การปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ท่านจะเน้นเพียงเรื่องเดียวคือ "ทุกข์"  สรรพสัตว์มีความทุกข์อยู่ตลอดเวลา ทุกข์ทางกาย  และทุกข์ทางใจ หนีความทุกข์ไม่พ้น  ตราบใดที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้  ท่านสอนว่าถ้าไม่อยากทุกข์ก็ให้มาทำความรู้จักกาย ใจ นี้ให้แจ่มแจ้ง ตามธรรมชาติของมัน  คือ เป็นสิ่งไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอด เป็นทุกข์ ทนสภาพเดิมไม่ได้ และเป็นอนัตตา คือบังคับบัญชาไม่ได้ ท่านจึงให้เฝ้าสังเกตกาย ใจ ให้รู้เเสมอว่าขณะปัจจุบันนี้กายกำลังเคลื่อนไหวอะไร เช่น กำงลังก้าวขาเดิน กำลังยืนแหงนหน้าดูเครื่องบิน  กำลังนั่ง  กำลังยกมือเสยผม  กำลังนอน กำลังท่องคำว่าพุทโธ  ฯลฯ  ให้รู้เสมอว่าใจกำลังรู้สึกอย่างไร เช่น เบื่อ เซ็ง  รำคาญ   โมโห  โกรธ เป็นต้น  ท่านได้บอกไว้ว่าเครื่องมือที่จะใช้สังเกตการเคลื่อนไหวของกาย และความรู้สึกของใจ คือ สติ และความรู้สึกตัว  (สัมปชัญญะ) เพราะการรู้กาย ใจ จะช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลง การเกิดดับ การบังคับบัญชาไม่ได้ ของกายใจ  ผู้เขียนได้ฝึกสติ สัมปชัญญะให้มีความรู้เนื้อรู้ตัวมาระยะหนึ่งแล้ว  ในชีวิตประจำวันจึงฝึกสังเกตกาย ใจ ในทุกกิจกรรมที่ทำ   รู้ตัวเห็นกาย ใจได้บ้าง เผลอไปคิดปรุงแต่งบ้าง  การไปเที่ยวเมืองจีนครั้งนี้ผู้เขียนจึงสังเกตกาย ใจ ไปด้วย  ซึ่งถือว่าได้ประโยชน์สองต่อ คือได้เที่ยวชมภูมิประเทศที่สวยงาม  และได้ปฏิบัติธรรมพร้อมกันไป

             ผู้เขียนได้เดินทางไปเที่ยวยังแดนมังกร เมื่อวันที่  23--28  พฤศจิกายน  2555  โดยตั้งใจไปดูหิมะ  ที่อุทยานแห่งชาติ "หวงหลง " มีคนเล่าว่าหิมะเหมือนน้ำแข็งใส ในใจไม่เชื่อเพราะเวลาเห็นในหนังมันปลิวเหมือนนุ่น  จึงอยากไปดูให้เห็นกับตา ออกเดินทางจากประเทศไทยที่สนามบินดอนเมือง เวลา 06:20 น.      มีสมาชิกทัวร์ 45 คน นับเป็นทัวร์ที่ใหญ่  ตอนรอขึ้นเครื่องนั่งสังเกตกายใจ ไม่ตื่นเต้นเพราะเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งที่ 4 ใจเผลอไปคิดบ้าง รู้สึกต้วบ้างเป็นปกติ  ขณะนั่งบนเครื่องบินเห็นใจไม่อึดอัด  น่าจะเป็นเพราะพนักงานเป็นคนไทยพอสื่อสารกันรู้เรื่อง  เครื่องบินถึงสนามบินนครฉงชิ่งเวลา 09:20น . ไกด์คนจีนนำรสบัสขนาดกลางมารับ  อ้อ! ลืมบอกไปว่ามีไกด์คนไทยแต่พูดภาษาจิีนได้ไปกับคณะของเราด้วย นั่งรถบัสไปยัง   เมืองเฉิงตู  ระหว่างทางจอดรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร  มีอาหารหลายอย่างมาก  แต่รสจืดสนิท ดีหน่อยที่มีผักใหม่สดมาทำอาหารต่างๆ  ดูใจเห็นเฉยๆกับรสอาหารกินได้ตามสถานการณ์     ไกด์เรียกให้ขึ้นรถพร้อมบอกควรเข้าห้องนำ้ให้เรียบร้อย เพราะห้องน้ำที่นี่หายากมาก  และสกปรก     


