไม่คลุมผมก็ได้ เขาเรียกตัวเองว่าเป็นคนสมัยใหม่ แต่ยังไงก็ตาม เขายังคงไม่กินหมู ถือศีลอด และไปมัสยิดในวันสำคัญทางศาสนา และเวลาเขาไปมัสยิดกัน เขาจะใส่เสื้อผ้าแบบพิเศษสำหรับไปมัสยิด เหมือนคนไทยสมัยก่อนที่จะต้องใส่เสื้อและผ้าถุงสำหรับไปวัดโดยเฉพาะ

วันหนึ่งนั่งรถไปตามทาง ช่วงนั้นเป็นช่วงเทศกาลลุยไฟของชาวอินเดีย เราก็เห็นการทำพิธีลุยไฟตอนรถผ่านไปแว่บๆ  แล้วก็มีที่หนึ่งเป็นทางผ่านที่ทำงาน เป็นศาสนสถาน มีรูปปั้นเทพแขกอินเดียขี่ม้าถือแส้ม้า เราจะเห็นแต่ด้านหลังของเทพและตูดม้า แล้วเราก็จะมองทุกครั้งที่ผ่าน ไม่รู้มีอะไรดลใจให้เราต้องมองทุกครั้งไป

ผีในมาเลก็มี  เด็กในโรงงานที่อยู่ที่นั่นบอกว่าเจอมาแล้ว แต่ไม่ใช่ผีมุสลิม เป็นผีที่อยู่ตามแหล่งน้ำในภูเขา สวดมนต์ไทยหรือมาเลมันก็ไม่กลัว มันชอบมาอำ และมีคนได้ยินเสียงก๊อกๆแก๊กที่ประตูห้องนอนบ่อยๆ เราก็ถึงว่าสิ เพราะมีครั้งหนึ่งเราไปนอนห้องที่โรงงาน ทำไมมันนอนไม่ค่อยหลับก็ไม่รู้

วันสาร์ทจีนคือวันไหว้ผีบรรพบุรุษ วันไหว้ตามถนนสำหรับคนวิ่งหลังหมู่บ้านคนจีนมาเลเขาก็จะวางกระทงใส่อาหารเลี้ยงผี  เราเพิ่งมารู้ตอนหลังเกี่ยวกับประเพณีนี้พอดีเพื่อนคนจีนเล่าให้ฟัง ดีที่เราไม่เผลอวิ่งเหยียบกระทง  แถมคนจีนมาเลเขาจะไม่ออกนอกบ้านกันวันนี้ เพราะผีเยอะ  ถึงว่าคืนนั้นเราขี่จักรยานเที่ยวตอนกลางคืนที่หลังหมู่บ้านพอดี รู้สึกแปลกๆ ยังไงไม่รู้

เมืองที่เราอยู่เห็นคนเป็นกระเทยเยอะ อัตราส่วนเยอะกว่าบ้านเราอีก มีทั้งกระเทยจีนและแขก ส่วนมากจะเป็นกระเทยจีน ส่วนกระเทยแขกเราเคยเห็นแล้ว ตอนแรกดูไม่ออกว่าเป็นกระเทย จนเขาขี่รถมอเตอร์ไซด์เท่านั้นแหละ อ๋อเลย ก็เล่นแอ่นอก แอ่นก้นซะขนาดนั้น

การประกวดร้องเพลง มีประกวดร้องเพลงของ Academy Fantasia เหมือนกัน เขาก็ไปซื้อลิขสิทธิ์ทำรายการนี้ จากอเมริกาเหมือนไทยเรา แต่หน้าตาผู้เข้าประกวดที่นั่น สู้ของไทยไม่ได้เลย

เพลงมาเล ก็มีเพลงทันสมัยเหมือนของไทยก็เยอะ แร็พ อะไรก็มี เพลงแบบผสมผสานเพลงสไตล์แขกมาเลย์-อินเดียนิดๆก็ดีไปอีกแบบ เพลงแขกอินเดียล้วนๆก็มี ส่วนคนจีนที่นั่นจะไม่ชอบฟังเพลงแขกเลย จะชอบฟังแต่เพลงจีน แต่ก็ชอบเพลงไทยบางเพลงด้วย

<h1>อาหารการกิน</h1>


</span><p>ค่าครองชีพ ค่าเงินของที่นั่นสูงกว่าไทยประมาณ 10 บาท ข้าวแกง ข้าวและกับข้าวสองอย่าง ราคาประมาณสามสิบกว่าบาท น้ำหวานก็ประมาณ 10 กว่าบาท มื้อหนึ่งก็ตกประมาณ 50 บาท อัตราค่าแรงงานของแต่ละเมืองเขาจะมีมาตรฐานไว้เลยว่าประมาณเท่าไหร่  เมืองที่เจริญหรือเมืองค้าขาย  ค่าแรงงานจะสูงกว่า เมืองเล็กๆ</p>

อาหารของคนมาเลจะใส่เครื่องเทศเยอะและติดหวาน ขนาดน้ำจิ้ม Sea food ยังหวานเลย  อาหารไทยก็มี แต่เป็นแบบหวานๆแขกๆ ส้มตำก็หวาน  น้ำก็ชอบกินน้ำหวาน เพื่อนคนมาเลคนของเราคนหนึ่งเขาชอบกินน้ำหวาน น้ำเปล่าแทบจะไม่กินเลย  ร้านขายอาหารหลายที่ไม่มีน้ำเปล่าขายเลย และทุกอย่างเขาเห็นเป็นเงินเป็นทองหมด ขายน้ำหวานได้กำไรดีกว่าน้ำเปล่าด้วย น้ำหวานใส่น้ำน้ำแข็งแค่นิดเดียว เอาน้ำไมโลมาเสิร์ฟ ชิมแล้วยังอุ่นๆอยู่เลย น้ำหวานหรือน้ำอัดลมที่แช่ตู้อยู่ ก็ไม่เย็นเลย เพราะเขาจะได้ขายน้ำแข็งให้เราได้

อาหารที่เหมือนขนมจีน คือ หลักซา

น้ำแข็งใส เรียก ไอซ์กะจัง

น้ำไมโล เรียก ไมโลเป็ง

น้ำโอเลี้ยง เรียก โกปีโอเป็ง

น้ำมะกอก เรียก อัมบรา คนมาเลย์ชอบกินน้ำนี้กันมาก

น้ำจวี้จื่อซวนเหมย  คล้ายน้ำมะกอก แต่ในแก้วจะใส่มะนาวคว้านครึ่งซีกใส่บ๊วยอยู่ข้างใน

เราชอบกินหลักซาที่ชามละ 199 บาท (ชามละ 25 บาท ไม่อร่อย)อร่อยแต่แพง ถ้วยใหญ่ แต่ปริมาณปานกลาง ร้านนี้จะอยู่ในห้าง ห้างใกล้บ้านเราคือโลตัส สุไหงปัตตานี  ห้างที่ขายหลักซาอยู่ติดกับโลตัส  ไอซ์กระจังหรือ ABC เราก็ชอบกิน แต่ว่าที่ร้านนี้ทำเป็นแก้วใหญ่มาก ส่วนมากในมาเลขายแต่แก้วใหญ่ๆ

คนมาเลไม่รู้จักกระเพราและไม่ได้ใช้เป็นส่วนผสมในการทำอาหาร แต่ก็มีคนไทยที่อยู่ที่นั่นเอาไปแพร่ เด็กในโรงงานรู้จักคนไทยที่นั่นก็เลยขอเขาเอามาปลูก เราก็เลยขอเด็กเอามาปลูกที่บ้านเช่าของบริษัท เอาไว้ทำผัดกระเพรากิน แต่ในห้างไม่มีหมูขายเลย เฮ้อ!

เรายังชีพที่นั่นได้ ก็เพราะมีอาหารจีน ก็จะเป็นพวกผัดผัก หมูทอดก็มี ปลาเปรี้ยวหวานไก่ทอดก็มีบ้างแต่ไม่ค่อยเห็น แล้วก็มีข้าวผัดและก๋วยเตี๋ยว  แต่ก๋วยเตี๋ยวจะจืดๆ บางร้านไม่มีพริก น้ำปลา น้ำส้ม มีบางร้านมีน้ำจิ้มใส่เหมือนกัน เหมือนพริกแกง  พริกแกงบ้านเขาก็ไม่เหมือนบ้านเรา เป็นพริกแกงแบบหวาน รู้สึกเหม็นเขียวนิดหนึ่ง บางร้านก๋วยเตี๋ยวเขาจะใส่ดอกดาหราซอย แต่เป็นดอกอ่อน เหมือนเป็นเครื่องเทศข่า ตะไคร้ของบ้านเรา บางคนไม่ชอบทนกลิ่นฉุนมันไม่ได้ ผัดซีอิ๊วก็ชอบใส่หอยแมลงภู่ไปด้วย เราว่าไม่เห็นจะเข้ากันเลย  ในมาเลมีเส้นก๋วยเตี๋ยวและหมี่หลากหลายมาก มีหลายสูตรด้วย แต่ส่วนมากก็จะจืดๆ

