เราจะช่วยคน

 

 

คุณจุ๋มสาวนิวยอร์ค เล่าให้ผมฟังว่าตอนเธอจัดงานค่ายหมอหมอที่นิวยอร์คมีคนมาร่วมงาน ๗-๘ คน มีคนหนึ่งซึ่งป่วยหนักเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย อยู่ในห้องดับจิต หมอเลิกรักษาแล้ว  น้าชายนิมนต์พระไปสวดและขอร้องให้คุณจุ๋มไปดูให้หน่อย

 

คุณจุ่มไปดูแล้วเห็นยังไม่ตาย ยังขยับเขยื้อนได้ มีอาการเบลอๆเพราะยาแก้ปวด เธอถามว่าจะลองรักษาดูไหมจะช่วย  น้าชายของผู้ป่วยตกลง  เธอเลยนำผู้ป่วยมารักษาที่วัด รักษาตามวิธีการหมอเขียวสามวันผู้ป่วยเดินขึ้นได้ แต่อาการก็ยังแย่มากๆ ต้องมีคนถึงแปดคนมาช่วยกันดูแลรักษา ตอนนี้ไม่รู้เป็นอย่างไร

 

พอข่าวนี้กระจายไปทั่วนิวยอร์ค พอเธอจัดครั้งที่สอง ที่สาม มีคนเพิ่มขึ้นสามเท่า คือยี่สิบสามคน ที่วัดไม่พอต้องไปเช่าสถานที่ข้างนอกสำหรับการฝึกอบรมแทน

 

คุณจุ๋มบอกผมว่า พี่ไม่ต้องกังวลเรื่องคน พอเขาอาการดีขึ้น เขาก็จะกระจายข่าวนี้ไปเอง  พี่จะรับไม่ไหว

 

ผมบอกคุณจุ่มว่าคงมีคนมาร่วมประมาณ ๓๐ คน เอาแน่ไม่ได้ ที่ตอบรับใบสมัครก็มีแค่ สิบหกคน  

คนไทยส่วนมากพอถูกเชิญชวน ส่วนมากจะปฏิเสธก่อน  เพราะไม่อยากเสียเงิน งานนี้ไม่มีค่าอบรม  ก็ยังรับไม่ได้ บางคน ถึงกลับเดินหนีเลย

เฉพาะค่าใบย่านาง ใบเตยหอม ใบบัวบก พร้อมกับค่าส่งมาจากฟลอริดา ค่าบิลมาราคาเป็นหมื่นบาทแล้ว  ไม่ใช้ถูกๆ

 

 

สิ่งที่ทำให้ภรรยาดีใจที่สุดก็คือ  พี่สาวของภรรยาโทรมาถามว่าเธอทำอะไร คนเขารู้กันไปทั่วเมืองแล้ว ทำไมไม่บอกพี่  เธอก็อธิบายว่าเป็นการอบรมเรื่องการกินอาหารสุขภาพ  

พี่สาวเธอบอกว่า พี่และพี่หมอ(สามี) จะมาร่วมงานด้วย 

เธอดีใจมากๆ เพราะตามปรกติพวกหมอจะไม่มาร่วมงานอย่างนี้  เพราะเป็นคนละแนว  เข้าใจว่าพี่สาวเธออยากจะสนับสนุน และให้กำลังใจเธอเสียมากกว่า

ผมให้เธอไปชวนรุ่นพี่ที่เธอคุยด้วยกันบ่อยๆ  เพราะเคยทำงานวัดด้วยกัน

เธอบอกผมว่า ชวนแล้วรุ่นพี่บอกว่า คงจะไปไม่ได้ เพราะวันถัดจากวันงาน เธอต้องเตรียมทำกับข้าวไปวัดสำหรับงานหนึ่ง

ภรรยาตอบว่า หนูก็โทรมาชวนให้พี่ได้ทราบ  อย่างน้อยหนูก็ชวนพี่แล้ว

ภรรยามาบอกผมว่า รุ่นพี่คนนี้คงจะไม่มางานแน่ๆ

ผมก็บอกภรรยาว่า งานนี้พวกเราช่วยกันออกเงิน กำลังกาย กำลังใจ ทุกอย่างฟรีหมด  เราไม่ได้ไปขออะไรจากเขาแม้แต่บาทเดียว  ถ้าเขาไม่มีวาสนา เขาก็มาไม่ได้อยู่เอง

อย่างน้อยงานนี้ เราก็วัดใจ  

ว่าใครจะใจถึงกว่าใคร