สามเดือนแล้วที่ไม่ได้มาทำงานในวันเสาร์ แต่เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น อาจจะเป็นเพราะการได้หลับสนิทหลังฉีดยาเมื่อคืนนี้ จึงตั้งใจว่าจะมาทำงานหลังจากเสาร์ที่แล้วความตั้งใจล้มเหลว
ความตั้งใจคือต้องการประชุมหรือพูดคุยกับทีมงานในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระเบียบวินัย เรื่องข่าวสารต่างๆ เรื่องโครงการใหม่ของงาน ซึ่งในวันปกติจันทร์ถึงศุกร์แทบจะไม่มีเวลาว่างที่จะคุยกับทีมเลย
เสาร์นี้ผมร่างเรื่องที่จะนำมาพูดคุยก็เกี่ยวกับเรื่องการมีวินัยในการทำงาน หลังจากคราวก่อนผมเคยคุยมาแล้วโดยการให้คิดถึงบุคคลอื่นในการทำงาน ทำเพื่อคนอื่นจะทำให้เรารู้สึกไม่เครียดไม่ทุกข์ อาจจะเป็นพ่อ แม่ ญาติ หรือคนใกล้ชิดก็แล้วแต่ เพราะการให้ นั่นน่าจะทำให้การทำงานของเราไม่เป็นการทำเพื่อตัวเองมากเกินจนทำให้เกิดทุกข์ โดยเชื่อว่าการทำเพื่อคนอื่นจะทำให้มีความสุขกับการทำงาน
คราวนี้ผมนำเรื่องของท่าน ติช นัท ฮันห์ เพื่ออธิบายที่คนเราชอบพูดกันว่า ทำงานจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง นั้นมีวิธีคิดใหม่ได้อย่างไร มาเล่าให้ฟัง เผื่อจะทำให้เวลาส่วนตัวของเราจะมีมากขึ้น
ลมหายใจของซู
สตีฟกับแอน ได้ลูกคนที่สองชื่อซู คนโตชื่อโทนี่ แอนเป็นศิลปิน ต้องหยุดวาดรูปเพื่อมีชีวิตสำหรับซู โดยวานให้สตีฟ ช่วยดูด้วย เด็กทารกแรกเกิด ทำให้สตีฟแทบจะไม่มีเวลานอนเอาเสียเลย
ท่านถามว่า "ชีวิตที่มีครอบครัวกับชีวิตที่โสด อันไหนจะมีความสุขกว่ากัน" สตีฟไม่ตอบตรงๆ "หลายคนพูดว่าถ้าคุณมีครอบครัวล่ะก้อ จะทำให้คุณอ้างว้างน้อยลงและทำให้ชีวิตมีความมั่นคงมากขึ้น จริงไหม" สตีฟได้แต่โคลงศรีษะไปมาและพึมพำเบาๆ
หลายเดือนผ่านไปสตีฟค้นพบวิธีที่ทำให้เวลาของเขามีมากขึ้น...
"แต่ก่อนผมแบ่งเวลาออกเป็นหลายช่วง ส่วนหนึ่งสำหรับโทนี่ เช่นช่วยทำการบ้าน อ่านหนังสือนิทานให้ฟัง อาบน้ำให้ อีกส่วนหนึ่งแบ่งไว้ให้แอนและซู ไปจ่ายกับข้าวให้ เอาเสื้อผ้าไปร้านซักรีด เป็นเพื่อนคุยตอนซูหลับ... "
"...ซูและแอนเป็นเหมือนคนคนเดียวกัน เพราะลมหายใจของซูก็คือลมหายใจของแอน ถ้าคนใดคนหนึ่งหยุดหายใจอีกคนหนึ่งคงหยุดด้วย"
"...และเวลาที่เหลือเป็นของผม ผมอ่านหนังสือ...เขียนหนังสือ...งานวิจัย...ออกเดินเล่น ส่วนที่สำนักงานเป็นเวลาทำงานไป"
"แต่เดี๋ยวนี้ผมพยายามไม่แบ่งเวลาเป็นส่วนๆ เวลาที่ผมให้โทนี่และแอนนั้น ผมถือเป็นเวลาของผมด้วย เวลาโทนี่ทำการบ้าน ผมพยายามไม่ไปคิดว่า "นี่เป็นเวลาที่ผมเผื่อให้กับโทนี่เดี๋ยวเสร็จแล้ว ฉันก็จะมีเวลาเป็นของตัวเอง"
... ผมพยายามหาทางมองให้เห็นว่าเวลาที่ผมให้กับโทนี่ก็เป็นเวลาของผมด้วย ผมให้ความสนใจต่อสิ่งที่เราทำร่วมกัน มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันกาลร่วมกัน วิธีนี้ทำให้เวลาของโทนี่เป็นเวลาของผมด้วย และผมก็ใช้วิธีนี้กับเวลาที่ให้กับแอนด้วย...
และสิ่งที่น่าทึ่งก็คือเดี๋ยวนี้ ผมมีเวลาสำหรับตัวเองอย่างไม่มีขีดจำกัดเลย"
................
ผมเขียนบันทึกนี้เสร็จขณะเสียงอ็อดดังยาว บอกเวลาหยุดพักเที่ยง
ทุกคนกำลังเดินออกไปใช้เวลาของตัวเอง...หรือเวลาของใคร...
................
ชอบจัง เวลาของฉัน เวลาของเธอ เวลาของเรา..... ก็ยังเป็นของเรา
ชอบจังครับ....เป็นบันทึกที่น่ารัก...ตอนจบ...ทำให้ได้กลับไปคิดต่อ...กับความคิดของผมเองครับ...
ส่วนตั๊ว ส่วนตัว ว่างั้นเถอะ