เราเคยเห็นเพื่อนร่วมงานคนไทยของเรากินซุปเนื้อวัว ใส่เครื่องเทศแขกๆ นอกจากเนื้อแล้วยังมีโพรงกระดูกชิ้นเบ้อเริ่มที่ใส่ลงไปในชามด้วย พร้อมหลอดไว้ดูดน้ำและไขกระดูกในโพรงกระดูก เห็นเพื่อนเราดูดปื้ดๆ เราถามเค้าว่าอร่อยไหม เค้าก็ส่ายหน้า และบอกว่าพอกินได้ เพื่อนเราคนนี้กินของแปลกๆได้หมด หนอน เหนินอะไรก็กินได้หมด อะไรที่เราว่าไม่อร่อย กินไม่ได้ เค้าก็ว่าอร่อย

ลำไยในห้างที่เอามาขาย ไม่มีเป็นมัดสวยๆหรอก มีแต่เป็นลูกๆอยู่ในตะกร้าให้เลือกเอา ที่นั่นปลูกลำไยได้เหมือนกัน แต่ที่เห็นเป็นลำไยพันธุ์ลูกเล็กๆ

ส้มเขียวหวานแบบบ้านเราหากินยาก ส่วนมากเป็นส้มคล้ายๆส้มเช้ง ผลสีส้ม บางครั้งก็เปรี้ยวจัง เราว่าส้มเขาไม่อร่อย คนมาเลเขาก็ว่าส้มบ้านเราไม่อร่อยเหมือนกัน เราต่างก็ติดในรสชาติที่คุ้นเคย

อินทผลัม คนมุสลิมเขาถือเป็นผลไม้แห่งสวรรค์ มีขายเยอะในมาเล เขาว่านำเข้ามาจากทางประเทศตะวันออกกลาง ยังไงก็ตาม อินทผลัมที่หาดใหญ่ราคาถูกกว่าเยอะ

ทุเรียนที่มาเลไม่น่ากินเลย ไม่รู้พันธุ์อะไร เห็นเขาเอามาวางขายดูเละๆ สีเหลืองออกน้ำตาลหน่อยๆ ดูไม่น่ากินเลย ข้าวเหนียวก็เป็นข้าวเหนียวเปล่าๆจริงๆ แห้งๆดูแข็งๆ ไม่เหมือนข้าวเหนียวที่กินกับมะม่วงบ้านเรา เราเพิ่งเคยเห็นต้นทุเรียนและลูกทุเรียนก็ตอนที่อยู่มาเลย์นี่แหละ แต่ได้เห็นตอนลูกมันยังเล็กๆอยู่

ต้นเงาะเราก็เคยเห็นเป็นครั้งแรกเหมือนกัน แถวนั้น มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นเงาะเต็มไปหมด ลูกสีแดงน่ากินชะมัด แต่บางคนเขาไม่ชอบกินเงาะแดงๆสุกๆ เพราะน้ำมันฉ่ำหวานมาก แต่เราชอบที่สุดเลย มีวันหนึ่งเราไปเที่ยวบ้านเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ที่บ้านเขามีต้นเงาะ และเขาก็ใจดีสอยเงาะใส่ถุงเบ้อเริ่มให้เราเอาไปกิน เราคิดว่าคงกินไม่หมดอยู่แล้ว ก็เลยแบ่งให้เด็กในโรงงานกินกัน ก็สนุกดีได้สอยเงาะ แล้วก็ได้เด็ดเงาะกินคาต้นด้วย แต่ไม่ได้ปีนนะ เงาะแถวกิ่งต่ำๆ มีเยอะแยะเลย  มีลูกอะไรไม่รู้เหมือนเงาะเลย แข็งและเปลือกหนากว่าเงาะนิดหน่อย หนามก็แข็งกว่า รสชาติก็คล้ายๆเงาะ แปลกกว่านิดหน่อย และราคาแพงกว่าเงาะตั้งสามเท่าตัว ไม่ค่อยมีขาย น่าจะเป็นของหายาก พอดีเราไปเห็นที่ตลาดนัดแถวๆที่ทำงาน เห็นแปลกดีเลยลองซื้อมากินพวงหนึ่ง ก็เห็นมีขายแค่พวงเดียวแหละ

