จดหมายถึงลูก "ภัคร + เพรียง" ฉบับที่ ๒๕
ตอน ครอบครัวของน้องเพรียง

ปิด ๔ วันนี้ (ระหว่างวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๕ - ๑ มกราคม ๒๕๕๖) พี่ภัครได้กลับมารวมกันกับครอบครัวที่บ้านที่พรหมพิราม โดยอยู่กับพ่อเร + ตา และก็จะกลับไปเรียนต่อที่ กทม. ก็ประมาณวันศุกร์ที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๖...ช่วงปิด ๔ วันนี้ แม่ก็วิ่งวุ่นกับเจ้าฟ้าคราม เพราะป่วยเป็นไข้หวัด + หลอดลมอักเสบ ป่วยครั้งนี้ ถึงกับต้องฉีดยาถึง ๒ เข็ม เพราะแพทย์สั่ง X - ray เจ้าฟ้าคราม เพื่อดูว่าเป็นมาเกือบ ๒ สัปดาห์แล้วทำไมไม่หายสักที ให้ยากินก็แล้ว...ผลปรากฎว่า แผ่นฟิล์มบอกว่า เป็นหลอดลมอักเสบ แม่เลยบอกหมอว่า...น่าจะฉีดยาด้วย...เพราะเจ้าฟ้าครามกินยายากมาก...ไม่เหมือนพ่อเพรียงกับลุงภัครเมื่อตอนเด็กเลย หนูสองคนกินยาง่ายมาก ไม่ต้องบังคับ...

แต่เจ้าฟ้าครามนี่สิ...ต้องบังคับกัน จับนอนบนตักของย่า แล้วแม่อ้อมก็ต้องบีบปากให้กิน เพราะไม่งั้นเจ้าฟ้าครามจะบุ้ยยาทิ้งเสียทุกครั้ง...ดื้อมาก ๆ พูดอย่างไงก็แล้ว ปะเหลาะ ปลอบกันก็แล้วไม่ฟังย่ากับแม่เลย...จึงทำให้ฟ้าครามหายช้าด้วย...นี่ก็เข้าสัปดาห์ที่ ๓ แล้ว ยังมีน้ำมูกอยู่เลย...ย่าบอกว่า...ถ้าไม่หาย จะพาไปนอนโรงพยาบาลให้หมอฉีดยาอีก...ก็ได้แต่มองหน้า บอกว่า...ไม่เอา...
วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๕ ตลอดทั้งวัน ทางค่ายสมเด็จพระนเรศวร อนุญาตให้แม่กับน้องอ้อม + ฟ้าคราม ไปเยี่ยมพ่อเพรียงกัน เพราะวันอาทิตย์ที่แล้ว หยุดไป ๑ สัปดาห์ (ไม่อนุญาตให้ญาติไปเยี่ยม)...วันที่ ๓๐ ทางค่าย ฯ ก็จัดงานเลี้ยงให้กับพลทหารใหม่ทุกวัน เพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และฉลองให้กับพลทหารใหม่ที่ได้ฝึกเสร็จแล้ว น้องเพรียงบอกว่า...วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๖ จะขึ้นกองร้อยแล้ว เพราะฝึกเสร็จเรียบร้อยแล้ว...การฝึกใช้เวลาถึง ๒ เดือนเต็ม น้องเพรียงบอกว่า..."หนักมาก เขาฝึกความอดทน...ความอดทนบางครั้งไม่ใช่มาจากตัวเรา มันมาจากคนอื่นที่ทำผิด แต่ตัวเราก็ต้องรับผิดไปด้วย เพราะเป็นการทำงานเป็นทีม"...แต่ระหว่าง ๒ เดือนที่ผ่านไปนั้น...แม่สังเกตุเห็นว่า "ลูกของแม่คนนี้ มีระเบียบวินัยมากขึ้น ไม่เหมือนแต่ก่อน...เวลาหนูจะพูดอะไร หนูจะค่อย ๆ พูด ไม่เหมือนตอนก่อนที่จะไปฝึกทหาร"...ทำให้แม่รู้ว่า..."ลูกของแม่ถูกฝึกให้มีวินัย นิสัยของหนูจึงเปลี่ยนไป กล้าแสดงออก กล้าพูด ไม่กลัวคนเหมือนตอนที่หนูยังไม่ได้เป็นทหาร"...

