จดหมายเปิดผนึก

เรื่อง  ระบบการปกครองรูปแบบใหม่เพื่อประเทศไทยรอด  (และโลกด้วย)

เรียน  ประชาชนไทย (และเสธฯอ้าย)


สถานการณ์ไทยเราวันนี้ล่อแหลมมาก  ใกล้สิ้นชาติรอมร่อแล้ว  เพราะไปลอกเอาระบบการเมืองฝรั่งมาใช้ (เรียกกันโก้ว่าประชาธิปไตย หรือ ปชต.) 


ระบบการเมืองนี้เป็นระบบที่เข้ากันได้พอควรกับนิสัยของฝรั่ง เพราะมันวิวัฒน์ขึ้นมาในบริบท “อิงตน” ของฝรั่ง (individualism)  ที่ปัจเจกเชื่อมั่นในความคิดตนมากกว่าความคิดนาย

แต่ระบบนี้เข้ากันไม่ได้กับลักษณะนิสัย “อิงนาย” ของคนไทยเลยสักนิด  เพราะ ”นายใหญ่” สามารถชี้นิ้วให้สส.  สว. ในอาณัติตน  โหวตอย่างไรก็ได้  (อ้าว..แบบนี้มันจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไรเล่า  ก็เป็นได้แค่เพียง นายาธิปไตย เท่านั้นเอง (นายเป็นใหญ่) ) 

แต่แม้ในระบบอิงตนของฝรั่งก็ตามเถิด  ระบบปชต. ก็จะยังนำไปสู่ความพินาศอยู่ดี (ในระยะยาว)  เพราะมันจะเป็นระบบที่ “กินตัวเอง”  กล่าวคือ การหาเสียงของพรรคการเมืองทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคเทพ หรือ พรรคมาร ต่างก็เหมือนกัน คือ ต้องเพิ่มรายได้ให้ประชาชน  ...เพิ่ม ๆ  ๆ  ๆ

จะต่างกันก็แต่เพียงใน “วิธีการ”  เช่น พรรคก. ให้ลดภาษี  ส่วนพรรค ข. ให้เพิ่มภาษี  สุดท้ายคือเพิ่มรายได้ประชาชาติโดยรวม  ...แล้วการเพิ่มนี้มันมีที่มาจากไหน   อย่าลืมว่าเงินไม่ได้งอกมาจากกระบอกไม้ไผ่  มีได้ก็ต้องมีเสีย คนที่เสียก็คือโลกเราใบนี้ ที่มีทรัพยากรจำกัด

มันก็ไม่ต่างอะไรกับการสร้างเจดีย์  ที่สร้างให้ยอดสูงขึ้นเรื่อยๆ  ในขณะที่ฐานใหญ่เท่าเดิม ในที่สุดมันก็ต้องพังล้มลงอย่างแน่นอน  ล้มแรงล้มค่อย ล้มเร็วล้มช้า ก็อีกเรื่องหนึ่ง สุดแล้วแต่ว่ามีเทคโนโลยีการสร้างเจดีย์ในรายละเอียดอย่างไร


สำหรับไทยเรานั้น ทำนายได้ไม่ยาก (แต่แม่นแน่นอนร้อยปซ.) คือ เจดีย์จะล้มแรงและเร็ว ซึ่งจะสร้างความทุกข์มหันต์ต่อฐานรากและยอดกันถ้วนหน้า โดยจะล้มไม่น่าเกิน ๑๕ ปีจากนี้ไป (หากไม่มีอะไรมาสะดุดเสียก่อน) 

  โดยมันจะล้มแรงแบบ “สิ้นชาติ”  ด้วยซ้ำไป  กล่าวคือ ชาติไทยถูก “ขายทอดตลาดโลก”  เนื่องเพราะล้มละลาย  ซึ่งอาจกลายเป็นประเทศแรกในโลกนี้ที่ล่มสลายในตลาดหุ้นทุนนิยมโลก  ประเทศไทยจะกลายเป็นเพียงหุ้นที่ซื้อขายกันได้ในตลาดโลก   โดยอาจแตกหุ้นเป็นจังหวัด หรืออาจซอยย่อยเป็นอำเภอ 

