วันที่ 16 กันยายน 2549 เป็นการพบกันในครั้งที่ 3 ของการเรียนภาษาอังกฤษกับ ดร.วีร์ ระวัง อาจารย์ให้เราเริ่มต้นชั่วโมงแห่งการเรียนรู้ด้วย Public Speech ซึ่งเป็นการบ้านที่อาจารย์มอบหมายให้ไปคิดเรื่องภาษาไทยมาครึ่งหน้า และแปลเป็นภาษาอังกฤษอีกครึ่งหน้า มอบหมายให้ไว้ 3 คน แต่ครั้งนี้จะมีคนนำเสนอถึง 4 คน เนื่องจากท่าน ผอ.เขตฯ ท่านก็เตรียมมาด้วย โดยเริ่มจาก “อรไท” ศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบดูแลกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เธอมาเล่าโดยสรุปให้พวกเราฟังถึงความรู้ที่ได้จากการไปอ่านผลงานวิจัยของ ดร.วีร์ ระวัง ดิฉันชื่นชมว่าเธอพูดได้โดยไม่ต้องดูโพยเลย สำเนียงออกเสียงก็ชัดเจน อาจารย์ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ให้เธอระวังเรื่องการควบคุมอารมณ์เพราะดูเธอตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
นักเรียนคนต่อมาคือ “เพ็ญรุ่ง” ศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบดูแลกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เธอนำเสนอเรื่องเล่าสรุปการพาคณะศึกษานิเทศก์ ครู และนักเรียนไปร่วมงานมหกรรมรักการอ่านภาคกลาง ที่มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี การพูดของเธอยังมีสำเนียงแปร่ง ๆ แต่เธอทำได้ดีน่าชื่นชมแม้ยังต้องเหลือบดูโพยบ้าง อาจารย์แนะนำว่าให้เธอไปฝึกฝนเรื่องการออกเสียงทั้งประโยคและชมว่าเธอควบคุมอารมณ์ได้ดี คราวนี้ถึงคิวของดิฉันเอง รู้สึกตื่นเต้น มือไม้เย็น ถ้าเป็นการถ่ายทอดด้วยภาษาไทยดิฉันไม่เคยหวั่น ถึงไหนถึงกัน แต่นี่ไม่ใช่ แต่ก็ยังดีที่อาจารย์ให้แต่ละคนออกไปเล่าสรุปเป็นภาษาไทยก่อนสักเล็กน้อย จึงค่อยนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ จึงทำให้สติของตัวเองดีขึ้นอีกนิด แต่รู้ตัวว่าอารมณ์แกว่งบ้างนิดหน่อยในช่วงต่อของการ “กระโจน” (ขอยืมสำนวนของ ดร.วีร์ มาใช้) จากภาษาไทยไปสู่ภาษาอังกฤษ
ดิฉันนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องการช่วยเหลือกันของเพื่อนในรูปแบบของนิทานที่ดิฉันแต่งขึ้นเป็นโครงเรื่องง่าย ๆ ซึ่งได้ขออนุญาตอาจารย์ไว้ตั้งแต่คราวที่แล้วว่า อย่างไรขอเป็นการนำเสนอแบบสบาย ๆ ในเรื่องง่าย ๆ ที่ยังไม่เป็นวิชาการเสียก่อนในครั้งแรกที่คาดว่าจะตื่นเต้น และก็ตื่นเต้นจริง ๆ ดังคาด เพราะดิฉันแทบไม่ละสายตาออกจากโพยเลย เป็นการอ่านเสียมากกว่าการพูด ถ้าเปรียบเทียบสัดส่วนก็สัก 80:20 พอกล่าวคำว่า Thank you very much. เพื่อน ๆ ปรบมือให้และออกปากชมว่าดิฉันมีสำเนียงดีเหมือนฝรั่ง ลีลาของการเล่าสัมพันธ์กับเรื่องซึ่งเป็นนิทาน ดิฉันนึกขอบคุณอาจารย์ฝรั่งท่านหนึ่งซึ่งดิฉันเคยไปเรียนด้วยที่ BBC อยู่แถวปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นการไปเรียนเสริมช่วงอยู่ว่าง ๆ เมื่อหลาย ๆ ปีมาแล้ว เป็นคอร์สที่เราเรียนรู้การออกเสียงที่ถูกต้อง (Phonetic) เลยทำให้สำเนียงการอ่าน (ในครั้งนี้อย่าเรียกว่าการพูดเลย) ของดิฉันพอจะดูดีอยู่บ้าง แต่ก็ไช่ว่าจะออกเสียงถูกหมดทุกคำ เพียงแต่ฟังรวม ๆ แล้วก็พอฟังได้ อาจาย์แนะนำว่าให้ดิฉันกลับไปดูบทภาษาอังกฤษที่ยังตกหล่นเรื่องการเติม s อยู่ ส่วนเรื่องรูปประโยคใช้ได้ และให้ไปฝึกเรื่องการใช้คำภาษาอังกฤษที่สละสลวยกว่านี้ ซึ่งดิฉันประเมินตัวเองแล้วก็น่าจะเป็นเพราะ “ออมสินคำศัพท์” ของดิฉันยังมีอยู่น้อยนั่นเองและน่าจะรวมไปถึง English Accuracy ของดิฉันยังไม่แข็งแรงอีกด้วย จึงทำให้ไม่กล้าใช้คำสละสลวย
