ผมเขียนบันทึกชุด “ห้องเรียนกลับทาง” ไว้ ที่นี่ วันที่ ๒๑ ก.ย. ๕๕ เกิดความคิดว่า การประชุมก็ควรกลับทางด้วย เพื่อให้การประชุมแบบพบหน้ากันนั้น เกิดคุณค่าคุ้มค่ากับเวลาและทรัพยากรที่สูญเสียไป ดังข้อความใน อีเมล์ ที่ผมส่งถึง อ. ดร. จันทวรรณ และ คุณเปา ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล เรื่องการเตรียมการหารือกัน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ ClassStart ดังนี้
ผมเสนอว่าต้องเตรียมการประชุมให้มีคุณภาพ โดยให้ข้อมูลที่ต้องการล่วงหน้าแก่ผู้เข้าร่วมหารือ (flip our meeting) และใช้เวลา F2F เพื่อการหารือ ไม่ต้องเสียเวลาให้ข้อมูล Information ที่จำเป็นได้แก่
๑. ตัวอย่างครูที่ใช้ ClassStart อย่าง effective มีทางแจ้งชื่อและ วิธีให้ทุกคนเข้าไปดูใน CS ได้ไหม คงต้องสอนผมให้ละเอียด เรื่องวิธีเข้าไปดู เวลานี้ผมเข้าไม่ได้
ผมเห็นบันทึกของ อ. จัน แล้ว แต่นั่นเป็นข้อสรุป ผมอยากเห็นการใช้กับนักเรียนจริงๆ พฤติกรรมจริง ไม่ใช่แค่คำอธิบาย
๒. เนื่องจาก กรรมการ CSR สนใจสนับสนุน good content ใน CS เพื่อให้เกิดการ Share ในสังคมไทย ผมจึงอยากให้ระบุว่า good content ใน CS เวลานี้มีมากแค่ไหน ไม่นับขยะนะครับ และขอดูตัวอย่าง 2-3 ตัวอย่าง
๓. Information อื่นๆ ที่ริดว่าสำคัญต่อการคุยทำความเข้าใจคุณค่าของ CS
เพราะ ดร. จันทวรรณ ต้องเดินทางจากหาดใหญ่มาประชุมครึ่งวัน คือช่วงบ่ายวันที่ ๓ ต.ค. ๕๕ และการพูดคุยต้องการข้อมูลประกอบว่า ที่ผ่านมาเป็นเวลาปีเศษที่มี ClassStart ได้เกิดการใช้ ClassStart เพิ่มคุณค่าต่อการเรียนของนักเรียนอย่างไรบ้าง ความระแวงตามนิสัยไม่ดีของผมคือ เกรงว่า ClassStart จะเป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการสอนของครู โฟกัสที่ครู ไม่ได้โฟกัสที่นักเรียน และไม่ได้ตรวจสอบว่านักเรียนได้ประโยชน์ ทำให้ learning outcome ยกระดับขึ้น
ข้อมูลตามย่อหน้าบน ไม่จำเป็นต้องเอามาพูดในตอนประชุมแบบพบหน้ากัน ควรเป็นข้อมูลที่ได้รับล่วงหน้า เพราะไม่ต้องการ interaction หรือต้องการก็ไม่มาก แต่เรื่องที่ต้องการหารือเป็นหลักใหญ่คือ การทำให้ ClassStart เป็นเครื่องมือ flip the classroom ให้นักเรียนได้รับการสนับสนุนการเรียนรู้อย่างลึกและมีคุณภาพในชั่วโมงเรียน ไม่ต้องเสียเวลาในชั้นเรียนรับถ่ายทอดความรู้ส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระหรือทฤษฎี เพราะกิจกรรมส่วนนี้นักเรียนเรียนเองที่บ้านได้ โดยการอ่านบทเรียนจากตำรา หรือดูวิดีทัศน์ หรือกิจกรรมเรียนสาระวิชาแบบอื่น
เท่ากับผมกำลังฝึกกลับทางการใช้เวลาของตนเอง หากทำได้ โดยการทำงานส่วนที่เป็น ส่วนรับรู้และทำความเข้าใจเรื่องราว ที่บ้าน แล้วออกไปประชุมพบปะ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดวิธีบรรลุเป้าหมายที่ซับซ้อนร่วมกัน ผมมีเป้าหมายทำให้การประชุมมีประสิทธิผลมาก คือเป็นเวลาที่มีคุณภาพมาก ก่อประโยชน์ตามเป้าหมายมาก และผมก็มีผลพลอยได้ คือการเรียนรู้ มากด้วย
การใช้เวลาในชีวิตแบบกลับทางเช่นนี้ อยู่ในระยะทดลอง และฝึกฝน ผมเข้าใจว่า ตัวสารสนเทศที่รับรู้ที่บ้านก่อนการประชุมนั้น จะรับได้ดีหากเป็นสารสนเทศที่ชัดเจน ในลักษณะ explicit knowledge แต่จะทำได้ยาก หากเป็นสารสนเทศเชิงคุณภาพ (qualitative) หรือเป็นนามธรรม ไม่ชัดเจน ที่เรียกว่าเป็น tacit knowledge
การใช้ชีวิตกลับทางเพิ่งเริ่มต้นทดลอง คงจะได้มีโอกาสเอาประสบการณ์มาเล่าในโอกาสต่อไป
วิจารณ์ พานิช
๒๑ ก.ย. ๕๕