วันเสาร์ ที่ 15 กันยายน 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

                เช้านี้ตื่นขึ้นมาที่เต็นท์ ก้มลงกราบพระทำวัตรเช้า ได้ยินเสียงรูดซิปเต็นท์ข้างๆ และตามด้วยเสียงคุยกันของน้องภัสและอาจารย์เอ๋  ระหว่างที่ทั้งคู่อาบน้ำหนูจึงเดินจงกรม แล้วค่อยไปอาบน้ำ เช้านี้หนูตื่นสายค่ะ ได้เดินแป๊บเดียวข้างในจึงเป็นหมองๆเพราะตอนเช้าไม่ได้ตั้งหลักให้ตนเองเจ้าค่ะ พาพี่อาจารย์และพี่สันทัตรวมถึงน้องภัสมารอกราบหลวงปู่ ทราบจากพ่อน้อยว่า “หลวงปู่อยู่กุฏิใหม่” จึงชวนกันเดินไปพอไปถึงพ่อน้อยก็พาเข้าไปกราบเจ้าค่ะ วันนี้อากาศเริ่มเย็นหลวงปู่ท่านก็คลุมผ้าหนาทีเดียวเจ้าค่ะ พอหลวงปู่มองเห็นอาจารย์เอ๋ ท่านยิ้มน่ารักมากเลยเจ้าค่ะครู แล้วหลวงปู่ก็เมตตาถามหาครูกับพวกหนู พึ่งมาทราบตอนที่ครูคลี่ให้ตอนเย็นว่า “หลวงปู่ให้ฝึกเรื่องความเอาใจใส่” แล้วท่านก็ถามึงการไปเจอ ดร.ประสิทธิ์ และเอ่ยขอโอกาสหลวงปู่เรื่องการแก้ไขหนังสือสวดมนต์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่หนูฟังนั่งฟังเจ้าค่ะ พออาจารย์เอ๋กราบเรียนหลวงปู่ว่า “รอบนี้ขอมาภาวนา 9 วัน” แล้วหลวงปู่ก็หันมาถามหนูว่า

“แล้วติ๋วหล่ะอยู่กี่วัน”

ตอนนั้นตอบหลวงปู่ว่า “ก็เข้าวันศุกร์แล้วก็กลับวันอาทิตย์ เหมือนเดิมเจ้าค่ะหลวงปู่”

ตอนกราบเรียนท่านข้างในก็เป็น ลังเล ๆ อยู่เจ้าค่ะครู มีเสียงถามตนเองข้างในว่า “รึหลวงปู่บอกอะไร”

เป็นแบบนี้กับตนเองมา 3 ครั้งแล้วที่รู้สึกได้คือ ครั้งที่ติดตามหลวงปู่ไปใต้ ที่ท่านหันมาถามว่า

 “ติ๋วไปไหมแล้วก็ตอบท่านว่า ไม่ไปเจ้าค่ะ” ด้วยความเมตตาของครูก็มาช่วยชี้ว่า “ควรไป”

ครั้งที่สองคือ ตอนที่ท่านถาม อาจารย์เอ๋ว่าอดใช่ไหม อาจารย์ตอบว่า “ค่ะ”

แล้วก็หันมาถามว่าแบบชี้นิ้วมาที่หนูว่า “แล้วนี่หล่ะ” ซึ่งคำตอบที่ออกไปตอนนั้นคือ “ไม่เจ้าค่ะ” แบบหัวสั่นหัวคลอนแล้วสุดท้ายก็ได้อดข้าว 3 วัน แม้จะอยู่นอกวัด ด้วยความเมตตาคลี่ความสงสัยของหนูโดยครู

ซึ่งทั้งสองครั้งที่ปฏิบัติตามรู้สึกว่า “ใช่” ข้างในได้เรียนรู้กับตนเองและค่อย ๆ เติบโตขึ้นเจ้าค่ะ

ครั้งนี้หนูก็ยังลังเล แต่ก็เชื่อลงไปข้างในว่า “ยังไงก็ทำตาม”

ระลึกถึงคำสอนครูที่ว่า “เชื่อเหมือนหมูเหมือนหมาเจอปัญหาอุปสรรคแล้วค่อยใช้ปัญญา”

หนูต้องเร่งจัดหนังสือ แต่ก็ไม่สามารถจัดสรรเวลาตนเองออกมาทำๆได้เลยเจ้าค่ะ แล้วก็ต้องเขียนลง CD 100 แผ่น งานแบบนี้ปกติทำเป็นอาทิตย์ แต่นี่มีเวลาวันเดียวคือ วันอาทิตย์ เพราะวันจันทร์เช้าก็ต้องเอาไปส่งให้ถึงขอนแก่นก่อนแปดโมงเช้า เมื่อคืนเดินจงกรมได้ช่องทางมากขึ้นคือ “มีเครือข่ายจากอุบลราชธานี หนูอาจจะประสานทางนี้อาจจะมีเวลาเพิ่ม”