ท่านสุดท้าย คือ ผอ.เขตฯ ท่านออกตัวว่าเข้าใจผิดคิดว่าอาจารย์ให้การบ้านทุกคนเป็นแบบนี้ แต่ที่จริงให้สร้างประโยคภาษาไทยแล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษ 20 ประโยค แต่ให้การบ้านพิเศษแก่ 3 คนที่ออกมาแล้ว ท่านจึงตกบันไดพลอยโจน เป็นคนที่ 4 (คำหลังนี้ดิฉันพูดเอง) เรื่องราวที่ท่านพูดเป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการมาเรียนกับ ดร.วีร์ ระวัง ซึ่งท่านต้องอ่านโพยเหมือนกับดิฉันเช่นกันเพราะไม่ได้เตรียมตัวมาพูด ภายหลังการพูดอาจารย์ชมว่าท่านทำได้ดีกว่าที่อาจารย์คิด ถ้าเป็นแบบนี้ถือว่าผ่านฉลุย อยู่แค่เพียงไม่ต้องถือโพยในคราวต่อ ๆ ไปเท่านั้น และพัฒนาความชำนาญที่นำไปสู่ความพร้อมให้สามารถไปขึ้นเวทีนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษที่ไหนก็ได้ ซึ่งพวกเราทุกคนก็เห็นด้วยกับอาจารย์และยอมรับว่า ผอ.เขตฯ ท่านมีความสามารถจริง ๆ
หลังจากนั้นอาจารย์ได้กล่าวถึง Model การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของคนไทย ซึ่งทำให้พวกเราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีเรียนและวิธีทำการบ้านของแต่ละคนจากที่ผ่านมาแล้ว 3 ครั้ง จึงเรียกว่า KM กันโดยบางคนไม่รู้ตัว ต้องขอบคุณ “พี่นิวัฒิ” พี่ศึกษานิเทศก์ท่านหนึ่ง ที่เริ่มเปิดประเด็นขึ้นมา ดิฉันเลยได้ฉวยโอกาสพาเพื่อนร่วมชั้นเรียน KM กันเล็ก ๆ โดยมีอาจารย์ ดร.วีร์ ระวัง ช่วยเติมเต็มและให้ข้อเสนอแนะ เป็นอันว่าเช้าวันนั้น เราต่างได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน สำหรับดิฉันเองก็แอบเก็บเกี่ยวเทคนิคการเรียนรู้และการสร้างประโยคจากหลาย ๆ คนกลับมาพัฒนาตัวเองเช่นเดียวกัน
และอาจารย์ก็ยังช่วยเป็นกระจกสะท้อนให้ดิฉันได้เห็นตัวเองว่า แท้ที่จริงดิฉันมีพื้นความรู้เรื่อง Tenses อยู่พอสมควร ทั้งที่ผ่านมาดิฉันว่าตัวเองไม่ได้เรื่องสมัยเรียนมัธยมฯ อย่างดีก็ได้อยู่เกรด 2 แต่ลืมนึกไปว่าหลังจากนั้นในระดับปริญญาตรีเรื่อยมา ตัวเองพยายามจะพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของของตัวเราอยู่บ้าง ดังนั้นในการเรียนกับอาจารย์และการทำการบ้านผ่านมาเป็นครั้งที่ 3 นี้ดิฉันยังใช้พื้นความรู้เดิมอยู่ เรียกว่าใช้บันไดเดินสู่ยอดดอยด้วย "Tenses" ยังไม่ยอมมาใช้บันได “17 สูตร” (เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ผ่านการวิจัยและเห็นผลมาแล้วของอาจารย์) อาจารย์บอกว่าวันหนึ่ง ดิฉันจะยอมลงจากบันได “Tenses” มาใช้บันได “17 สูตร” และบอกว่าไม่ต้องกังวล เพราะบันไดทั้งสองข้างนั้นเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน สุดท้ายเราจะมีความสามารถใช้บันไดขึ้นสู่ยอดดอยได้ดีทั้งสองข้าง แต่เท่าที่ดิฉันฟัง เข้าใจว่าอาจารย์กำลังจะบอกพวกเราว่า บันได “17 สูตร” จะเป็นบันไดที่ใช้ได้ดีและเหมาะสำหรับคนไทย ส่วนบันได “Tenses” เหมาะกับฝรั่งเป็นอย่างดี
