จุดเด่นของนโยบายเชิงรุกด้านการบริการวิชาการแก่สังคมภายใต้ชื่อ “1 หลักสูตร 1 ชุมชน” มีหลายประการ แต่ที่สำคัญอย่างใหญ่หลวงเลยก็คือการมุ่งให้ “นิสิต (ผู้เรียน) เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้”
ในมิติของคำว่า “ศูนย์กลางของการเรียนรู้” ผมไม่ได้จำเพาะเจาะจงอยู่แต่เฉพาะผู้เรียนเท่านั้น หากแต่หมายรวมถึง “ชุมชน” อันเป็น “ห้องเรียน” หรือ “แหล่งเรียนรู้” ไปด้วย ซึ่งภายใต้องค์ประกอบ หรือโครงสร้างของชุมชนนั้นมีอะไรบ้าง ผมก็นับรวมเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ไปด้วยเช่นกัน

โครงการ "หมอลำน้อย : วิถีหมอลำนำชุมชนยั่งยืน” ของสาขา กศ.บ.การศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์วีณา ประชากูล เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ได้สะท้อนให้เห็นภาพของคำว่า “ศูนย์กลางของการเรียนรู้” ดังที่ผมกล่าวถึงข้างต้น เพราะทั้งนิสิต อาจารย์ นักเรียน ครู หรือแม้แต่ผู้ปกครอง ต่างล้วนเป็นหัวใจหลักและมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ในครั้งนี้ค่อนข้างสูง
โครงการดังกล่าวจัดขึ้น ณ ชุมชนบ้านหนองคู ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.มหาสารคาม ภายใต้วัตถุประสงค์หลักที่สำคัญๆ คือ (1) เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรมหมอลำ (2) ศึกษาคุณภาพชีวิตเด็กในชุมชนตามข้อกำหนดในอนุสัญญาสิทธิเด็ก (3) พัฒนาทักษะชีวิตของเด็กปฐมวัยในพื้นที่เทศบาลตำบลหนองปลิง
จากวัตถุประสงค์ข้างต้น ทำให้เห็นภาพโดยรวมอันเป็นความมุ่งหมายของการพัฒนาการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ในชุมชน ผ่านกลไก หรือเครื่องมือที่เรียกกันว่า “หมอลำ” อันเป็นมรดกวัฒนธรรมของท้องถิ่น หรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกตนเองว่า “คนอีสาน” มิหนำซ้ำยังชี้ประเด็นไปถึงเรื่อง “สิทธิเด็ก” คล้ายส่งสัญญาณไปยังผู้ใหญ่ในสังคมเพื่อให้ความสำคัญกับเรื่องเด็กๆ ในชุมชนของตนเองให้แน่นหนักและเป็นรูปธรรมมากกว่าที่ผ่านมา

>>
จะว่าไปแล้ว- โครงการหมอลำน้อยฯ มีความน่าสนใจหลายประเด็น เป็นต้นว่า การหยิบจับเอา “หมอลำ” มาเป็น “สื่อการเรียนรู้” เป็นการเรียนรู้ผ่านมิติของ “ศิลปวัฒนธรรม” ในแขนง “การละคร” ขณะเดียวกันยังเชื่อมร้อยไปถึงเรื่องเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของความเป็นท้องถิ่นและความเป็นชาติไปในตัว เนื่องเพราะเรื่องราวที่หยิบจับมาแสดงหมอลำฯ หากไม่นับเรื่องภาษาประจำท้องถิ่น หรือภาษาประจำชาติแล้ว สิ่งที่เป็นเรื่องราว (ท้องเรื่อง) ล้วนเกี่ยวโยงกับปรากฏการณ์ หรือนาฏการณ์ที่พบเจอและสัมผัสได้จริงในวิถีพื้นถิ่นของผู้เรียนอย่างไม่ต้องสงสัย ครบทั้งในมิติ “ศิลปะเพื่อศิลปะ” และ “ศิลปะเพื่อชีวิต”
เพราะ ...
-
เรื่องบางเรื่อง อาจหมายถึงการตีแผ่เรื่องราวอันไม่พึงประสงค์ที่สังคมทิ้งไว้เป็น “บทเรียน” ทั้งสดใหม่และเก่าแก่ เพื่อให้ตระหนัก ละข้าม (ให้พ้น) หรือไม่ตกลงไปในหลุมดำเช่นนั้นอีก
-
ขณะที่เรื่องบางเรื่อง อาจยืนบนฐานคิดหลักของการบอกเล่าเรื่องราวอันคติธรรมสอนใจ รวมถึงส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อการใช้ชีวิตในสังคม ทั้งในมิติของปัจเจกส่วนตัวและมิติของจิตสำนึก หรือ “พลเมือง” ของสังคม