มะม่วงเปรี้ยวค่อนข้างหายากและเป็นลูกเล็กๆ  มะม่วงมันและมะม่วงสุกหาง่ายกว่า  มะม่วงเปรี้ยวสุกแล้วก็ยังเปรี้ยว เพราะจำได้ว่าเพื่อนเรารู้ว่าเราชอบกินมะม่วงเปรี้ยว เพื่อนเราเลยซื้อมาฝากเราพวงหนึ่ง เรากินไม่หมด ทิ้งไว้ในตู้เย็นไม่กี่วันมันก็สุก เราลองชิมดู รสมันยังเปรี้ยวเหมือนเดิม ที่หลังหมู่บ้านเรา(บ้านเช่าของบริษัทเรา)มีต้นไม้ สนามหญ้ามีทางสำหรับให้คนวิ่ง มีศาลาริมแม่น้ำ จำไม่ได้ว่าแม่น้ำอะไร ใช่แม่น้ำสุไหงปัตตานีตามชื่อเมืองหรือเปล่านะ ที่นั่นมีลิงด้วย เห็นเล็งปีนป่ายต้นไม้น่ารักดี แถมชอบกินมะม่วงเปรี้ยวด้วย เราวิ่งผ่านทีไร เห็นมันกำลังขย่มต้นมะม่วงและเด็ดลูกมะม่วงกินหล่นลงพื้น ตุ๊บตั๊บๆ เราก็หวังว่าจะมีลูกที่ตกลงมาสมบูรณ์ให้เรากินมั่ง ก็ไม่มีซะล่ะ เจอแต่ลูกแหว่งๆแล้วทั้งนั้น เราเคยเจอทั้งครอบครัวลิง แล้วก็เจอแก๊งลิงเด็กด้วย กำลังหาเศษอาหารกินแถวถังขยะ พอเราวิ่งผ่านพวกมันๆก็หนีขึ้นไปบนต้นไม้ พอเราวิ่งผ่านไป พวกลิงก็ไปรื้อถังขยะต่อ  เรากับเพื่อนมีประวัติเป็นขโมยด้วย วันหนึ่งเรากับเพื่อนไปร้านขายของชำในหมู่บ้าน เราปั่นจักรยานส่วนเพื่อนวิ่ง ถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัว ขากลับจากร้าน พวกเราใช้เส้นทางหน้าหมู่บ้านกลับไปยังบ้านเรา หน้าหมู่บ้านจะมีต้นมะม่วงเปรี้ยวอยู่ ออกลูกดกซะด้วย น่ากินมาก ดูท่าแล้วจะไม่มีเจ้าของ อยู่ติดคูน้ำ เรากับเพื่อนก็เลยหาไม้แถวนั้นสอย แต่ว่าไม้ที่ใช้สอยง่ามห่าง พวงมะม่วงเลยหล่นลงไปที่คูน้ำ พวกเราก็เอาไม้เขี่ยมันขึ้นมาจนได้ พิสูจน์กลิ่นแล้วว่าไม่เหม็นแล้วพวกเราจึงเอามันกลับบ้านไปกินกับน้ำปลาหวาน(เอามาจากเมืองไทย)

