....ความกลัวของคนเรานั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร...บางทีก็อาจเกิดจากการจินตนาการไปเองของเรา ส่วนหนึ่งนั้นก็อาจจะเป็นได้เพราะความไม่รู้ เมื่อไม่รู้แล้วน้อยคนนักที่จะกล้าทำความรู้จักกับสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย หรือจะกล้าเข้าไปเผชิญกับสถานการณ์ที่เราไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ ไม่ต่างกับการให้เดินเข้าไปในห้องมืดๆห้องหนึ่งที่เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าภายในห้องมืดนั้นมีอะไร ห้องนั้นคือห้องอะไร และสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความกลัวอีกประการหนี่ง ก็คือการที่กลัวว่าภายในห้องมืดๆนั้น จะมีสิ่งอันตรายที่อาจจะมาทำร้ายเราได้หรือไม่
ความกลัวของคนเรานั้นก็แสดงออกมาได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการกลัวความมืด กลัวที่แคบ กลัวผี กลัวการอยู่คนเดียว กลัวสัตว์แปลกๆ กลัวคนโรคจิต กลัวผลไม้ กลัวจะลองทำสิ่งใหม่ๆ กลัวที่จะต้องเผชิญความขัดแย้ง กลัวที่จะทานอาหารที่ไม่เคยทาน ตลอดจนกระทั่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของ การกลัวจะจน กลัวจะเป็นคนโง่ กลัวที่จะไม่ได้รับความรัก กลัวไม่มีใครยอมรับ ...เราลองสำรวจตัวเองกันดูสิว่า ในชีวิตนี้เรากลัวอะไรบ้าง และในตอนนี้เรายังคงกลัวอะไรอยู่บ้าง ...
เมื่อเรารู้แล้วว่าเรากลัวอะไร คำถามต่อไปก็คือแล้วเราจะจัดการกับความกลัวได้อย่างไร เราจะใช้ชีวิตของเราเต็มภาคภูมิได้เมื่อไหร่
อันดับแรก เราก็ต้องมาหาก่อนว่าสาเหตุที่เรากลัวนั้นคืออะไร โดยแยกรูปแบบความกลัวออกเป็นรูปแบบต่างๆ ....ถ้าเป็นความกลัวที่เกิดจากความไม่รู้ ความไม่กล้า ความน่ากลัว เช่น การกลัวความมืด กลัวผี กลัวสัตว์แปลกๆ กลัวคนโรคจิต บางทีเราอาจจัดการกับความกลัวในรูปแบบนี้ได้ไม่ง่ายนัก เราอาจใช้วิธีการหลีกเลี่ยงที่จะพบเจอ หรือหลีกเลี่ยงที่จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องเผชิญกับความกลัวนั้นได้ อย่างน้อยก็เป็นการทำให้เราไม่ต้องกลัวอยู่ตลอดเวลาที่เราไม่ได้เจอกับสิ่งนั้น ....แล้วถ้าหากเราต้องเผชิญหน้ากับความกลัวนั้นคือมาจริงๆเราจะทำอย่างไร ....สิ่งที่จะทำให้เรารู้ว่าจะจัดการกับความกลัวนั้นได้อย่างไรก็คือ "การมีสติ" นั่นเอง ...เช่น เมื่อเราอยู่ในความมืด สติจะทำให้เรารู้ว่าเราต้องหาแสงสว่าง เมื่อกลัวสัตว์แปลกๆ สติจะช่วยให้เรารู้ว่า เราจะอยู่นิ่งๆ หรือจะวิ่งหนีมันเราถึงจะปลอดภัย เมื่อเจอผีสติจะช่วยให้เรารู้ว่าเราต้องแผ่เมตตา สวดมนต์และนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ เมื่อเราเจอคนโรคจิตสติจะทำให้เรามีไหวพริบและแก้ไขสถานการณ์เอาตัวรอดได้