อาจารย์ยังได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า ไม่เห็นด้วยที่ครูภาษาอังกฤษซึ่งเป็นครูไทยในโรงเรียนทั่วไปจะต้องพูดภาษาอังกฤษกับนักเรียนตลอดเวลาในห้องเรียน ครูไทยที่พูดภาษาอังกฤษเก่ง ไม่ใช่ครูที่สอนภาษาอังกฤษให้เด็กไทยเก่ง เพราะเด็กไทยเป็นผู้เรียนภาษาอังกฤษในฐานะ “ภาษาต่างประเทศ” ไม่ใช่ในฐานะ “ภาษาแม่” ถ้าทำอย่างนั้นคนเก่งคือ “ครู” ไม่ใช่ “นักเรียน” ครูจึงต้องสอนให้นักเรียนเข้าใจถึงความหมาย หลักการ และเหตุผลที่ต้องใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ให้รู้ความเป็นมาเป็นไปหรือสิ่งที่ทำให้มันเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน โดยอธิบายด้วยภาษาไทยจะทำให้นักเรียนเข้าใจมากกว่าอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เพียงเพื่อให้นักเรียนคุ้นสำเนียงและเรียนรู้ทักษะการฟัง การจับใจความสำคัญจากการอธิบายนั้น ซึ่งสุดท้ายเด็กจะไม่รู้เรื่อง หรือรู้เรื่องก็ไม่ดีเท่ากับอธิบายด้วยภาษาไทยซึ่งเป็น “ภาษาแม่” สรุปแล้วอาจารย์บอกเราว่า วิธีเรียนภาษาอังกฤษของคนไทยกับฝรั่งนั้นไม่เหมือนกัน เพราะเราเรียนในฐานะ “ภาษาต่างประเทศ” แต่ฝรั่งเขาเรียนในฐานะ “ภาษาแม่”
ช่วงบ่ายอาจารย์ให้พวกเราเลือกนำเสนอประโยค คนละ 3 ประโยคจาก 20 ประโยค จากนั้นอาจารย์จะช่วยให้ข้อคิดเห็นและพาพวกเราช่วยกันปรับประโยคของเพื่อนให้ดูดีขึ้น ช่วงนี้ทำให้พวกเรามีโอกาสได้เรียนรู้ไวยากรณ์ไปด้วยกัน ซึ่งเป็นช่วงที่ดิฉันชอบมาก เราจะพบกันอีกในวันที่ 29 กันยายน 2549 ดิฉันเข้าใจว่ามีการบ้านครั้งต่อไปมี 2 ข้อ ข้อแรกคือการได้รับมอบหมายให้ 4 คนในวันนี้ Public Speech ซ้ำอีก และมีเพื่อนมาเพิ่มเติมอีก 5 คน รวมเป็น 9 คนในครั้งหน้า อีกข้อหนึ่งให้ไปหาข้อมูลภาษาไทยหรือเขียนขึ้นมาเองไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ A4 ดึงคำศัพท์ภาษาไทยในเรื่องมาหาคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 20 คำ นำคำศัพท์นั้นมาสร้างประโยคแบบ 1 Word 1 Sentence แล้วนำประโยคที่ได้มาสร้างเป็น English Paragraph 1 ย่อหน้า โดยมีความหมายสรุปอยู่ในต้นฉบับเดิมที่เป็นภาษาไทยในขั้นตอนแรกหรือมีความหมายเกี่ยวข้องกับเรื่องเดิมนั้นก็ได้ ซึ่งตอนหลังอาจารย์เฉลยว่าคือการบ้านข้อเดียวกันหมายถึงนำ English Paragraph นั้นมาทำ Public Speech นั่นเอง
คราวหน้าจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกค่ะ...ว่าผลเป็นอย่างไร...
การสื่อสารภาษาอังกฤษในฐานะที่เป็นคนไทย (ตอนที่ 2)
ครูไทยที่พูดภาษาอังกฤษเก่ง ไม่ใช่ครูที่สอนภาษาอังกฤษให้เด็กไทยเก่ง เพราะเด็กไทยเป็นผู้เรียนภาษาอังกฤษในฐานะ “ภาษาต่างประเทศ” ไม่ใช่ในฐานะ “ภาษาแม่” ถ้าทำอย่างนั้นคนเก่งคือ “ครู” ไม่ใช่ “นักเรียน”
ชอบจังเลยค่ะ ต่อยอดไม่ถูกแต่ว่าช้อบ ชอบบันทึกลักษณะนี้ เหมือนนั่งฟังคุณปวีณาเล่าอยู่ตรงหน้าเลยค่ะ
ไม่ทราบว่าคุณปวีณาเคยเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับบันได "17 สูตร" ไหมคะ ฟังดูน่าสนใจมากเลยค่ะ ถ้าจะกรุณานำมาขยายความในสไตล์ของคุณปวีณาเอง ในGotoKnow น่าจะมีประโยชน์มากนะคะ
ดีค่ะ ได้ความรู้จากเรื่องที่นำมาเล่าสู่กันฟัง พร้อมกับนำความรู้ที่คุณเล่าไปฝึกใช้กับตัวเองบ้าง
ศน.ปวีณาแจ่มแจ๋วกว่าเดิม....อิอิ.อิ ชื่นชม
ไม่แจ่มแจ๋วได้ไง ก็รูปนี้ได้มาจากไฟล์อัลบั้มของ ผอ.ประจักษ์ น่ะซิ...อิอิ.อิ (มั่ง)