ภาพแม่น้ำสุไหงปัตตานี



อยู่มาเลถ้าอยากกินอาหารไทย ต้องทำกินเอง ปกติเราอยู่เมืองไทยขี้เกียจทำอาหาร แต่ตอนอยู่มาเลคิดถึงอาหารไทยมาก บางครั้งเลยต้องจำใจทำกินเอง มีครั้งหนึ่งทำข้าวผัดไปหม้อหนึ่ง เราเอาข้าวผัดใส่หม้อหุงข้าวใส่ตะกร้าหน้ารถจักรยาน ขี่ไปตั้ง 20 กว่านาทีกว่าจะถึง แถมขึ้นเนินช่วงหนึ่งด้วย เพื่อจะเอาไปให้เพื่อนคนมาเลย์ได้ลองลิ้มรสอาหารไทย ทำน้ำพริกน้ำปลาไปด้วย เขาก็บอกว่าอร่อยดีนะ  วันหนึ่งเพื่อนเราคนนี้ก็ชวนเราไปกินอาหารอินเดีย เขาว่าคนไทยกินอาหารรสจัด คนอินเดียก็กินอาหารรสจัดเหมือนกัน ให้เราลองกินดู เขาสั่งอาหารอะไรไม่รู้ เป็นแผ่นแป้ง ไม่รู้เรียกว่ามะตะบะหรือเปล่า แล้วก็ฉีกออกมาจิ้มกับน้ำจิ้ม มีน้ำจิ้มตั้งหลายอย่าง แต่เราจิ้มอันไหนก็ไม่อร่อยสักอย่าง สักพักก็หยุดกิน คว้าเอาไก่ย่างมากิน ขนาดไก่ย่างยังรสชาติแปลกๆ ไม่อร่อยเลย ก็ฝืนใจกินจนหมดชิ้นเพราะเกรงใจเพื่อน

คนอินเดียในมาเลก็มียังรักษาวัฒนธรรมการเปิบอาหารอยู่  กินข้าวเจ้านี่แหละ เอาข้าวและกับใส่ใบตองแล้วก็ใช้มือเปิบกิน พอดีวันนั้นไปงานแต่งงานเพื่อนร่วมงาน ก็เห็นเขาใช้มือเปิบอาหารกันน่าสนุก แต่เราไม่ค่อยกล้าเปิบ กลัวเลอะเทอะอายเขา  วันนั้นมีอาหารทำจากเนื้อแพะด้วย เราลองกินไปคำเดียวเท่านั้นแหละ กินต่อไม่ได้เพราะมันเหม็นคาวแล้วก็กินไปสักพักเริ่มร้อนหู ตัวร้อนๆ วูบวาบๆยังไงไม่รู้  ถามคนอื่นเขาก็บอกว่ากินเนื้อแพะเข้าไปก็จะเกิดอาการอย่างนี้แหละ คนมาเลเองก็น่าจะนิยมใช้มือกินเหมือนกัน เพราะไปตามร้านอาหารเห็นคนใช้มือแกะกุ้งกันอยู่ กุ้งบ้านเขาจะไม่มีมีการแกะเปลือกตัดหัวเหมือนของไทย กินยากมากต้องใช้มือแกะกิน

ที่มาเลมีขนมคล้ายถังแตกบ้านเราด้วยนะ แต่ใส่ถั่วลิสง ใส่น้ำตาล ใส่งา เราไม่ชอบกินเลย ถังแตกไทยอร่อยกว่าเยอะ

เราชอบกินปูมาก ไปอยู่มาเลย์ก็ยังไปหาซื้อปูกิน แต่ต้องซื้อไปกินที่บ้าน เพราะไปตามร้าน มีแต่น้ำจิ้มซีฟู้ดหวานๆ เอามาทำกินเองที่บ้านก็ต้องต้มเอา เพราะไม่มีกระทะนึ่ง พี่เพื่อนร่วมงานอีกคนต้มให้กิน ปรากฏว่าต้มนานไปหน่อย เนื้อเลยเละเลย แต่ก็กินหมดด้วยความอยากกินมาก ที่บ้านเช่าเรา พี่เพื่อนร่วมงานแกมีลอบดักปูด้วย เราก็เลยชวนกันไปดักปู พวกเราเอาเชือกเหวี่ยงลอบดักปูไปไกลๆ ในแม่น้ำหลังหมู่บ้าน แล้วเอาเชือกผูกไว้กับโคนต้นไม้ ทิ้งไว้หนึ่งคืน ตอนเช้าตื่นไปดู ปรากฏว่าไม่ได้ปูเลยสักตัว ไม่รู้โดนขโมยหรือเปล่า เพราะคนแถวนั้นก็ไปหาปลากันตอนกลางคืนหลายคนอยู่ ตอนหลังเห็นพี่แกไปดักปูอีกรอบ ก็ยังไม่ได้อีกอยู่ดี