ส่วนความกลัวในรูปแบบของความไม่กล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย หรือสิ่งที่ไม่สบายใจ เช่น การกลัวที่จะทำสิ่งใหม่ๆ กลัวที่จะต้องเผชิญกับความขัดแย้ง กลัวที่จะทานอาหารที่ไม่เคยทาน กลัวการที่จะเริ่มต้นใหม่ ...ความกลัวรูปแบบนี้ เราสามารถที่จะก้าวข้ามผ่านมันไปได้ด้วย "ความกล้าในหัวใจ กล้าที่ได้จะเรียนรู้ กล้าที่ได้จะทดลอง" เช่น การกล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ เมื่อเราลองทำแล้ว ก็จะทำให้เรารู้ว่าในโลกใบนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจ มีสิ่งที่มีความพิเศษ รอให้เราเรียนรู้และเข้าไปทำความรู้จักอยู่อีกมากมาย ...การกล้าที่จะเผชิญความขัดแย้งในบางครั้งเพื่อความถูกต้อง จะทำให้เราสามารถรักษาสิทธิของเราและผู้อื่นไม่ให้ถูกละเมิด จะสามารถสร้างความเป็นธรรมให้แก่ตนเองและผู้อื่นได้อีกด้วย ...การกล้าที่จะเริ่มต้นในสิ่งใหม่ๆ ไม่กลัวการเริ่มต้น อาจทำให้เราได้ค้นพบว่า ยังมีสิ่งดีๆอีกมากมายที่รอให้เราเริ่มต้นไปสัมผัส ซึ่งอาจจะดี อาจเหมาะสมกับเรา และทำให้เรามีความสุขมากกว่าสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราทำหรือสิ่งที่เราเป็นอยู่ก็ได้ ...เมื่อเรารู้ว่าสิ่งที่เราจะลองทำนี้ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้กับผู้ใด เราควรลองกล้าที่จะทำสิ่งนั้น เริ่มจากการค่อยๆลองทำทีละน้อย ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ค่อยๆขจัดความกลัวออกจากหัวใจ จนกระทั่งความกลัวนั้นหมดไป...เมื่อถึงวันนั้นเราก็จะกลายเป็นคนกล้า เป็นคนที่จะทำริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ กล้าทำในสิ่งที่ดี กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง หาโอกาสดีๆให้กับตนเอง ใช้ชีวิตบนโลกในนี้ได้อย่างคุ้มค่า และเต็มภาคภูมิ
ความกลัวในรูปแบบสุดท้ายนั้น เป็นความกลัวที่ถ้าเรารู้สาเหตุที่แท้จริงของมัน เราก็จะเลิกกลัวได้ ความกลัวในรูปแบบนี้เป็นความกลัวที่สะท้อนความเปราะบางเบื้องลึกของจิตใจคนเรา หรือเรียกได้ว่าเป็นความกังวลก็ว่าได้ ซึ่งในช่วงชีวิตของทุกคน ใครๆก็มีความกลัวแบบนี้ได้เหมือนกันทั้งนั้น ความกลัวในรูปแบบนี้เช่น กลัวที่จะไม่ได้รับความรัก กลัวจะผิดหวัง กลัวอนาคต กลัวไม่สำเร็จ กลัวสอบไม่ได้ กลัวจะจน กลัวจะไม่เป็นที่ยอมรับ กลัวจะเป็นคนโง่ เป็นต้น ซึ่งสิ่งที่จะแก้ไขได้ก็คือ ต้องมีสติ ใช้ปัญญา ต้องรู้จักพิจารณาอย่างรอบคอบ ว่าความกลัวนั้น เกิดขึ้นเพราะิอะไร เรายังสามารถที่จะควบคุมปัจจัยในส่วนเหตุได้หรือไม่ ควบคุมด้วยวิธีอย่างไร เรามีความตั้งใจจริงที่จะขจัดความกลัวนั้นหรือไม่ เช่น ถ้าเรารู้ว่าเรากลัวผิดหวัง กลัวไม่สำเร็จ เราก็ต้องพิจารณาว่าแล้วสิ่งนั้นๆ เราจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร ด้วยวิธีการอย่างไร เราควรวางแผนเป็นลำดับขั้นตอน และต้องไตร่ตรองด้วยว่า วิธีการนั้นจะทำให้เราสำเร็จได้ เช่น การกลัวว่าจะสอบไม่ได้ เราต้องต้องพิจารณาว่าอย่างไรหล่ะถึงจะสอบได้ ก็คือจะต้องมีความรู้ แล้วทำอย่างไรจะให้มีความรู้ ก็คือเราต้องอ่านหนังสือ แล้วต้องอ่านหนังสือเล่มไหนอย่างหนังสืออย่างไร จะจำอย่างไร เราก็ต้องรู้จักจัดการวางแผน ซึ่งแผนที่เราวาง รวมถึงวิธีการที่จะทำให้สำเร็จนั้น ก็ต้องพิจารณาแล้วว่า ต้องเป็นวิธีการที่จะสามารถทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้จริง เช่น อยากสอบได้ก็ต้องอ่านหนังสือ ไม่ใช่ไม่อ่านหนังสือ แต่ไปบนบานสานกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ แม้เราจะไปบนไว้เยอะแค่ไหน แต่ตัวเรานั้นยังไม่ช่วยเหลือตัวเราเอง ความโชคดีนั้นก็อาจทำให้บังเกิดผลสำเร็จได้ยาก เว้นเสียแต่ว่าบุญเก่าเรามีเยอะจริงๆ
...เมื่อเรารู้วิธีการและมีแผน สิ่งที่จะทำให้เราสำเร็จและหลุดพ้นจากความกลัวได้ก็คือ การลงมือทำ ลงมือปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้อง เพราะถ้าหากไม่มีการลงมือแล้ว เห็นว่าคงไม่มีทางที่จะเกิดความสำเร็จ อันจะทำให้ความกลัวนั้นจะหายไปได้เลย ...
วิธีการข้างต้นก็นำมาใช้ได้กับความกลัวทุกอย่างที่เกิดจากความต้องการของจิตใจ ..ความกลัวผิดหวัง กลัวจน กลัวไม่เป็นที่รัก กลัวไม่เป็นที่ยอมรับก็เช่นกัน เราก็ต้องใช้สติใช้ปัญญาพิจารณาหาวิธีที่จะหลุดพ้นจากความกลัวดังกล่าว เมื่อเรากลัวที่จะผิดหวัง เราก็ทำสิ่งที่เราคาดหวังนั้นให้เต็มที่สุดความสามารถของเราเสียก่อน ...เรากลัวว่าจะจน เราก็ต้องรู้จักเก็บหอมรอมริบ รู้จักขยันมีมานะในการทำงาน รู้จักอดทน ... กลัวไม่เป็นที่รัก เราก็อย่าสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร รู้จักมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และให้ความรักกับคนรอบข้างความความจริงใจ ....กลัวไม่ได้รับการยอมรับ เราก็ต้องพยายามทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุด เต็มความสามารถ เต็มศักยภาพที่เรามี ....