                      

                 ทุกคนขึ้นรถไมมีใครหลับ  เพราะแปลกตากับภูมิประเทศ  ข้างทางที่ไปเมืองเฉิงตูเป็นภูเขาเสียส่วนใหญ่  เราคงเคยได้ยินคำว่าเขาสูงเสียดฟ้า  ภาพในใจที่เราคิดคือเขาที่สูงมาก  แต่มาเฉิิงตูครั้งนี้เข้าใจได้ทันที เพราะภูเขาที่นี่สูงเสียดฟ้าจริง ๆไม่ใช่สูงอย่างเดียว  ใหญ่โตมหึมาอีกด้วย  แหงนมองยอดเขาเกือบไม่เห็น  ใจเผลอไปคิดถึงความยิ่งใหญ่ของจีน  ใหญ่ไปทุกเรื่อง เช่นประชากร  ประเทศ  เมืองต่างๆ กำแพงเมืองจีน รวมไปถึงความเก่งทั้งด้านกีฬา  เศรษฐกิจ  เป็นต้น  กว่าจะรู้สึกต้วก็คิดไปเสียนาน  รถบัสจอดให้เข้าห้องนำ้  และหาซื้อของพื้นเมือง  รวมไปถึงชมตัว " จามรี "  ลักษณะัคล้ายวัวบ้านเรา  แต่ขนสวยมาก ตัวที่เห็นมีขนสีขาว  ใครจะขึ้นขี่ก็ได้้เสียเงิน  5  หยวน  ( 25  บาท )   ผู้เขียนลองเข้าไปใกล้ๆ  เห็นใจเฉยๆไม่กลัว  ลองจับขนดูนิ่มมาก  ไกด์จีนเล่าให้ฟังว่าจามรีมีสีขาวและสีดำ  ปัจจุบันมีน้อย เพราะถูกฆ่านำมาเป็นอาหารมาก  จามรีสีขาวถืือเป็นสัตว์ที่ศักดิ์สิทธิ์  จะไม่นำมาเป็นอาหาร


                  ขึ้นรถบัสเดินทางต่อ  เห็นจามรีสีดำยืนกินหญ้าอยู่บนภูเขาที่รถผ่าน  ดูน่ารักมาก  นั่งในรถสังเกตกายใจเห็นใจที่ตื่นเต้นกับความสวยงามของภูมิประเทศ  ความสะดวกในด้านการคมนาคม  แม้จะเป็นเขาอันใหญ่โตติดกันเป็นพืด  ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการสร้างถนน  เพราะถ้าต้องผ่านภูเขาก็เจาะเขาทำเป็นอุโมง  ตัดตรงโดยไม่ต้องอ้อมหรือเลาะไหล่เขา  ถ้ามีทางผ่านแม่น้ำ เหว หรือหุบเขา  รัฐบาลจีนจะสร้างสะพานข้าม  จึงทำให้การเดินทางตัดตรง ไม่อ้อมไปมาให้เสียเวลา  เดินทางถึงเมืองเม่าเซี่ยนเย็นมากแล้ว  รับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคารในเมืองนี้  อาหารรสจืดสนิท และหลายอย่างจนไม่มีที่วาง  ใจเผลอไปคิดว่าเสียดายอาหารที่เหลือ  เพราะสามารถเลี้ยงคนที่ไม่มีอาหารรับประทานได้อีกหลายคน  คืนนี้พักที่โรงแรมในเมืองเม่าเซี่ยน อากาศหนาวมาก  ก่อนนอนเช็ดตัวแทนการอาบนำ้  ใจเห็นอาการสยองกับความหนาวเย็นเมื่อผ้าขนหนูถูกตัวหนาวจริงๆ คืนนี้หลับรวดเดียวถึงเช้า  ลงมารับประทานอาหารเช้าเวลา06:00น.  (เวลาในประเทศจีน  ช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง)