ทรัพยากรธรรมชาติ สถานที่ท่องเที่ยว


ยุงตีนภูเขาที่มาเลปากแหลมเปี๊ยบและยาวเหมือนในการ์ตูนหรือโฆษณา กัดทะลุเสื้อผ้าเลยแหละและเจ็บจี๊ดๆคันๆ

เห็นเขาเล่ากันว่าแถวตีนเขามีหมูป่าด้วย เด็กโรงงานยังดักจับหมูป่ากันเลย แต่ว่ามันหนีไปได้

แม่น้ำในมาเลมีเยอะ สุไหงแปลว่าแม่น้ำ เมืองไหนที่มีแม่น้ำจะเรียกว่าเมืองสุไหง......

รัฐเคดาห์ปีนังและเปอร์ลิส จะมีภูเขาเยอะ เวลาฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่าน่ากลัวมาก เพราะติดเขา ยังเคยตกใจตื่นเพราะเสียงฟ้าผ่า ผ่ามาแถวบ้าน ที่ปีนังจะเห็นโรงแรมและตึกสร้างบนภูเขาเป็นระยะๆที่ขับรถผ่าน

ทะเลที่ปีนังและลังกาวี ไม่ค่อยสวย สู้ทะเลที่เมืองไทยไม่ได้  ชายหาดและสีน้ำทะเลไม่สวย ชายหาดก็ขายแต่อาหารฝรั่งเป็นส่วนมาก ตอนนั้นเราไปเที่ยวชายหาดลังกาวี โชคดีเจอร้านที่มีคนไทยอยู่ด้วย แต่มีแค่อาหารไทยข้าวผัด และ ไก่ทอด ที่มีขาย  ได้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ปะไหมสุหรีด้วย ได้เห็นแท่นประหารและได้ฟังเพลงที่เปิดในบ้านในพิพิธภัณฑ์แล้วรู้สึกวังเวงใจและเศร้าใจจริงๆ  ตำนานมีอยู่ว่า

พระนางเลือดขาว มัสซูรีหรือปะไหมสุหรีซี่งเป็นชาวไทยจากภูเก็ตอภิเษกเป็นพระชายาของสุลต่านแห่งลังกาวีพระนางถูกประหารชีวิตเพราะถูกคนใส่ร้ายว่ามีชู้  ก่อนตายพระนางอธิษฐานว่าถ้าพระนางไม่ผิดจริงขอให้เลือดหลั่งออกมาเป็นสีขาวและพระนางก็สาปแช่งลังกาวีให้ไม่มีความเจริญไปเจ็ดชั่วโคตรมีความเชื่อกันว่าทายาทรุ่นที่เจ็ดของพระนางที่อยู่ที่ภูเก็ตได้มาแก้คำสาปโดยการขอขมาพระนาง ทำให้ตอนนี้ลังกาวีมีความเจริญหาดทรายที่เป็นสีดำก็กลายเป็นขาวแล้วและได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว

 

รายละเอียดที่เที่ยวแต่ละที่

</span><p>รัฐ Kedah แถวเมือง Gurun ทางไป เมือง Alor star(เมืองหลวงของรัฐ Kedah) จะมี รีสอร์ทอยู่รีสอร์ทหนึ่งอยู่บนภูเขาสูง จำชื่อไม่ได้ว่ารีสอร์ทชื่ออะไร ทางขึ้นสูงและก็ถนนแคบ พอมองจากรีสอร์ทลงไปข้างล่าง จะมองเห็นทะเลปีนัง เห็นเกาะอยู่ไกลๆ เห็นพื้นที่นาและหมู่บ้าน เขาออกแบบบ้านได้น่ารักดี ถ้าเรามีโอกาสก็อยากจะไปค้างสักคืนเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเขาก็ยังสร้างกันไม่เสร็จเลย จริงๆ แล้วเขายังไม่เปิดให้เข้าด้วยซ้ำ ก็อาศัยว่าเจรจาขอเขาเข้าไปแป๊ปหนึ่ง เขาก็พออนุโลมได้ แต่อยู่นานไม่ได้เพราะจะถูกเขาไล่เอา
</p><p>http://www.malaysiasite.nl/gunungjeraieng.htm</p><p>
</p><p>Alor star ก็จะมีหอสูงเป็นรูปโดม ให้คนขึ้นไปชมวิวได้ ที่นั่นมีท่าขึ้นเรือไปลังกาวี http://wikitravel.org/en/Alor_Star</p><p>
</p><h4>Penang </h4><p>เราไปเที่ยววัดจีนที่หนึ่ง ชื่อวัด Kek Lok Si เป็นวัดที่มีเก่าแก่และมีชื่อเสียงในปีนัง  มีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม วัดนี้อยู่บนดอย ทางขึ้นวัดจะมีของขายเยอะแยะไปหมด เราก็ซื้อพวงกุญแจฝากเพื่อนๆที่นั่น  ที่นั่นเขาเลี้ยงเต่า เราได้ทำบุญซื้อผักบุ้งเลี้ยงเต่าด้วย และมีคนบอกว่าที่นั่นเลี้ยงงู แต่เราไม่เห็น ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู</p>

