ในสังคมไทยเราแต่กาลก่อน  นับถือผู้หญิงที่มีเวทย์มนต์ไม่แพ้การนับถือผู้ชายที่มีเวทย์มนต์ แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยเรา "เท่าเีทียมกัน" ... สิทธิสตรีเปี่ยมล้น 

 

ส่วนพวกสากลชนที่พวกเราหลงใหลกันนักหนาในว้ันนี้นั้น ในอดีตกาล  มีวัฒนธรรมการไล่ล่าจับเอาหญิงที่เข้าใจกันว่ามีเวทย์มนต์มา “เผาทั้งเป็น”   (burn on stake) เสียมากต่อมาก   นับแสนคน   .... เขาพากันขนานนามพวกเธอว่าแม่มด (witch) และเรียกการไล่ล่าว่า (witch hunt) ....ในขณะที่ไทยเรากลับยกย่องและขนานนามหญิงขมังเวทย์ว่า "เจ้าแม่" ดังปรากฎว่ามีศาลเจ้าแม่อยู่มากมายในประเทศไทย (น่าจะมากกว่าศาลเจ้าพ่อเสียอีกกระมัง เช่น เจ้าแม่ทับทิม สร้อยดอกหมาก ฯลฯ) 

 

ในยุคโล"ภา"ภิวัฒน์นี้เรื่องเวทย์มนต์ขลังไม่ค่อยมี แต่มีเรื่องเงินทองเข้ามาแทน ในสังคมฝรั่งบางสังคม (เช่น อเมริกา)นั้น ผู้หญิงคนไหนมีเวทย์มนต์เรียกเงินเรียกทองได้มากๆและเป็นคนค่อนข้างดุ เด็ดขาด พูดจาไม่ค่อยเข้าหูคน มักจะถูกสังคมตราหน้าและขนานนามว่า "อีแม่หมาตัวเมีย" (Bitch) เหมือนอย่างเช่น นาง Helmsley ราชินิแห่งธุรกิจการโรงแรมรายใหญ่สุดของสหรัฐอเมริกาเคยโดนมาแล้ว และเชื่อว่าในขณะนี้ก็กำลังโดนอยู่

 

..นี่คือการ”เผาทั้งเป็น” ในรูปแบบของยุคโลภาภิวัฒน์ ใช่หรือไม่ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดู ...ตรงกันข้าม ในสังคมไทยเราผู้หญิงที่มีคุณลักษณะเช่นนั้นจะได้รับการกล่าวขานถึงในแง่ของการสรรเสริญเสียมากกว่า โดยเธอจะได้รับสมญาว่า"เจ้าแม่" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   (ลองนึกดูสิว่าไทยเราตอนนี้มี “เจ้าแม่” อยู่กี่องค์)

 

แม้แต่ในวงเพื่อนฝูงพูดเล่นพูดหัวกันเรายังขนานนามเพื่อนหญิงที่เด็ดขาดว่า “เจ้าแม่” กันอยู่เนืองๆ ...สังคมไทยเราให้เกียรติผู้หญิงมาแต่โบราณกาล ร่องรอยก็ยังมีให้เห็นอยู่มากมาย

 

แต่อนิจจาวันนี้เจือกโง่ให้ฝรั่งมันมาหลอกเราได้อีกแล้ว  ว่ามันดีกว่า เก่งกว่า เรา .....นักวิชาการไทย  นักสิทธิสตรีไทยต่างก็ขานรับกันระนาวอีกต่างหาก  รับทุนฝรั่งมาวิจัยเฉยเลย ...ไ้อ้(อี)อิ๊บอ๋าย

 

...คนถางทาง (๖ ตค. ๕๕)