พระลอเป็นวรรณคดีไทยคลาสสิก “ลิลิตพระลอ” ได้รับการยกย่องให้เป็นสุดยอดวรรณคดีประเภทลิลิต มีเพลงตับที่กล่าวถึงพระลอถึง ๔ ตับ ล้วนแต่ไพเราะน่าฟัง มีการนำทำนองเพลงจากเพลงตับเรื่องพระลอไปดัดแปลงเป็นเพลงไทยสากลชื่อดังจำนวนมาก

พระลอเป็นวรรณคดีไทยคลาสสิก ซึ่งประพันธ์ในรูปแบบของ “ลิลิต” (ลิลิตเป็นคำประพันธ์ประเภทร้อยกรองซึ่งใช้โคลงและร่ายต่อสัมผัสกันเป็นเรื่องยาว) “ลิลิตพระลอ” ได้รับการยกย่องให้เป็นสุดยอดวรรณคดีประเภทลิลิต เชื่อกันว่าลิลิตพระลอคงแต่งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ยุคก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยพระราชโอรสซึ่งเป็นรัชทายาทของพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งเป็นผู้แต่ง

เนื้อเรื่องโดยย่อของลิลิตพระลอ กล่าวถึงเมือง ๒ เมืองที่เป็นอริกัน คือเมืองสรวงและเมืองสรอง (เมืองสรวงว่ากันว่าคือเมืองสองของจังหวัดแพร่นี่แหละ ส่วนเมืองสรองอาจอยู่ไม่ไกลกันนักทางตะวันตกของเมืองสรวง) กษัตริย์เมืองสรวงคือท้าวแมนสรวงมีมเหสีชื่อนางบุญเหลือ มีโอรสชื่อพระลอ เมื่อสิ้นท้าวแมนสรวง พระลอได้ขึ้นครองราชย์แทน และมีมเหสีชื่อนางลักษณาวดี ส่วนเมืองสรองมีกษัตริย์ชื่อท้าวพิมพิสาคร ซึ่งทำเคยสงครามกับท้าวแมนสรวง และถูกท้าวแมนสรวงฆ่าตาย ท้าวพิชัยพิษณุกรผู้เป็นโอรสได้ขึ้นครองราชย์ต่อ มีมเหสีชื่อดาราวดี และมีธิดา2 องค์ คือพระเพื่อนกับพระแพง ซึ่งมีสิริโฉมงดงามยิ่ง

พระเพื่อนกับพระแพงได้ยินกิติศัพท์ของพระลอว่ารูปงามนัก ก็หลงใหลถึงกับให้ปู่เจ้าสมิงพรายทำเสน่ห์เพื่อให้ได้พระลอมาเป็นสามี แต่เมื่อปู่เจ้าสมิงพรายทำเสน่ห์ใส่พระลอ ทางเมืองสรวงก็มีปู่หมอสิทธิไชยที่แก้มนตร์เสน่ห์นั้นได้ทุกครั้ง 

ปู่เจ้าสมิงพรายจึงระดมกองทัพภูตผีเข้าทำลายทั้งผีและอาคมที่คุ้มครองเมืองสรวงไว้ จากนั้นก็ใช้มนตร์สลาเหิน เสกหมากมนตร์ให้ลอยไปตกในพานหมากของพระลอ เมื่อพระลอเสวยหมากคำนั้นเข้าก็ให้คร่ำครวญหาแต่พระเพื่อนพระแพงต้องการจะไปเมืองสรองให้ได้โดยไม่ฟังคำทัดทานผู้ใด พระลอจึงออกเดินทางสู่เมืองสรอง

เมื่อเข้าเขตเมืองสรองปู่เจ้าสมิงพรายก็ใช้ให้ผีลงสิงไก่ ไปล่อเพื่อนำทางพระลอจนได้พบพระเพื่อนกับพระแพง เมื่อท้าวพิชัยพิษณุกรทรงทราบเรื่องก็คิดจะจัดพิธีอภิเษกให้ แต่ย่าเลี้ยงของพระเพื่อนพระแพงยังมีความพยาบาทเมืองสรวง ได้อ้างรับสั่งท้าวพิชัยพิษณุกรให้ทหารมาล้อมจับจึงเกิดการต่อสู้กันขึ้นพระลอพระเพื่อนพระแพงและเหล่าพี่เลี้ยงถูกทหารฆ่าตายหมด ท้าวพิชัยพิษณุกรทรงเสียพระทัยมาก รับสั่งให้ประหารชีวิตพระเจ้าย่าและทหารที่เข้าไปล้อมจับ หลังจากจัดการพระศพของพระลอและพระเพื่อนพระแพงอย่างสมเกียรติแล้ว ท้าวพิชัยพิษณุกรได้ส่งพระราชสารไปบอกยังเมืองสรวงให้ทราบ ต่อมาภายหลังทั้งสองเมืองก็กลับมิตรกัน (ขอขอบคุณข้อมูลจากข้อเขียนของคุณจรกาในเว็บบ้านแจนและเว็บจังหวัดแพร่) 