  ที่ จอร์จ ทาวน์ ก็จะมีพวกสุเหร่า หอนาฬิกา หอริมน้ำทะเล ถนนเลียบชายทะเล แต่แถวนั้นไม่มีชายหาด จากขอบกั้นทะเลลงไป ก็เป็นน้ำทะเลเลย  ชายหาดที่ดูดีต้องไปที่ชายหาดเฟอริงกี้ แต่ก็เป็นชายหาดแคบๆ แถวย่านนั้นจะมีไนท์พลาซ่า ขายของที่ระลึกเยอะแยะ และมีโรงแรมใหญ่ๆ มีโรงแรมแชงกรีล่าด้วย เราชอบโรงแรมนี้มาก  ดูใหญ่โต หรูหรา มีต้นจามจุรีต้นใหญ่ดูร่มรื่น ใต้ต้นไม้จะมีสระว่ายน้ำ  และที่สนามหญ้าด้านติดทะเล จะมีที่นอนหวายเรียงรายอยู่ มีที่นั่งรถสามล้อวางโชว์และให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปนั่งถ่ายรูปได้ ข้างในโรงแรมก็ดูดี ล็อบบี้และห้องน้ำก็หรู พนักงานแต่งตัวเรียบร้อยสวยงาม คงความเป็นคนมาเลแต่ไม่ติดผ้าคลุมผมนะ  ตอนที่เราไป แดดร้อนเปรี้ยง ไม่เห็นมีใครลงน้ำทะเลเลยสักคน เห็นแต่ตรงชายหาดริมเขาทางไปชายหาดโรงแรมนี้ มีวัยรุ่นจอดรถมอเตอร์ไซด์ริมหาด และเล่นน้ำกันตรงนั้น เราเห็นแล้วก็อยากแวะเล่นขากลับบ้าง แต่ไม่มีใครยอมเล่นกับเราซักคน

  เห็นเพื่อนร่วมงานเราบอกว่าเขาไปนั่งเรือเฟอรี่มาแล้ว คือขาไปขับรถไปสะพานปีนัง ขากลับเอารถขึ้นไปบนเรือเฟอรี่ล่องเรือกลับ เสียดายตอนที่เราอยู่ที่นั่น ไม่มีโอกาสไป

Langawi 

ถึงแม้เราจะไม่ได้นั่งเรือเฟอรี่ที่ปีนัง แต่เราก็มีโอกาสนั่งเรือเฟอรี่จากท่าเรือที่ Alor star ไปลังกาวี

ใช้เวลาเดินเรือก็ประมาณชั่วโมงกว่ามั้ง ขาไปไม่เมาเรือ ขากลับเมาเรือ เพราะคลื่นน้ำทะเลค่อนข้างแรง

ก่อนจะถึงท่าเรือของลังกาวี จะมองเห็นรูปปั้นนกอินทรีตัวเบ้อเริ่มแต่ไกลเลยเราเห็นมีเรือที่มาจากสตูลด้วยล่ะ