แล้วก็คงโทรไปขอโอกาสจากหัวหน้าและผู้อำนวยการว่า “จะขออนุญาตลากิจ 5 วันแล้วค่อยจะไปเขียนใบลา”

รู้สึกกับตนเองว่าไม่ค่อยใช้ศิลปะเจ้าค่ะ จริง ๆ จันทร์ มีประชุมสรุปงานภาพใหญ่หนูรับผิดชอบเรื่องรูปเล่มสรุปงาน

และเรื่องการส่งมอบงานต่อไป อังคารและพุธ เป็นการจัดงานประชุมเกษียณแบบเป็นคาวบอยไนท์ นึกกับตนเองว่า “หลวงปู่ชี้ทางว่า เลิกไปงานเลี้ยงได้แล้ว”

ผนวกกับบทสวดที่พี่ ๆขอโอกาสแก้ไข ที่ว่า

“โลกนี้มีหมู่สัตว์ทั้งหลาย ถูกเพลิงไหม้ลุกโพลงอยู่เป็นนิด”

“จะมัวสนุกรื่นเริงอะไรและเพลิดเพลินอยู่ทำไม”

“ทำไมไม่หาประทีปคือธรรมะเข้ากำจัดมืดให้ห่างไกล”

หลวงปู่เขาเอ่ยบาลีและคำแปลซ้ำถึงสองรอบเจ้าค่ะ ใจหนูหยุดคิดพิจารณา แต่ก็ดูเหมือนกิเลสมันยังไม่ยอมเจ้าค่ะ

แต่อีกตัวน้อมรับมาเรียบร้อยว่า เชื่อหลวงปู่แน่แต่ของหาช่องทางก่อนว่า อะไรอย่างไรดี

พอมาถึงลานธรรมเห็นชาวบ้านรอใส่บาตรนึกขึ้นได้ว่ามีนมอยู่ในรถและซีเรียล จึงเข้าไปเอากุญแจรถแล้วก็มาใส่บาตรเจ้าค่ะ หนูได้ใส่เป็นคนสุดท้ายพอดี หลวงปู่เมตตาเดินบิณฑบาตเองเลยเจ้าค่ะ

ระหว่างนั่งที่ลานธรรมใจหนูก็ชะเง้อหาครู ทราบว่าน้องภัสเตรียมของไว้รอครูอยู่ จึงรู้สึกโล่งใจ วันนี้หนูลงศาลาช้าเพราะว่าลืมกราบเรียนหลวงปู่เรื่องพี่หนุ่ยจะพาญาติมาเจิมรถ แต่สุดท้ายก็ฝากเรื่องผ่านพ่อน้อยไว้เจ้าค่ะ วันนี้หนูตั้งใจผ่อนอาหาร มีความรู้สึกลึก ๆ กับตนเองว่า “ควรจะอด” แต่ก็ยังหาตำแหน่งการนั่งของตนเองที่เหมาะสมวันอดไม่ได้ เหมือนไม่ค่อยลงใจเจ้าค่ะ

เพราะภารกิจยังทำไม่ครบพร้อมหนูจึงมีอาการหมองเจ้าค่ะ ทำอะไรไม่ถูก พอครูชี้ก็ได้นิ่งพิจารณากับตนเอง่า

“ทำไมตอนทำ ดี จิตมันจะกลัว เป็นเงอะ ๆ งะๆ แต่พอทำชั่วมันลอยหน้าลอยตา”

ครูชี้ทางมาแบบนี้ หนูตอบครูว่า “เพราะมันกลัว”

ครูเมตตาทุบซ้ำว่า “เรารู้แล้วถึงได้บอก ให้แก้ไข”

หนูพิจารณากับตนเอง แก้ไขยังไงดี ตั้งสติ ๆ แล้วครูก็ชี้ให้มาช่วยดูแลเด็ก ๆ และดูกับข้าว

หนูสำรวจมีหมูในดู มีลูกชิ้นทราบว่าเป็นของแม่ชี ซึ่งสามารถใช้ได้ จึงตัดสินใจทำข้าวผัดหมูเจ้าค่ะ เพราะว่าหนูมีผักติดรถมาจากขอนแก่นส่วนหนึ่งจึงได้ ผัดให้เด็ก ๆทาน หุงข้าวแล้วก็มาดูเด็ก ๆ

บางคนก็วาดภาพเจ้าค่ะ แต่ก็มีส่วนหนึ่งเป็นเด็กผู้ชายไปนั่งเล่นหมากฮอตที่หลังพระหยก

หนูลองให้เพื่อนเขาไปตามปรากฏว่าสองสมาคนไม่สำเร็จ

สุดท้ายจึงไปเอง เจรจาว่า อยากทำอะไร หากอยากเล่นก็สามารถเขียนตารางเล่นได้ แต่ห้ามออกจากศาลา 4

ซึ่งพอตกลงกันแล้วก็โอเคค่ะครู บางคนก็มาร่วมเล่นเกม

ตอนแรกหนูวาดภาพแล้วให้เด็ก ๆ เขียนชื่อ ภาษาไทย แล้วหนูก็ช่วยเขียนและพาอ่านคำภาษาอังกฤษ หลัง ๆ เด็กเริ่มสนใจมากขึ้น จึงแบ่งเป็นสองฝั่งให้วาดภาพบนกระดานแล้วก็ให้อีกฝั่งเขียนภาษาไทยว่าอะไร แล้วก็มาผูกเรื่องเป็นนิทาน ตอนแรกหนูเล่าให้ฟังก่อน หลัง ๆ ก็ให้ช่วยกันแต่งนิทานเรื่องนี้ไปด้วยกัน เป็นอะไรที่เด็กสนใจดีเจ้าค่ะ

 พอดูเวลาจึงเรียกน้องภัสให้มาช่วยดูเด็กจึงให้ทุกคนมานั่งรวมกันแล้วภัสพาทำสมาธิ

หนูออกไปเตรียมกับข้าวระหว่างเตรียมของ แม่สำและแม่ออกอีกสองสามท่านเข้ามาช่วยเจ้าค่ะ

ไม่นานก็เรียบร้อย ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าน่าประทับใจ เสร็จเรียบร้อยก็ได้ออกไปซื้อของ แยกกันหนูไปจ่ายตลาดน้องภัสกับอาจารย์เอ๋ไป นานาภัณฑ์  การไปซื้อของได้เรียนรู้ว่าถ้าแยกกันไปจะเร็วแล้วซื้อตามรายการ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ไม่ทราบว่าอะไรอยู่ที่ไหนจะเสียเวลามากเจ้าค่ะ และบางครั้งเจอปัญหาว่า เราไปเสียเวลากับของที่ไม่มี

กลับเข้ามาแบ่งงานกัน หนูทำเฉาก๊วย อาจารย์เอ๋ ทำน้ำทับทิม พี่สันทัตเตรียมอาหาร

มีจังหวะที่ครูเรียกหนูไปรับคำสั่ง จิตหนูตีความผิดว่าให้ทำเลย แต่พอครูเตือนสติว่า “จัดลำดับความสำคัญไม่เป็น จึงมาเริ่มใหม่” กลับมาทำใหม่ ลึกๆหนูก็ยังมีกังวลกับงานเจ้าค่ะ แต่ก็ไม่ลงมือทำสักที แต่ก็ซื้อ CD มาแล้ว

พองานที่ครัวเรียบร้อย

จึงเข้ามาดูเด็ก ๆ

ตอนที่เข้าไปนวดให้ครูแล้วรายล้อมด้วยเด็ก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นอบอุ่นมากเจ้าค่ะ แล้วครูแชร์ให้ฟังว่าเมื่อเช้าผ่านสภาวะบางอย่าง รู้สึกว่ายาก หนัก แล้วก็ได้น้องกอและน้องบิ๋มช่วยไว้ ใจหนูอนุโมทนาบุญกับน้องๆมากยกมือขึ้นมาสาธุกับน้อง ๆ

พาน้องตาลและน้องกิ่งไปทำวัตร เห็นความพยายามสวดมนต์ของเด็กทั้งคู่ก็เกิดความรู้สึกเอ็นดูและมีพลังอยู่ข้างในเจ้าค่ะ

กลับมามานวดให้ครู ระหว่างนวดครูเมตตาสอน ชี้และได้ร่วมอนุโมทนากับวันนี้ที่พอครูผ่านบางสภาวะหลวงปู่ก็เมตตารับรองทันที ครูคลี่ให้ฟังอีกว่า

“เวลาหลวงปู่เอ่ยรับรองกับใคร เราสังเกตเห็นว่า ใจของคนนั้นต้องไม่ต้าน และพร้อมที่จะอนุโมทนาบุญด้วย” ครูถามว่าลองเดาซิว่าอะไร

หนูเดาว่า “จิตเขาจะไม่เปิดอกุศลและได้ร่วมอนุโมทนาบุญด้วย”

พอนวดให้ครูเสร็จครูก็ให้ลงมาเดินจงกรมก่อน หนูอยากทำงานหนังสือ จึงกางกรมที่หน้ากุฏิที่น้อง ๆนอน แล้วเสียปลั๊กคอมทำงานแค่เขียนจดหมายได้ฉบับเดียวยังไม่นำขึ้นหนูก็นั่งภาวนาแล้วก็เอาหัวลงแล้วก็หลับไป ประมาณชั่วโมงกว่า ตื่นขึ้นมาประมาณตีสองเจ้าค่ะ ได้งีบไปสักชั่วโมง