ปรัชญา : แก่นของการศึกษาเพื่อชีวิตที่สำคัญ?
 

ปรัชญา :

แก่นของการศึกษาเพื่อชีวิตที่สำคัญ? (1)

 

 

ชื่อว่านักปรัชญา มักจะมีการได้ยินย่อมมีความรู้สึกไปที่ว่า เป็นบุคคลที่ไม่เชื่ออะไรได้ง่ายๆ อาจจะถึงขั้นไปว่า แย้งเขาไปเสียทุกเรื่อง วิพากษ์ วิจารณ์ โต้แย้ง โต้เถียง...เขาไปเสียทุกเรื่องราว...ทุกสิ่งทุกอย่าง อาจะเลยไปถึงขั้น ไม่เชื่อแม้แต่สิ่งที่ตนเองได้พูดเองในคราวครั้งก่อน หรือเพิ่งจะพูดไปเมื่อตะกี้นี้เอง

 

คนที่เป็นนักปรัชญา คงมิได้เป็นเฉกเช่นนั้นเสียทั้งหมดทั้งสิ้น หากแต่ แต่ละคนนั้นก็ล้วนมีครรลองเป็นของตนเอง (ชีวิตของคนปรกติก็ล้วนแต่เป็นเช่นนี้กันทั้งสิ้น..)

 

การกระทำกับความคิด ความเห็น  อาจจะแตกต่างกันอย่างกับหน้ามือเป็นหลังมือก็ว่าได้ ก็อาจไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกคนก็ล้วนมีความเชื่อหรือทัศนคติที่ล้วนก็แต่แตกต่างกันไปทั้งสิ้น

 

น่าที่ของ “คนที่จะเรียนปรัชญา” หรือ  “นักปรัชญา” จริงๆ ในที่นี้ของใช้คำว่าจริง ๆ  คงจะหมายไปที่ว่า “บุคคลที่มีใจกว้างในการยอมรับฟัง” หรือ อาจจะกล่าวได้ว่า “บุคคลที่ยอมรับในความแตกต่างๆได้ หรือกล่าวได้เลยก็คือว่า บุคคลที่เห็นความแตกต่างเป็นเรื่องปรกติ  สำหรับเขา. นี้แหละใครๆ จึงสามารถเป็นนักปรัชญา ผู้เรียนปรัชญา ผู้สนใจปรัชญา ก็ได้ ด้วยนัยยะดังกล่าวนี้ทุกคนมีธรรมชาติเป็นนักปรัชญาทั้งสิ้นก็ว่าได้

 

ทำไม “ปรัชญาจึงเบ่งบาน,เจริญงอกงาม เป็นหัวใจของการศึกษาในฝั่งตะวันตก

 

ประเด็นนี้ขอเริ่มต้นเลยว่า ผลประการหนึ่งที่เห็นได้อย่างเด่นชัด คือ การอยู่ร่วมกันได้ของผู้คนอย่างหลากหลายของเขา ที่อาจเห็นได้ว่าเป็นเรื่องปรกติ ซึ่งอาจจะแตกต่างกับบางประเทศที่เห็นความแตกต่าง...ๆ เป็นเรื่องวิปริตไป..

เพราะอะไรที่เห็นเป็นเช่นนั้น  หากมิใช่เพราะเขามีระบบความคิด ส่วนหนึ่ง ที่มาจากพื้นฐาน การถกเถียง ด้วยกระบวนการทางปรัชญาก็ว่าได้ อันเป็นพื้นฐานก หรือหัวใจ ของการศึกษา และอาจกล่าวให้มากความไปเลยก็ได้ว่า มันสามารถกลายเป็นหรือกลืนเป็น(วิถี)ชีวิตของเขาเลย ที่ครอบคลุมต่อการกระทำทำทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น

 

ในที่นี้มิใช่ว่า ท่าทีหรือนัยยะดังกล่าว ของ “ค่านิยมทางปรัชญา” ดังกล่าวจะเลิศเลอ นำมาใช้ได้เสียทุกกระเบียดนิ้ว  หรือทุกสังคม

(ก็อาจจะน่าคิดว่า หากแต่การให้คนได้รู้จักคิดจะไปทำให้ใครเสียประโยชน์อะไรหรือเปล่า) ...

 

ถึงอย่างไรก็ตาม การได้รู้จักคิด และยอมรับฟังบางแง่ของฝรั้ง อย่างการศึกษาทางด้านปรัชญาแบบตะวันตก..ก็คงมิใช่เรื่องจะเสียหายอะไรไปทั้งหมด...

 

อาจจะเสริมแง่คิดที่ว่า

 

ในปัจจุบันจเห็นได้ว่า มีความพยายามบางอย่าง ..อาทิเช่น การเสวนาโต๊ะกลม การสานเสวนา การทำ KM, การทำ Dialogue,  การทำประชาพิจารณ์ Public hearing. การทำ KFC หรือการเรียนแบบการตั้งโจทย์ปัญหา [PBL= Problem base learning] เป็นต้น

ก็อาจเหมาเอาได้บ้างว่า เพราะอะไร

หากมิใช่ต้องการเปิดพื้นที่ไปสู่การรับฟัง บนพื้นฐานของความหลากหลายทั้งวิถีชีวิต หรือทัศนคติของผู้คน

(หรือเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า เป็นเพราะการไม่ได้รับฟังกันอย่างจริงจัง ใช่หรือไม่..ปัญหาจึงจะเป็นปัญญา...ที่จะผลิกวิกฤตให้เห็นโอกาสกัน..)

 

 

คำถามในการร่วมกันแบ่งปัน (Share) ในที่นี้คือว่า

การศึกษาเช่นใดหรือแบบใด ที่จะสามารถเป็นแก่น หรือแก่นของพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันที่สำคัญในปัจจุบัน

 เจริญธรรม