จดหมายถึงลูก "ภัคร + เพรียง" ฉบับที่ ๒๐
ในช่วงนี้ พี่ภัคร ได้ลงทะเบียนเรียนต่อในเทอมที่ ๔ โดยทำวิทยานิพนธ์ ระดับปริญญาโท ให้เสร็จ เพราะคอสเวิร์ค หนูเรียนจบหมดแล้ว เหลือทำวิทยานิพนธ์ส่งอาจารย์เท่านั้น พี่ภัครก็จะจบการศึกษาระดับปริญญาโทแล้ว...พี่ภัครบอกแม่ว่า ขอทำวิทยานิพนธ์ประมาณ ๑ ปี (หมายถึง ๒ เทอม) เพราะต้องการนำวิทยานิพนธ์ที่เสร็จนี้สามารถไปสอนนักศึกษาได้ (ถ้าชีวิตของหนูได้ไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย)...แต่ขณะนี้ พี่ภัครก็สอบบรรจุเป็นข้าราชการ ซึ่งสอบ ภาค ข. ได้ พี่ภัคร ถามแม่ว่า...จะเอาอย่างไรดี แม่ตอบพี่ภัครไปว่า ให้ตัดสินใจเอง ว่าจะเลือกอะไร ถ้าหนูสอบผ่านภาค ค ในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ นี้...แม่ว่า ให้หนูตัดสินใจเอง เพราะหนูโตแล้ว แม่ก็ได้ให้ข้อมูลกับพี่ภัครไป...
ส่วนน้องเพรียง เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ น้องเพรียงได้ไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารต่อเจ้าหน้าที่สัสดี ที่หน้าอำเภอพรหมพิราม แม่ น้องอ้อม เจ้าฟ้าคราม พี่ภัคร ตาของเจ้าฟ้าครามได้ไปส่งหนูเพื่อรายงานตัวต่อสัสดี ตั้งแต่ ๗ โมงเช้า เพราะทางเจ้าหน้าที่นัดไว้...การเป็นทหารในครั้งนี้ น้องเพรียงก็จะได้รับเงินเดือนประมาณ เก้าพันกว่าบาท...สำหรับตอนเช้าน้องเพรียงได้ไปลาตา ทำให้ตาร้องไห้ แล้วก็ไปลาพ่อเร แม่เห็นพ่อเรเช็ดน้ำตาแล้วก็ตบไหล่ของน้องเพรียงเหมือนการให้กำลังใจแก่ลูก...แล้วพวกเราก็ขับรถยนต์กันมาที่หน้าอำเภอ ฯ...เท่าที่แม่สังเกตการณ์นั้น แม่เห็นว่า การรายงานตัวเป็นทหารในปัจจุบัน ไม่ค่อยน่ากลัวสักเท่าไร (ในเรื่องของอำนาจ) เจ้าหน้าที่จะพูดดี แนะนำในสิ่งที่ดี ๆ มีประโยชน์ ไม่ใช้อำนาจเช่นกับสมัยก่อน ๆ ที่ใคร ๆ เมื่อรู้ว่าเป็นทหาร เขาก็จะเกรง กลัวกัน ในสายตาของแม่ แม่ว่าทหารในยุคนี้ จะเน้นเรื่อง "การพัฒนา" มากกว่า เพราะในปัจจุบัน เรื่องการสู้รบ การทำสงครามนั้น เบาลงกว่าสมัยก่อน ๆ
น้องเพรียงได้ไปรายงานตัว พวกเพื่อน ๆ ที่ได้เป็นทหารด้วยกันนั้น เขาจะไปรายงานตัวที่สโมสรบันเทิงทัพ ณ ค่ายสมเด็จพระนเรศวร โดยไปรถบัสที่เจ้าหน้าที่นำไปรับ สำหรับน้องเพรียง ได้บอกกับสัสดีว่า "เพรียงจะขอขับรถยนต์ไปกับแม่ แล้วจะไปเจอกันที่สโมสร ฯ เจ้าหน้าที่ก็ยินยอมให้น้องเพรียงมากับแม่ได้...พวกเราเข้าไปในค่ายสมเด็จ ฯ กัน มีคนมากเพราะมีหลายอำเภอมารวมตัวกัน ณ ที่นั่น แม่กับน้องอ้อม เจ้าฟ้าครามได้มาส่งพ่อเพรียงอยู่ที่นั่น ประมาณเกือบ ๑๑ โมงเช้า เจ้าฟ้าครามเริ่มงอแง คงร้อนแล้วก็ง่วงนอน แม่ก็เลยพากันกลับบ้านก่อน พอเกือบบ่ายโมง เจ้าหน้าที่ทหารได้โทร.มาบอกพ่อเรว่า ตอนนี้ น้องเพรียงได้สังกัดค่ายสมเด็จพระนเรศวร อยู่ฝ่ายทหารเสนารักษ์ เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง...
สิ่งที่จะฝึกน้องเพรียงในครั้งนี้ แม่ว่า น้องเพรียงคงจะได้เรื่อง วินัย ความมีระเบียบ มากขึ้น สำหรับความรู้ น้องเพรียงได้เรียนต่ออีก เพราะในตอนเย็นของวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เจ้าหน้าที่ได้ขอให้แม่นำวุฒิบัตรของน้องเพรียงไปให้ที่ค่ายฯ บอกว่า "ต้องให้น้องเพรียงเรียนต่ออีก" แม่ว่า การที่น้องเพรียงได้อยู่ฝ่ายเสนารักษ์ สิ่งที่หนูจะได้ นั่นคือ ความรู้ในเรื่องของ "การพยาบาล" ต่อผู้อื่น ที่จะทำให้หนูได้รับความรู้ในด้านนี้เพิ่มขึ้นอีก...ในช่วงแรก ๆ เจ้าหน้าที่จะไม่ให้นำโทรศัพท์หรือสิ่งใด ๆ ติดตัวไป แต่ได้โทร.มาบอกน้องอ้อมว่า ในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ทางค่ายฯ จะจัดให้ญาติไปเยี่ยมได้ทั้งวัน สำหรับในช่วงนี้ ขอให้ทหารใหม่ได้ฝึกให้เต็มที่ก่อน พวกเราก็จะรอในวันนั้น...สำหรับเจ้าฟ้าคราม หนูจะทราบว่า พ่อเพรียงไม่อยู่ ไปเป็นทหาร ซึ่งในตอนแรก ๆ หนูจะบอกใครต่อใครว่า พ่อเพรียงไปหาปลา (เพราะหนูเห็นพ่อเพรียงชอบตกปลา นั่นเอง)...
อ่านจดหมายถึงลูก ทุกฉบับได้จากที่นี่..."จดหมายถึงลูก"