มีการหมุนเวียนภายในรอบของวัน:เดือน:ปี ที่บังเอิญมาครบบรรจบพร้อมกันด้วยความพอดีคือ 12 / 12 / 12 ของปีมะโรง เมื่อถึงวันเวลาที่ตัวเลขมาเรียงกัน มนุษย์ก็จะตั้งความเชื่อกันขึ้นมาทันที หลากหลายความคิดกันออกไปต่างๆนาๆตามความเชื่อของแต่ละบุคคลที่ยังมีสังคมเชื่อมสัมพันธ์ติดต่อถึงกันไปทั่วทุกมุมของโลก

เป็นที่น่าสนใจจากความเชื่อในการทำนายเรื่องของโลกดังที่กล่าวมานั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางวิทยาศาสตร์หรือเป็นเรื่องทางไสยศาสตร์หรือไม่คือความเชื่อโบราณคดีชองชาวมายา ไปถึงคำทำนายอนาคตของนอสตราดามุส เอาไว้ตั้งแต่อดีตและบังเอิญมาตรงสอดคล้องกับปัจจุบันที่มีการตีความหมายตามราศีของนักโหราศาสตร์หลายๆท่าน

อย่างไรก็ตาม "ความจริงของวันนี้" ก็มาปราฏกชี้ชัดพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า"ธรรมชาติ"ไม่ได้ใจร้ายเสมอไปถ้าเรื่องจะเกิดอะไรก็ฉุดกระชากลากถูเหนี่ยวรั้งไม่ได้ ดีจะได้หมดกังวลกับกาลเวลาที่เฝ้ารอคอยวันเเรื่องของภัยพิบัติกันอีกต่อไปแทนที่เราจะมาเสียเวลามองเรื่องที่ไกลเกิน ลองหันกลับมามองสิ่งที่อยู่รอบและใกล้ตัวของเราจะดีกว่าไหม

ปีพ.ศ. 2555 เป็นปีมหามงคลและนับว่าเป็นปีที่ยิ่งใหญ่เพราะมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นกับประเทศไทยและประชาชนคนไทยอย่างเห็นได้ชัดมากคือ เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเพราะ วัน "วิสาขบูชา"ที่ผ่านมาคือวัน "พุทธชยันตี" เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และทรงชนะมารปราบกิเลสเครื่องเศร้าหมองที่ติดในอวิชาทั้งปวง นี้คือของแท้ของจริงที่เห็นได้ชัดกว่าเลยสวยที่เรียงอันดับคือ เลข12 

 เพราะวัน"วิสาขบูชา"หรือวัน"พุทธชยันตี"นั้น เป็นเรื่องของความมหัศจรรย์ที่มีวันเดียวกันมาเกิดขึ้นตรงพร้อมกันคือ ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และที่สำคัญยิ่งเป็นวันครบรอบ 2,600ปี ที่ล่วงผ่านพ้นกึ่งกาลของยุคพุทธกาลมาวาระครบรอบ 100 ปีในปีพ.ศ. 2555 นี้เอง พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้พระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์จะดำรงอยู่ถึง 5,000 ปี

สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้มานั้นนับว่าเป็นธรรมอันล้ำเลิศและประเสริฐสุด เพราะเป็นการเรียนรู้ที่สามารถทำให้ผู้ปฏิบัติ  รู้จัก: รู้จริง:รู้แจ้ง ตามความจริงที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกกายและภายในจิตด้วยตัวของเราเอง  และสามารถทำให้บุคคลธรรมดาคือ ปุถุชน เมื่อน้อมนำเดินตามรอยธรรมคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงเกื้อกูลประโยชน์โดยเป็นผู้ชี้ทาง บุคคลที่มีความเพียรสามารถข้ามผ่านห้วงน้ำหรือมหาสมุทรที่มีชื่อว่า "โอฆะ"ด้วยการแหวกว่ายเข้าหาขึ้นฝั่งมาได้ นับว่าบุคคลผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐและมีปัญญาชน  สามารถก้าวผ่านเข้าสู่การเป็นพระอริยะหรืออริยะบุคคล เพราะหนทางที่พระพุทธองค์ทรงเมตตาชี้ทางให้ดำเนินมานั้นคือการเข้าไปสู่พระนิพพาน

วิธีแห่งเส้นทางในการเดินนั้นอยู่ใน "แก่นธรรม"ของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของอริยสัจ 4 คือความจริงอันประเสริฐ มีอยู่ 4ข้อคือ

 1. ทุกข์  คืออาการที่ทำให้เกิดภาวะบีบคั้อันเกิดนจากภายนอกหรือภายในเป็นเรื่องของทางกายและจิตใจที่ทนได้ยาก 

 2. สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์อันเกิดจากอกุศลมูล3 และแรงตัณหาที่มีความทะยานอยากคือ อยากมี : อยากได้ : อยากเป็น หรือ ไม่อยากมี :ไม่อยากได้:ไม่อยากเป็น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะเป็นการไปยึดติดกับรูปและนามว่าเป็นของเรา ของเขา

 3. นิโรธคือ การรู้จักดับทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ คือรู้จักในการปล่อย วาง ลด ละ สละ และสลัดคืน

 4. มรรค คือ หนทางที่จะนำทางไปสู่ความดับทุกข์คือทางสายกลาง มีองค์ 8ประการที่ประเสริฐ สรุปย่นย่อลงมาการปฏิบัติอันได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา และเป็นทางเดินที่มุ่งเข้าสู่พระนิพพาน

กล่าวนับได้ว่าถ้าผู้ใดมีขันติคือความอดทนและมีวิริยะคือความพากเพียร พยายาม กับความกล้าที่จะลงมือทำและมีความมุ่งมั่นในแนวทางที่จะนำพาไปสู่เป้าหมายตามเจตนาที่ได้วางเอาไว้ต้องมีความสำเร็จอย่างแน่นอน 

ในปีนี้ขอกราบเรียนว่าเป็นปีแห่งวันมหามงคลอันยิ่งใหญ่อยู่ 2 เรื่อง แต่ถ้าผู้ใดตีความหมายใน "ปริศนาธรรม"ของปีพ.ศ. 2555 นี้ออกนับว่าเป็นผู้ได้รับ "ของขวัญอันทรงล้ำค่า" จากพระพุทธเจ้าที่ทรงโปรดต่อเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายเพราะไม่มีพระประสงค์จะทรงนำเสด็จติดกลับขึ้นไปพร้อมกับพระนิพพาน 

ขออนุญาติพักเรื่องของ"พระมหากษัตริย์ผู้ทรงดำรงด้วยความห่วงใยและพระเมตตาต่อพสกนิการอันหาค่าประมาณมิได้ เพราะพระองค์คือพระโพธิสัตว์ เสด็จอุบัติลงมาเพื่อเป็นพระธรรมราชาผู้ยิ่งใหญ่และทรงปกครองแผ่นดินด้วยพระทศพิธราชธรรม"

สวัสดีค่ะ.