เช่น คนไทยในจังหวัดนครราชสีมา วันนี้เป็นพลเมืองของสิงคโปร์ แต่พรุ่งนี้สิงคโปร์ขายหุ้นออกไปให้เขมร เราก็เลยกลายไปเป็นพลเมืองของเขมร  (ถึงเวลานั้นเขมรเขาคงรวยกว่าเรามากแล้วแหละ เพราะมีผู้นำที่ฉลาดกว่าเรามาก)   ส่วนพลเมืองเชียงใหม่อาจกลายเป็นสัญชาติมอนเตนิโกร เพราะมีบริษัทนอมินีเข้ามากว้านซื้อหุ้นเชียงใหม่จนได้เสียงหุ้นข้างมาก

นครสวรรค์เป็นของไมโครซอฟต์  เชียงรายเป็นชาวApple ส่วนปทุมธานีเป็นประชากรซัมซุง  อุดรธานีเปลี่ยนชื่อเป็น ฮุนสิน.com


เพื่อป้องกันการล่มสลายดังกล่าว หากข้าฯมีอำนาจในการกำหนดการเปลี่ยนแปลง   อยากเห็นประเทศไทยเราสถาปนาระบบการเมืองและการเศรษฐกิจเสียใหม่ ให้เป็นครั้งแรกของโลก ดังนี้


1) ระบบการเมืองให้เป็นระบบถ่วงดุลระหว่างเสียงพลเมืองทั่วไป กับเสียงพลเมืองที่มีความรู้สูง โดยระบบ สส. มาจากการเลือกตั้งทั่วไป (โดยพรรคการเมือง)  ส่วนระบบ สว. มาจากการกำหนดโดยตำแหน่งและการสรรหาจากผู้มีความรู้

2) ระบบเศรษฐกิจ ให้เป็นระบบถ่วงดุลกัน ระหว่าง เอกชน (ทุนนิยม)  และ ชุมชน  กล่าวคือเป็นเจ้าของกิจการร่วมกัน  เพื่อผลิตสินค้า และบริการ


ระบบเช่นนี้ยังไม่เคยเกิดมีขึ้นในโลกมาก่อน  ถ้าทำสำเร็จไทยเราจะเป็นชาติแรกในโลก  ซึ่งจะเป็นการนำทางให้โลกไปสู่ความรอดต่อไป (global salvation)


ที่ผ่านมาในประวิติ์ศาสตร์โลก เราได้ทดลองทางเลือกแบบผสมมาดังนี้คือ

1) การเมืองปชต.  (วันแมนวันโหวต)  + เศรษฐกิจทุนนิยม (เช่น  สรอ. อังกฤษ เยอรมัน ญี่ปุ่น )

2) การเมืองเผด็จการพรรคเดียว  + เศรษฐกิจคอมฯ  (เช่น รัสเซีย จีน เวียตนาม คิวบา ในอดีต  ช่วงพศ. ๒๔๙๐-๒๕๒๐) 

3)  การเมืองเผด็จการพรรคเดียว  + เศรษฐกิจทุนนิยม  (เช่น รัสเซีย จีน เวียตนาม ในปัจจุบัน  ๒๕๓๕-๒๕๕๕ ) .....ซึ่งเป็นระบบที่เลวร้ายที่สุด  คือ เอาเลว มาผสมเลว 


ว่าไปแล้วยังมีระบบ ๓.๕  เกิดขึ้นมาอีกเช่น ระบอบทักษิณ  ที่เอาเผด็จการมาฉาบหน้าด้วยปชต. แล้วเอา ทุนนิยม มาสวม  ระบบนี้เลวร้ายที่สุด แต่มันไม่อาจอยู่รอดได้หรอก ในบริบทของโลกแห่งความรู้เช่นในวันนี้  (แต่สำหรับประเทศไทเรา ก็ไม่แน่ เพราะคนไทยเราส่วนมากไม่รับรู้ ไม่เป็นไร กันอยู่ร่ำไป)