จากท่าเรือไปหาดลังกาวีที่เป็นที่เที่ยว พวกเราต้องเช่ารถยนต์เข้าไป เขาคิดวันละ 400 สภาพรถไม่ค่อยดีนัก แต่ก็พอไปรอด สภาพรถที่ดีหน่อยเขาก็คิดแพงกว่านี้ พวกเราก็พกแผนที่มาจากบ้านแล้วช่วยกันดู แต่บางทีก็งงๆ แผนที่จนหลงทาง บางทีก็ต้องจอดถามคนตามทาง สถานที่เที่ยวริมหาดลังกาวี ก็จะมี Underwater World เพื่อนบอกมาว่ามาว่าที่นั่นเขามีโรงแรมด้วย ตอนนั้นมีโปรโมชั่นพักหนึ่งคืนฟรีหนึ่งคืนสำหรับคนที่จะไปเที่ยวที่นั่น  ส่วนพิพิธภัณฑ์มัสซูรีไม่ติดหาดลังกาวี แต่อยู่ใกล้เขา  เขาที่นั่นก็มีหลายลูกเหมือนกัน ก่อนจะถึงทะเล ก็ต้องขับรถขึ้นลงเขา  ไปหาดลังกาวีเราได้เล่นน้ำทะเลสมใจ ก่อนเล่นก็กินและดื่มกันก่อน เราซัดเบียร์ไปสองแก้ว กินเสร็จก็นอนเล่นใต้ต้นไม้สักพัก รอแดดร่มลมตกถึงได้เล่นน้ำ ลูกครึ่งไทยมาเลวัยกลางคนที่มาเสิร์ฟอาหารเขาพูดไทยได้ พวกเราก็เลยคุยเล่นกับพวกเขา แต่บางทีเขาก็ไม่เข้าใจเราพูดบางคำ เห็นหน้าตาท่าทางไปทางพวกแร็คเก้  ตัวดำๆ หัวฟูๆ ใส่กางเกงขาสั้นเก่าๆ ไม่ใส่เสื้อ แต่แกเป็นนักดนตรีเล่นกีต้าร์ร้องเพลงด้วยแฮะ  ทึ่งแกจริงๆ  เพื่อนแกอีกคนชอบเสื้อยืดที่เราใส่มาก เป็นเสื้อยืดสีดำตรงกลางมีรูปหัวกะโหลกไขว้ แกบอกว่าจ๊าบดี ถ้าวันหลังพวกเราไปอีก เขาบอกว่าให้เราซื้อเสื้อแบบนี้ไปให้เขา แล้วเดี๋ยวเขาจ่ายตังค์ให้

Peris

สถานที่เที่ยวที่เปอะริสที่เราผ่านแล้วก็ไม่ได้เข้าก็จะมีฟาร์มงู ฟาร์มอ้อย ส่วนที่ไปแล้วหาทางเข้าไม่ได้ก็มี ก็คือจุดชมวิวริมน้ำที่พวกเราหาที่จอดรถไม่ได้ก็เลยอดชมวิวที่นั่นแต่ที่ไปเที่ยวจริงๆ ก็เป็นถ้ำและที่ปาดังเบซาร์ ตามรายทางที่ผ่านจะเห็นภูเขาหินปูนเป็นระยะๆ มีต้นไม้ขึ้นด้วยดูสวยแปลกตาไปอีกอย่าง เพราะที่อื่นในปีนังหรือเคดาร์ไม่มีภูเขาแบบนี้ที่ถ้ำเหมืองแร่จะมีรถรางให้เที่ยวชมในถ้ำ มีหัวขบวนท้ายขบวน เวลาขากลับเขาก็เอาถอยก้นรถรางกลับไปทางเข้า เขาก็เข้าใจทำเป็นที่เที่ยวได้น่าสนใจ ในถ้ำเคยเป็นเหมืองแร่มาก่อน รู้สึกจะเป็นแร่ดีบุกตามผนังถ้ำจะมีร่องรอยของแร่ดีบุก ตรงที่มีแร่ดีบุกจะเห็นเป็นเหมือนเม็ดทรายเป็นเกล็ดละเอียดสีเงินส่องประกายสะท้อนเข้าตา
และเขาจะติดไฟส่องให้เราเห็นด้วย ในถ้ำก็จะมีป้ายประวัติของถ้ำนี้เขียนไว้ด้วยในถ้ำมีน้ำขังเป็นบางจุด  ถ้ำนี้อยู่บนเขาหินปูน

อ่านต่อได้ที่บันทึกหัวข้อ "เปอร์ลิส มาเลเซีย" ค่ะ เนื่องจากความยาวของอักขระถูกจำกัดค่ะ

</span>