                ขึ้นรสบัสเดินทางไปอุทยานแห่งชาติหวงหลง หรืออุทยานมังกรเหลือง  เป็นพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าน้ำทะเลประมาณ 5,000 เมตร  สภาพภูมิประเทศข้างทางที่รถผ่านเป็นเทือกเขาที่สูงชัน  รถวิ่งผ่านอุโมง สะพาน และถนนที่เลาะริมนำ้ตลอดเส้นทาง  ข้างทางถ้ามีพื้นดินเล็กๆ  จะมีผักปลูกไว้งอกงามมาก  ทำให้เห็นลักษณะนิสัยที่ขยันและประหยัดของชาวจีน  รถวิ่งผ่านเมืองต่างๆหลายเมือง  ใจรู้สึกสงสัย ในเมืองที่ผ่านมีแต่ที่พักเป็นตึกหลายชั้น (แฟลท)  ตั้งตระหง่านอยู่หลายตึก  ไม่ค่อยเห็นบ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยเหมือนกับประเทศไทย  สอบถามไกด์บอกว่าที่ดินในประเทศจีนทุกตารางนิ้วเป็นของรัฐบาลจีน  ประชาชนไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ  รัฐบาลจึงมีหน้าที่สร้างที่พักให้ประชาชนได้ซื้อเพื่อเข้าอยู่อาศัย  ใจเริ่มเผลอคิดถึงประเทศไทย นี่ประชาชนไทยโชคดีนัก  เราคนไทยน่าจะรักษาสถานภาพปัจจุบันนี้ไว้ให้ดีใช่หรือไม่


                     รถบัสจอดให้สมาชิกทัวร์เข้าห้องน้ำ  พบว่าห้องน้ำในประเทศจีนคล้ายบ๊อก(ส้วมหลุมสมัยผู้เขียนเด็กๆ) หลายคนเข้าส้วมแล้วก็ออกมาอาเจียร  หน้าเขียว หน้าเหลือง  ไปตามๆกัน    ผู้เขียนเห็นใจไม่ยอมเข้าห้องน้ำเลยไม่ไป กลางวันรับประทานอาหาร ที่ภัตตาคารจีน อาหารเหมือนเดิม  ไกด์ให้รีบขึ้นรถเพื่อจะไปถึงอุทยานแห่งชาติหวงหลงไม่เย็นเกินไป  การเดินทางเพื่อขึ้นอุทยานต้องไต่ตามไหล่เขาสูงมาก  เห็นหิมะเกาะต้นไม้ตามทางที่ผ่าน แต่ยังไม่มากนัก  เห็นใจตื่นเต้น เพราะเป็นวัตถุประสงค์์หลักของการมาเที่ยวครั้งนี้ของผู้เขียน  รถบัสจอดระหว่างทางให้ดูหิมะที่ลานหิมะ จิตผู้เขียนอ๋อทันที  เข้าใจลักษณะของหิมะแจ่มแจ้ง เออเหมือนนำ้แข็งใสจริงๆ  


                      รสบัสเดินทางขึ้นต่อไปยังอุทยานแห่งชาติหวงหลง  โดยขึ้นตามไหล่เขาสูงขึ้นไปอีก  ใจรู้สึกกังวลบ้าง เดินทางไต่เขาหลายลูก ใช้เวลาเดินทางเป็นชั่วโืมง  มาถึงทางขึ้นอุทยานแห่งชาติหวงหลงประมาณ 15.00น. เห็นต้นสนขึ้นเต็มสวยมาก  ตาผุู้เขียนกระทบแล้วทำให้ใจกระเทือนคือมองเห็นธงชาติของประเทศจีนที่ยืนตระหง่านเคียงคู่กับธงอีกผืนหนึ่ง(ไม่แน่ว่าเป็นธงของใคร)  พื้นดินแห่งนี้ในอดีตเป็นของประเทศธิเบต ใจเผลอคิดต่อว่าถ้าบนพื้นแผ่นดินไทยมีธงของประเทศอื่นมาตั้งเหมือนอย่างนี้   คนไทยจะคิดอย่างไร สภาพความเป็นอยู่ของคนไทยจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ    แค่คิด(เผลอส่งจิตออกนอก)ก็ทำให้เป็นทุกข์เสียแล้ว  เหมือนคำสอนของหลวงปู่ดุลย์  อตุโล  เรื่องอริยสัจแห่งจิต  ที่ว่า