แล้วถ้าหากว่า เราทำในสิ่งที่เราควรต้องทำแล้ว ไม่มีอะไรดีขึ้น เรายังคงมีความกลัวในรูปแบบสุดท้าย นี้อยู่ เราจะทำอย่างไร ...ในเมื่อเราทำเต็มที่แล้ว เราผิดหวัง เรายังกลัวความผิดหวัง ...เรายังคงจน เรากลัวความจน ...เราไม่มีใครรัก เรายังคงกลัวการไม่เป็นที่รัก ...เราไม่มีใครยอมรับ เรายังกลัวการไม่ได้รับการยอมรับ เมื่อเป็นแบบนี้ เราจะทำอย่างไร ... เมื่อเราใช้สติ ใช้ปัญญาคิดพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เราจะรู้ว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นความอยาก ที่เป็นเครื่องกั้นจิตของเราให้มีแต่ความเศร้าหมอง ด้วยความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุด ...เมื่อเรารู้แล้วว่า สิ่งที่เราต้องการ เมื่อต้องการไปเราก็เกิดทุกข์ เมื่อไม่ได้มันมา ดังนั้นความต้องการที่เป็นเหตุให้เกิดความกลัวต่างๆนานานี้ จึงเป็นสิ่งที่เราไม่ควรไปยึดมั่น ไม่ควรไปยึดถือ ...เรารู้แล้วเราก็วางความอยาก ความต้องการนั้นลงเสีย เมื่อไม่ได้สิ่งที่หวังก็ต้องรู้จักทำใจ รู้จักปล่อยวางเสีย คิดเสียว่า อะไรจะเกิดก็เกิด ... หลังจากนั้นแล้วเราก็ลองมองไปรอบๆเราตัวสิว่า เรามีอะไรแล้วบ้าง และสิ่งที่เราต้องการนั้น ถ้าไม่มีมัน ถ้าเราไม่ไปอยากได้มัน เราจะยังอยู่ได้ไหม ... เรากลัวการสอบไม่ได้ เมื่อเราทำเต็มที่แล้วยังสอบไม่ได้ ลองดูว่ายังมีการสอบครั้งอื่นๆอีกหรือไม่ เมื่อเราขยันประหยัดแต่ยังรู้สึกว่าจน ความจริงแล้วทรัพย์สินที่เรามีนั้น เพียงพอกับการดำรงชีวิตของเราอย่างพอเพียงแล้วหรือเปล่า เมื่อเรายังไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ ความจริงแล้ว เรายังมีพ่อแม่ มีเพื่อนที่รักและยอมรับเห็นในความสามารถของเราหรือไม่ เมื่อเรารู้ว่าสิ่งที่เรามี ก็มีพอแล้ว เราก็จะไม่ไปต้องการ เมื่อไม่ต้องการอะไรที่มากเกินไป เราก็จะไม่มีความกลัวในแบบสุดท้ายนี้อีกต่อไปเช่นเดียวกัน
แต่อย่างไรก็ตามเราต้องไม่ลืมว่า ก่อนที่เราจะปล่อยวางจากสิ่งนั้น เราต้องทำในสิ่งที่เรายังจะพอสามารถทำได้ให้เต็มที่เสียก่อน ถ้าเราทำเต็มที่แล้ว ใช้ความพยายาม ความมุ่งมั่น ความอดทน ความสามารถ ใช้ศักยภาพที่มีอย่างถึงที่สุดแล้ว จริงๆ แต่ยังไม่สำเร็จดังที่เราต้องการ เราเกิดความกลัวเมื่อเรายังคงไม่ได้ในสิ่งนั้น เช่นนี้แล้วเราค่อยปล่อยวางเสีย หากเราไปท้อแท้เสียก่อน ในขณะที่เรายังพอที่จะขจัดความกลัวด้วยการลงมือปฏิบัติของเราได้ เราก็อาจพลาดโอกาสดีๆ เพราะถ้าหากว่าเราได้ใช้ความพยายาม ความอดทนของเราอีกสักนิด นอกจากเราที่จะเลิกกลัวและกลายเป็นคนกล้าได้แล้ว เราก็อาจจะกลายเป็นคนสำเร็จเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งก็เป็นได้...
ความกลัวเป็นธรรมชาติของมนุษย์จ๊ะ ถ้าใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ ความกลัวจะทำให้เรารอบคอบมากขึ้นได้เหมือนกัน
ขอกดไลค์พี่ปลาค่ะ ^^___^^
มีประโยชน์จริงๆ ขอบคุณมากค่ะ :)
ขอบคุณมากครับ