เรื่องเล่าจากบ้านแม่ตาด+สถานีความคิด :

 

รถยนต์กับชีวิต

 

 

 

          หลายวันก่อน มีคนสังเกตเห็นว่ารถกระบะคู่ใจของผมเกิดอาการล้อหลังส่ายและกระบะหลังเกิดอาการสั่นจนน่ากลัว เลยบอกให้ผมทราบไว้ ผมจะได้รีบนำไปซ่อมได้ทันเวลา

          เช้าวันนี้(22/10/55) ผมก็เลยขับรถไปให้ช่างที่ผมสนิทสนมและคุ้นเคยกันมาเป็นเวลานานช่วยดูให้  เมื่อไปถึงนายช่างที่ผมเคยนำรถไปให้แกซ่อมเป็นประจำก็ทำการตรวจดูตามจุดต่างๆ จนกระทั่งพบว่า ยางรถด้านหลังฝั่งซ้ายมือมีอาการบวมจนเห็นได้ชัดเจน เวลาวิ่งเลยทำให้เกิดอาการกระโดดขึ้นกระโดดลง จนส่งผลทำให้ลูกปืนล้อหลังด้านซ้ายมือแตก เวลาวิ่งก็เลยเกิดเสียดังขึ้น  ผมก็เลยบอกให้นายช่างลจัดการลงมือซ่อมทันที เพื่อจะทำให้รถเป็นปรกติและทำให้การขับขี่มีความปลอดภัยมากขึ้น

          นายช่างใช้เวลาในการซ่อมรถและเปลี่ยนยางสำรองประมาณ 2 ชั่วโมง ก็เสร็จเรียบร้อย โดยหมดค่าอะหลั่ยและค่าแรงไปทั้งสิ้น 1,500 บาทถ้วนด้วยกัน  จากนั้นผมก็ขับรถกลับไปบ้านอย่างสบายใจ

 

 

          การนำรถไปซ่อมในวันนี้ ทำให้ผมได้ข้อคิดอะไรหลายๆ อย่าง  โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบรถยนต์กับชีวิตของคนเรา 

         ผมซื้อรถคนนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว  ผ่านการวิ่งทางไกลมาเกือบ 3 แสนกิโลเมตร  หนักมากที่สุดก็คือในช่วงที่ผมทำงานรับส่งสินค้าเมื่อคราวก่อน

         หากเป็นคน รถคันนี้ก็คงจะอายุไม่น้อยเลยทีเดียว แถมยังถูกใช้งานหนักอีกต่างหาก ถ้าหากคนเราถูกใช้งานหนักขนาดนี้ ก็คงจะโบกมือลากันไปนานแล้วละครับ   แต่นี่เป็นรถยนต์ก็เลยไปไหนไม่ได้

         แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง มันก็ต้องแสดงความเหน็ดเหนื่อยเมื่อล้าหรือการปวดแข้งปวดขาออกมาให้เห็นเช่นกัน อย่างในกรณีที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นตัวอย่าง

         ดูราวกับว่า มันก็มีชีวิตเหมือนกันกับคนนะครับ  แถมยังต้องการความรักและการดูแลเอาใจใส่จากเจ้านายเหมือนกับคนเราอีกด้วย

          รถยนต์กับชีวิตของคนเรา... จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าคิดอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวนะครับ