วิพากษ์ศีลข้อห้ามพรากของเขียว

 

เมื่อก่อนผมคงยังโง่อยู่ คิดไปว่าศีลข้อนี้ (ที่พพจ. บัญญัติ) ไม่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตโดยปกติของมนุษย์  เพราะห้ามตัดต้นไม้ แม้แต่เด็ดใบไม้ ตัดผักคะน้ามากินก็ไม่ได้  เพราะถือเป็นการพรากของเขียวทั้งสิ้น  ดังนี้แล้วเราจะสร้างบ้าน จะหาอาหารกินอย่างไร แม้เป็นมังสะวิรัติก็ตามที

 

วันนี้ผมมาคิดได้ว่า เรื่องการสร้างบ้านไม่เป็นปัญหา  เราก็ใช้ดินบ้าง หิน ปูนบ้าง ถ้าจำเป็นต้องใช้ไม้ ก็เอามาจากต้นไม้ที่ตายแล้วสิ  มีให้มากหลายในธรรมชาติ 

 

ส่วนการกินพืชก็กินพืชที่มันแก่แล้ว จนไม่เขียวแล้ว เช่น เมล็ดธัญพืช ผลไม้สุก ใบผักที่แก่จนออกเหลืองแล้ว (เช่นใบคะน้า ผักกวางตุ้ง)  ซึ่งไม่แน่ถ้าวิเคราะห์ให้ดีๆ อาจมีธาตุอาหารกว่าใบเขียวเสียอีก   การไปเอาใบเขียวเขามานั้นเท่ากับไปเบียดเบียนการสังเคราะห์แสงของเขา

 

สำหรับการกินเนื้อสัตว์นั้นเราคงต้องไปลอกนิสัยอีแร้งมา คือ กินแต่สัตว์ที่ตายเองด้วยโรคชราบ้าง  บาดเจ็บบ้าง หรือปลาที่มาเกยตื้นตายตามธรรมชาติ  (มีมากหลาย) 

 

คุณแม่ผมเล่าว่าสมัยก่อนวงศ์ตระกูลถือศีลข้อฆ่าสัตว์เคร่งมากโดยจะไม่ยอมกินเนื้อสัตว์ยกเว้นมันตายเอง   อยู่มาจนกระทั่งมีคนจีนอพยพเข้ามา พวกเขาบางคนทำอาชีพขายเนื้อสัตว์ วงศ์คุณแม่เลยได้กินเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้ตายเอง

 

วันนี้เลยอยากเสนอว่า  จะมีท่านใดสนใจตั้งสมาคม “ไม่พรากของเขียว” ไหม  เพื่อคานอำนาจกับพวก green movement โดยเราอาจเรียกคลื่นลูกใหม่นี้ว่า the brown movement

 

อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่า “รักษ์สิ่งแวดล้อม” อย่างลึกซึ้งถึงกึ๋นตามที่เจ้าศาสดาเราได้คิดค้นนำทางไว้ให้   ไม่ใช่ดจร.พิทักษ์เขียวเพียงเพื่อลึกๆแล้วก็เพื่อ ”พิทักษ์ตน” นั่นเอง

 

 

...คนถางทาง (๑๔ กย ๕๕)