แม่ น้องอ้อม และเจ้าฟ้าคราม ได้ไปหาหนูตั้งแต่ ๗ โมงกว่า ๆ อยู่จนถึง ๑๖.๐๐ น. พอตอนกลางวัน เจ้าฟ้าครามอยากหลับ แม่ก็จะพามาหลับในรถยนต์ซึ่งจอดไว้ใต้ต้นไม้ อากาศเย็นดี ไม่ร้อน เพราะย่างเข้าหน้าหนาว ที่พิษณุโลก อากาศก็เริ่มเย็น ๆ แล้ว...ฟ้าครามเป็นเด็กที่หลับง่ายมาก ถ้าง่วง แป๊ปเดียวหนูก็หลับแล้ว ไม่อ้อนหรืองอแงย่ากับแม่อ้อมเลย...
น้องเพรียงบอกกับแม่ว่า วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๖ ทางค่าย ฯ เขาบอกว่าให้ญาติไปดูการรวมพลฯ ซึ่งวันนั้นหนูบอกแม่ว่า...เขาให้แต่งชุดใหญ่ คือ ชุดทหาร + ใส่ถุงมือสีขาว ซึ่งเขาบอกว่า "เท่ห์มาก" สมกับเป็นทหารที่รับใช้ชาติ...น้อยคนที่จะได้แต่งเพราะต้องผ่านการฝึกมาอย่างหนัก เหมือนกับที่หนูโดนฝึกหนักมา...แต่แม่ก็ว่า "ลูกของแม่ได้ทำหน้าที่ที่ได้เกิดมาเป็นลูกผู้ชายที่ได้ทำเพื่อบ้านเมืองแล้ว...ลูกของแม่ทำได้ ผิดกับคนอื่น ๆ ที่เขาไม่มีโอกาส หรือมีโอกาสแต่ก็ไม่ทำกัน...ในข้อนี้...แม่ว่า...หนูได้เกิดมามีบุญ บารมีที่ได้ทำหน้าที่ที่หนูได้รับแล้วกับคำว่า "ทหารเสือของพระนเรศวร"...เป็นเกียรติประวัติของหนูเองแล้วกับครอบครัวด้วย...เจ้าฟ้าคราม จะได้บอกใคร ๆ ได้ว่า "มีพ่อเป็นทหาร รับใช้ประเทศชาติมาแล้ว"...ฟ้าคราม เป็นลูกสาวของทหาร...

การอยู่ในค่าย หนูเล่าให้แม่ฟังว่า ทางค่ายฯ เขาก็เข้มงวดมากในเรื่องของยาเสพติด บุหรี่ การไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์เข้ามา มันเหมือนกดดันพวกหนูด้วย เพราะตั้งแต่แรก ๆ พวกหนูจะทำตัวอย่างสบาย ๆ กัน แต่ต้องมาถูกกดดันหลาย ๆ เรื่อง มันก็เหมือนกับการฝึกนิสัย ฝึกทัศนคติของพวกหนูเหมือนกัน...แต่แม่ว่า ก็ดี หนูจะได้เป็นคนดียิ่งขึ้น จะได้ไม่เหมือนกับเมื่อตอนก่อนที่หนูจะไปอยู่ที่ค่ายฯ เวลาตื่นนอนก็ตื่นสายได้ แต่พอมาอยู่ค่าย หนูก็จะต้องตื่นประมาณตี ๕ เพื่อออกวิ่งทุกวัน...หนูบอกแม่ว่า...ตอนนี้ หนูจะได้ยินเสียงนกหวีดไม่ได้เลย...พอได้ยินคราวใด จะสะดุ้ง เพราะรู้ว่า...นั่นคือ สัญญาณของครูฝึกที่เขาเรียก เขาสั่ง ให้หนูต้องทำโน่น ทำนี่กัน...
แม่ก็เลยบอกหนูว่า...ก็ดีแล้ว...อยู่สบายมามากแล้วก็ลองลำบากบ้างสิ จะได้รู้ว่าอะไรคือ ความสบาย อะไรคือความลำบาก เพราะทุก ๆ คน ต้องพบเจอกันทุกคน...น้องเพรียงก็ได้แต่ยิ้ม...บอกแม่ว่า...ตอนนี้เขางด "ซ่อม" แล้ว เพราะกลัวทหารจะไม่สบาย (อาการที่เขาเรียกว่า "ซ่อม" นั่นคือ การที่ครูฝึกสั่งให้ทหารทำโน่น ทำนี่ คล้าย ๆ กับการลงโทษ บางครั้งก็หนัก บางครั้งก็เบา แล้วแต่สถานการณ์...บางครั้งก็เรียกมาซ่อมกลางดึก เมื่อนอนไปแล้ว)...แต่ก็ทำให้แม่รู้ว่า "ลูกของแม่ก็มีความอดทนสูงเหมือนกัน เพราะไม่เช่นนั้น ก็คงไม่อยู่รอดมาจนฝึกเสร็จ รวม ๒ เดือนที่แล้ว)...

วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๖ หนูนัดกับแม่ว่า ให้แม่ น้องอ้อม พร้อมกับเจ้าฟ้าครามไปร่วมกับงานด้วย แล้วก็ตอนเย็นร่วมงานเลี้ยงกับพวกค่ายฯ แล้วน้องเพรียงก็จะได้พักแล้วได้กลับมาอยู่บ้านประมาณ ๑๘ วัน...น้องเพรียงถึงกับนั่งนับวันถอยหลังว่ายังเหลืออีกกี่วันที่จะได้กลับบ้าน บอกแม่ว่า...คิดถึงบ้านมาก ๆ...เพราะจะว่าไป ตั้งแต่เล็กจนอายุ ๒๒ น้องเพรียงไม่เคยจากบ้านไปไหนเลย จะอยู่กับตาตลอด...แม่ก็บอกว่า..."ต้องอดทน อีกไม่กี่วันก็ได้กลับไปบ้านเราแล้ว"...เราได้ทำหน้าที่ของเราเสร็จแล้ว หลังจากนั้น หนูบอกว่า...เขาจะให้เรียน "รวมเหล่าอีก ๒ เดือน" เพราะเป็นทหารเสนารักษ์ ต้องเรียนเรื่องยา การฉีดยา...พ่อเร กับแม่บอกว่า ก็ดีน่ะที่ได้เรียน เพราะจะได้มีความรู้เพิ่มขึ้น (ความรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ แต่ตัวเรามีโอกาสได้รู้ก็ควรที่จะเรียนรู้เข้าไว้ เพื่อว่ามีประโยชน์ต่อตัวเองต่อสังคมในภายหน้าได้"...

ปีใหม่ปีนี้ ครอบครัวของเรา ก็ขาด "น้องเพรียง" คนเดียวที่จะต้องไปอยู่ที่ค่ายทหาร ปีนี้พวกเราก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เพราะหนูไม่อยู่ ปกติถ้าหนูอยู่ เราก็จะกิน "หมูกะทะ" หรือ "สุกี้" กัน แต่พอขาดหนูไปแล้ว พี่ภัครก็ไม่อยากกิน บอกว่า "ไม่มีหนู ไม่ครบคน รอให้อยู่ครบ ๆ กันก่อน ถึงค่อยทำกินกัน"...
แต่ครอบครัวเราก็มีโครงการเมื่อเราอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วว่า...หลังจากน้องเพรียงกลับมาพักผ่อนที่บ้าน ๑๘ วัน พวกเราจะไปที่กาญจนบุรีและจะไปพบกับน้าต้นที่ปทุมธานีก่อน เพราะน้องเพรียงชอบตกปลา น้าต้นจะพาไป ซึ่งเป็นกีฬาโปรดของน้องเพรียงมาก ๆ ที่ชอบตกปลา...แถมน้าต้นมาหาตาเมื่อปีใหม่ยังบอกว่า "ช่วงนี้ปลาชุมมาก เมื่อครั้งแล้ว น้าต้นไปมาตกได้เกือบ ๖๐ กิโล แน่ะ"...แม่เลยแซวว่า ที่ไม่อยากเป็นทหาร เพราะห่วงตกปลามากกว่า...หนูก็ได้แต่ยิ้ม ๆ...เหมือนเป็นการยอมรับสภาพของตัวเอง...
อ่านจดหมายถึงลูกทุกฉบับ ได้จากที่นี่..."จดหมายถึงลูก"
น่ารักมากๆค่ะชมไปยิ้มไปด้วย
สวัสดีปีใหม่ 2556 ค่ะ http://www.gotoknow.org/posts/514705
ขอบคุณ ที่ดา
ที่แวะมาเยี่ยมค่ะ
ไปสวัสดีปีใหม่และน้อมรับคำพรมาแล้วนะคะ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ คุณ