ระบบผสมผสานที่ยังไม่เกิดขึ้นในโลกนี้คือ ระบบที่ การเมืองเป็นปชต.. ส่วนเศรษฐกิจเป็นคอมฯ  ...... แม้ว่าพวกแสกนดิเนเวีย จะเข้าใกล้จุดนั้นพอควร แต่แล้วก็ไม่กล้าพอ  กลับหันมาสมาทานเศรษฐกิจทุนนิยมมากขึ้นทุกที  ทั้งนี้เป็นเพราะระบบการเมืองปชต. ที่ต้องหาเสียงแบบประชานิยมนั่นเอง


สำหรับระบบที่ข้าฯขอเสนอนั้น เข้าข่าย ระบบผสมดังกล่าว คือ  การเมืองเป็น ปชต. แต่เศรษฐกิจเป็นสังคมนิยม  แต่ว่า มันผสมกับแบบครึ่งๆ  แบบสายกลาง  คือ....


การเมืองนั้นเราซอยย่อยเป็นระบบ สส. และ สว.  ที่จะคานอำนาจกัน  โดย สส. มาจากการเลือกตั้งทั่วไปแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียง ......ส่วนสว. มาจากการกำหนดโดยตำแหน่ง และการสรรหา อีกส่วนหนึ่ง  ซึ่งเป็นระบบปชต. ธรรมชาติ  รายละเอียดหาอ่านได้ตามลิงค์นี้ 

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/508374


ส่วนการเศรษฐกิจนั้นเราเอาข้อดีของทุนนิยม และ คอมฯ มาผสมกัน  คือให้เป็นบริษัท “เอกมหาชน”  ที่เอกชน หรือกลุ่มเอกชน ร่วมเป็นเจ้าของกับปชช.ในท้องถิ่น ในสัดส่วนที่กำหนดโดยกฎหมาย  .... โดยที่ปชช. ท้องถิ่นนั้นอาจถือหุ้นแบบ in cash หรือ in kind ก็ได้ 

(in cash คือ เอาเงินมาลง มาซื้อหุ่น ส่วน in kind หมายถึงการลงแรง  คือเป็นแรงงานธรรมดา ก็มีส่วนเป็นเจ้าของด้วยโดยปริยาย  มีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลกำไร กะเขาด้วย) 


...แบบนี้คนงานจะรักโรงงาน จะทำงานอย่างถวายชีวิต เพราะถ้าโรงงานกำไรมากขึ้น ตนก็ได้เงินปันผลมากขึ้นด้วย (นอกเหนือจากค่าแรงปกติ)  สำหรับเรื่องค่าแรงขั้นต่ำก็ไ่ม่ต้องห่วง เช่น ถ้ากำหนดสูงเกินไปบริษัทก็มีกำไรน้อย คนงานก็ได้เงินปันผลน้อย ก็อาจจะขอลดค่าแรงของตนเองลงมา


การเมือง + การเศรษฐกิจ แบบ พบกันครึ่งทางแบบนี้แหละ ที่จะเป็นทางเลือกสู่การรอดพ้นของสังคมโลก ไม่ว่าฝรั่งหรือไทย ที่มีนิสัย อิงตน หรือ อิงนาย ก็จะรอดพ้นกันหมด  เพราะมันมีการคานอำนาจกันระหว่าง คนโง่ คนฉลาด   ระหว่างคนรวย คนจน  อย่างแท้จริง  มันก็เกิดการสมดุลตามธรรมชาติ  


หรืออย่างน้อยก็จะช่วยชะลอวันสิ้นโลกได้  ทำให้พอมีเวลาคิดหาทางเลือกอื่นทีดีกว่านี้ต่อไป


...คนถางทาง (๒๐ พย. ๒๕๕๕)