คิดดูแล้วชีวิตมนุษย์นี้เหมือนการล่องเรืออยู่กลางทะเลครับ เราไม่รู้ว่าวันนี้ทะเลจะสงบหรือมีคลื่นลมรุนแรงแค่ไหน สิ่งที่ทำได้ก็คือปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของทะเลให้ดีที่สุด

ทะเลอยู่เหนือการควบคุมของชาวเรือ สิ่งต่างๆ ในชีวิตก็เช่นกัน อยู่เหนือการควบคุมของเรา มีเพียงสิ่งเดียวที่เราจะควบคุมได้คือจิตใจของเองเท่านั้น เปรียบเหมือนชาวเรือที่ไม่สามารถควบคุมทะเลได้ แต่สามารถดูแลความสงบภายในเรือได้

ยิ่งคลื่นลมพัดหนัก ชาวเรือก็ยิ่งต้องดูแลให้เหตุการณ์ภายในเรือสงบเรียบร้อยเพื่อสามารถต่อสู้กับสถานการณ์ภายนอกให้ได้ดีที่สุด ยิ่งมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในชีวิต จิตใจของเราก็ต้องยิ่งสงบเย็นเพื่อให้สามารถรับมือกับสิ่งที่เข้ามาให้ได้

นี่คงเป็นสาเหตุที่ศาสนาต่างๆ สอนให้เราฝึกจิตใจให้สงบ เพราะจิตใจเราโดยธรรมชาตินั้น แม้ในสถานการณ์ปกติจิตใจเราก็ไม่ได้สงบอย่างที่ควรเป็น ส่วนในสถานการณ์ที่รุนแรงวุ่นวายจิตใจเรายิ่งสับสนยิ่งกว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีก

การฝึกจิตใจก็คงเหมือนกับการฝึกของชาวเรืออีกเช่นกัน นั่นคือการฝึกฝนกระทำในช่วงคลื่นลมสงบ เพื่อให้ได้ใช้ทักษะที่ฝึกนั้นในเวลาเกิดพายุ เป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ร้ายที่จะเกิดขึ้น

ความสำเร็จในการฝึกจิตใจขั้นแรกก็คือเราสามารถให้จิตใจสงบในเวลาเหตุการณ์สงบได้ ที่จริงแล้วการฝึกขั้นแรกก็ยากเพียงพอแล้ว เพราะคนเราทั่วไปใจไม่สงบแม้เหตุการณ์รอบตัวจะสงบก็ตาม

ความสำเร็จขั้นที่สองคือการที่มีจิตใจสงบในเวลามีเหตุการณ์ไม่สงบ สิ่งนี้ทำได้ไม่ง่าย แต่ผลลัพธ์ก็คือจะทำให้เราสามารถรับมือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

และความสำเร็จขั้นที่สองนี้คือหนึ่งในความหมายที่พระเยซูสอนให้รักศัตรูและอธิษฐานให้แก่ผู้ที่ข่มเหง ใจที่สงบเย็นเท่านั้นถึงจะทำเช่นนี้ได้

แต่ "ความสงบ" นี่ไม่ใช่ตรรกะที่มีสองค่าคือ "เป็น" และ "ไม่เป็น" เหมือนเปิดปิดสวิทช์ (discrete value) แต่เป็นสภาวะที่มีความมากน้อย (continuous value) ขึ้นลงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เรามีสติรับรู้สภาวะความเป็นไปของจิตใจเราตลอดเวลา สติที่ดีเท่านั้นถึงจะรู้ความเป็นไปในใจเราได้อย่างแท้จริง

เราทุกคนในฐานะชาวเรือในทะเลชีวิตก็คงต้องเรียนรู้ฝึกฝนเพื่ออยู่กับทะเลนี้กันต่อไปครับ