เรื่องราวของพระลอในลิลิตพระลอเป็น “โศกนาฏกรรม” หรือ “Tragedy” (เรื่องราวที่เป็นเรื่องเศร้าสลดใจ) เพราะลงท้ายด้วยความตายของพระเอกนางเอกทั้งหมด แต่ในระหว่างเรื่องคละเคล้าไปด้วยความรัก ความเสน่หา  ความหลง มนตรา  อาถรรพ์ ในเว็บวิกิพีเดียสรุปว่าพระลอเป็นลิลิตที่แต่งขึ้นอย่างประณีตงดงาม มีความไพเราะของถ้อยคำ และเต็มไปด้วยสุนทรียศาสตร์ พรรณนาเรื่องด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ใช้กวีโวหารอย่างยอดเยี่ยม ในการบรรยายเนื้อเรื่อง ที่มีฉากอย่างมากมาย หลากหลายอารมณ์ โดยมีแก่นเรื่องแบบรักโศก หรือโศกนาฏกรรม และแฝงแง่คิดถึงสัจธรรมของชีวิต

ขอยกตัวอย่างและแง่คิดดี ๆ จากเรื่องลิลิตพระลอ เช่น 

ตัวอย่างการแต่งโคลงสี่สุภาพที่ตรงตามสเปก คือเอก ๗ โท ๔ ซึ่งหาดูตัวอย่างได้น้อยมาก
       เสียงฦๅเสียงเล่าอ้าง    อันใด พี่เอย

เสียงย่อมยอยศใคร    ทั่วหล้า

สองเขือพี่หลับใหล    ลืมตื่น ฤาพี่

สองพี่คิดเองอ้า    อย่าได้ถามเผือ

คำคมเรื่องบาปบุญคุณโทษ
       ใดใดในโลกล้วน   อนิจจัง

คงแต่บาปบุญยัง   เที่ยงแท้

คือเงาติดตัวตรัง   ตรึงแน่น อยู่นา

ตามแต่บุญบาปแล้   ก่อเกื้อรักษาฯ

       ถึงกรรมจักอยู่ได้ ฉันใด พระเอย

กรรมบ่มิมีใคร ฆ่าข้า

กุศลส่งสนองไป ถึงที่ สุขนา

บาปส่งจำตกช้า ช่วยได้ฉันใด
 

พระคุณแม่
       ร้อยชู้ฤๅเท่าเนื้อ   เมียตน

เมียแล่พันฤๅดล   แม่ได้

ทรงครรภ์คลอดเป็นคน   ฤๅง่าย เลยนา

เลี้ยงยากนักท้าวไท้   ธิราชผู้มีคุณ 

 

อีกแง่มุมหนึ่ง เรื่องตัณหาความรักความใคร่ในเรื่องพระลอดูจะก้าวหน้าเกินกว่ายุคสมัยมาก จากตัวอย่างนี้

       สรงสนุกน้ำแล้วกลับ สนุกบก เล่านา

สองร่วมใจกันยก ย่างขึ้น

ขึ้นพลางกอดกับอก พลางจูบ

สนุกดินฟ้าฟื้น เฟื่องฟุ้งฟองกาม

       สองนางนำแขกขึ้น เรือนสวน

ปัดฟูกปูอาสน์ชวน ชื่นชู้

สองสมพาสสองสรวล สองเสพย์

สองฤดีรสรู้ เล่ห์พร้อมเพรียงกัน

       เสร็จสองสมพาสแล้ว กลกาม

สองอ่อนสองโอนถาม ชื่อชู้

สองมาแต่ใดนาม ใดบอก ราพ่อ

ให้แก่สองเผือรู้ ชื่อรู้เมืองสอง

(ท่านผู้ใดสนใจเรื่องลิลิตพระลอเป็นพิเศษ อ่านได้จากข้อเขียนของขุนมน http://pralor.thaiderm.com/)