วิชาชีพนักกิจกรรมบำบัด จะมุ่งความสนใจไปในเรื่องของ คุณภาพชีวิต(Quality of life)

ซึ่งจะประกอบด้วย 5 อย่างที่สำคัญคือ

1 สุขภาพของตัวบุคคล

2 ครอบครัวหรือคนรอบข้าง

3 การงาน

4 สิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัย

5 ความรัก

ซึ่งทั้ง 5 สิ่งนี้ หากประกอบกันในด้านบวกก็จะเกิดเป็นคุณภาพชีวิตที่ดี ของแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการจัดการและการทำกิจกรรมของแต่ละบุคคลนั้นๆ

และ คนเราจะมีการเรียนที่ทำให้เกิดความรู้ ซึ้งความรู้มี 2ประเภท คือ

1 Explicit Knowledge (ความรู้ที่ชัดแจ้ง) จำพวก หลักการ วิชาการ ทฤษฎี และสิ่งต่างๆที่ได้เรียนรู้ในภายหลัง

2 Tacit Knowledge(ความรู้ฝังลึก) จำพวก สิ่งที่เราสามารถใช้ตรรกะที่เรามีประมวลผลวิเคราะห์และแสดงออกมา เช่น เคล็ดลับการจำ พรสวรรค์ ภูมิปัญญา เทคนิกเฉพาะทางต่างๆ เป็นต้น

โดยการเรียนรู้มักจะใช้หลักการตาม แบบจำลอง"โมเดลปลาทู"

ที่มีการ สะสมความรู้(KA) กระจายและแลกเปลี่ยนความรู้(KS) และการมุ่งสู่เป้าหมาย(KV)

และในคาบเรียนครั้งนี้ ได้ดูคลิปวีดีโอเกี่ยวกับการมาแลกเปลี่ยนความรู้ และทัศนคติกันระหว่างบุคคลทั่วไป และบุคคลพิเศษที่เป็นผู้พิการทางร่างกาย และคุณยายที่พิการด้านทรัพย์สิน

แต่กระนั้น ได้เห็นว่า ผู้ที่พิการทางร่างกายนั้น มีทัศนคติที่ต่างจากบุคคลทั่วๆไปมาก มีความเข้มแข็งที่จะต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรค์ในสังคม และด้วยความที่ไม่อยากเป็นภาระต่อคนอื่นๆ ทำให้เขาสามารถดิ้นรนช่วยเหลือตนเองจนบรรลุเป้าหมายเพื่อเรียนต่อได้สำเร็จ ด้วยตัวของเขาเอง

 ส่วนคุณยายยิ้มที่เป็นผู้พิการด้านทรัพย์สิน ก็ไม่ได้ทำให้เขามีทัศคติที่น้อยตามทรัพย์สินนั้นเลย หากแต่มากกว่าคนที่มีทรัพย์สินเหลือใช้มากมาย ยายยิ้มเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีความสำนึกต่อธรรมชาติ แม้กำลังร่างกายจะเสียสภาพตามวัยแต่ใจท่านยังสู้ ท่านสามารถดำเนินชีวิตด้วยความพอเพียง มีเท่าไหร่ ก็กินเท่านั้น ไม่มีก็ไม่กิน ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ เพราะเขาถือว่า เขามาอาศัยธรรมชาติอยู่ เขาก็ควรจะรักและตอบแทนธรรมชาติด้วย

ในการเรียนครั้งนี้ ประโยคที่ฉันชอบที่สุดก็คือ

"ที่เราเห็นนั้น..เขาไม่ได้เป็นคนพิการ แต่เราต่างหากที่พิการ เราไม่ได้พิการทางร่างกายแต่เรา พิการทางจิตใจ"

......นางสาว พรประพิมพ์ โปธา นักศึกษากิจกรรมบำบัด ชั้นปีที่2 มหาวิทยาลัย มหิดล