                             จิตที่ส่งออกนอก           เป็นสมุทัย

                  ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก      เป็นทุกข์                                                         


               ก่อนออกเดินทางด้วยเท้าขึ้นอุทยานแห่งชาติหวงหลง  ไกด์ได้นำอ๊อกซิเจนกระป๋องมาจำหน่ายคนที่คิดว่าจะแพ้ความสูง  (อากาศเบาบางเพราะอ๊อกซิเย็นมีน้อย)  น้องสาวผู้เขียนซื้อไว้ 1 กระป๋อง เริ่มออกเดินทางขึ้นอุทยาน  ขณะเดินผู้เขียนรู้กาย รู้ใจไปด้วย  ขณะถ่ายรูปก็เผลอส่งใจไปสังเกตภูมิประเทศบ้าง สนใจวิธีการถ่ายรูปบ้าง  เห็นใจของผู้เขียนประทับใจกับการบริหารจัดการสถานที่ที่อุทยานแห่งชาติหวงหลง  รัฐบาลจีนทำสะพานไปตลอดเส้นทางทีจะขึ้นไปดูอุทยาน นักท่องเที่ยวไม่สามารถออกไปนอกเส้นทางได้เลย  ทุกคนจึงชื่นชมธรรมชาติรอบตัวด้วยตาเท่านั้น  ซึ่งมีผลดีสองอย่าง คือ ธรรมชาติได้รับการดูแล ไม่ถูกทำลาย  และนักท่องเที่ยวที่มีอายุมากก็สามารถเดินทางชมธรรมชาติที่สวยงามนี้ได้  เยี่ยมจริงๆขอชม 


  

                 ผู้เขียนได้เคยเห็นความสวยงามของอุทยานแห่งชาติหวงหลง   จากสารคดีที่สมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาเสด็จประพาสที่นี่  แล้วนำสารคดีเรื่องนี้ออกเผยแพร่ภาพให้คนไทยได้ชม  เช่น บ่อน้ำที่มีหลายเฉดสีเมื่อกระทบแสงแดดส่องประกายเหมือนเกล็ดมังกร  ป่าที่สมบูรณ์เขียว  ึชะอุ่ม  ยอดเขาที่สูงเสียดฟ้ามีหิมะปกคลุมสวยงาม  ต้นไม้หลายต้นมีใบสีเหลือง สีส้ม สีเขียว ดูเหมือนเมืองในเทพนิยาย  ในขณะที่ชมภาพในโทรทัศน์คิดว่าสวยมาก  แต่พอมาเห็นธรรมชาติจริงๆสวยกว่าเยอะเลย เป็นบุญตาแท้น้อ  อ้าว!หลงคิดส่งจิตออกนอกกายใจเสียนานเชียว  ช่วงนี้เลยไม่ได้ปฏิบัติธรรม  ดูเวลาเห็นเย็นมากแล้วก็ชวนน้องสาวค่อยๆเดินลงจากอุทยาน  เกือบลืมบอกไปว่าที่อุทยานแห่งชาติหวงหลงอากาศรอบตัวเบาบาง  ทำให้รู้สึกเบากาย  โล่ง  สบาย  แต่ต้องเดินช้าๆ ถ้าเดินเร็วจะทำให้เหนื่อยง่าย  ผู้เขียนคิดปรุงแต่งต่อไปว่านี่ถ้ามานั่งสมาธิ  เดินจงกรม กาย ใจ น่าจะสงบได้ดีแน่นอน  น้องสาวของผู้เขียนหัวเราะ  และบอกว่าจะทนหนาวไหวหรือ  เดินลงมาถึงรถ รอสมาชิกคนอื่นมาให้ครบก็ค่ำ  การเดินทางกลับโดยไต่เขาอันสูงชันลงมา  รถขับเร็วมาก  ผู้เขียนจึงสวดมนต์ตลอดทาง  เพื่อให้กาย ใจ อยู้กับเนื้อกับต้ว ไม่คิดปรุงแต่งเรื่องความไม่ปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น  เฮ้อ! โล่งใจลงมาถึงพื้นราบได้โดยสวัสดิภาพ  สาธุ ๆ ๆ