>>
โดยหลักคิดแล้ว-ผมถือว่า “หมอลำน้อย” มีสถานะคล้ายคลึงกับ "ละครสร้างสรรค์" (Creative Drama) หรือ "ละครที่ใช้ในการศึกษา" (Drama-In-Education) เหมาะต่อการนำมาใช้เป็น “กระบวนการของการพัฒนาผู้เรียน” อย่างมหาศาล เพราะเป็นการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) ที่สร้างสรรค์ โดยแต่ละกระบวนการของการแสดงหมอลำ จะทำหน้าที่บ่มเพาะและขัดเกลาให้ผู้เรียนมี “ทักษะการเรียนรู้” อย่างหลากหลาย นับตั้งแต่การคัดเลือกเรื่องที่จะนำมาแสดง การเขียนบท การคัดเลือกนักแสดง การฝึกซ้อม ทั้งซ้อมร้อง ซ้อมลำ ซ้อมเต้น รวมถึงการออกแบบการแต่งกาย การออกแบบฉาก และอื่นๆ อีกจิปาถะ
กระบวนการหรือขั้นตอนเช่นนั้น ล้วนหมายถึง “ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง” เป็นการเรียนรู้ในสองมิติคือเรียนรู้ด้วยตนเองและเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นทีม

นอกจากนั้น กิจกรรมหมอลำน้อยยังจะสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นเสมือนแบบฝึกหัดที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้ปรัชญาแห่งการอยู่ร่วมกัน หลักคิดของการทำงานที่ต้องมีกระบวนยุทธ กระบวนท่า มีระเบียบแบบแผน มีขั้นมีตอน มีการแบ่งบทบาทและหน้าที่อย่างเสร็จสรรพ และยิ่งหากพิจารณาให้หยั่งลึกลงไป ยิ่งจะพบว่า ...
...ในระหว่างทางของการฝึกซ้อมเพื่อนำไปสู่การแสดงจริงนั้น ผู้เรียนย่อมมีโอกาสได้พบเจอกับอุปสรรคหลากรูปลักษณ์ การพบเจอดังกล่าว เสมอเหมือนการแล่นเรืออยู่กลางมหาคลื่นแห่งท้องทะเลอันไพศาล หรือไม่ก็เผชิญอยู่กับความร้อนแรงของแสงอาทิตย์กลางทะเลทรายผืนใหญ่ ...
ภาวะเช่นนั้นเองจะเคี่ยวบ่มให้ผู้เรียนได้ทำศึกสงครามกับอุปสรรค เสมือนยุทธหัตถีแห่งชีวิต ที่ต้องมีการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหา (Problem solving) เมื่อผ่านพ้นไปได้ ทุกหยาดเหงื่อของกระบวนการเรียนรู้ ย่อมกลายเป็นพลัง หรือทุนทางปัญญาที่จะหล่อเลี้ยงให้ชีวิตได้เติบโตและเติบกล้าอย่างมีคุณค่า



>>
ด้วยเหตุนี้จึงนับได้ว่าโครงการ “หมอลำน้อย: วิถีหมอลำนำชุมชนยั่งยืน” คือกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนทั้งนิสิตและนักเรียนได้กลายเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้อย่างแท้จริง เพราะทั้งสองฝ่ายได้ร่วมคิด ร่วมออกแบบ และลงมือปฏิบัติการจริงร่วมกัน ซึ่งเหล่าบรรดาผู้เรียน โดยเฉพาะนิสิตนั้น ถือเป็นการเรียนรู้ทักษะของการเป็น “ผู้นำกิจกรรม” ไปในตัว จบไปบรรจุเป็นครู ก็เป็นครูประเภท “ครูกิจกรรม” มี “ทักษะ” ในการสร้าง “กระบวนการเรียนรู้” ที่ไม่ตกยุคตกสมัย
ส่วนนักเรียนที่อยู่ในบริบทการเรียนรู้ร่วมกัน ย่อมเกิดแรงทักษะต่างๆ ไม่ต่างไปจากนิสิต แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ...นักเรียนจะมีความสุขกับการเรียนในแบบที่ “บันเทิงเริงปัญญา” ...สนุกและได้สาระ ...มีทักษะในการกล้าแสดงออก เรียนรู้การสื่อสารที่สร้างสรรค์ มีแรงบันดาลใจในการที่จะพัฒนาตนเองไปตามครรลองที่ถูกต้องและสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก...

นอกจากกรณีของนิสิตและนักเรียนแล้ว โครงการดังกล่าวนี้ ยังเป็นเหมือนสะพานเชื่อมโยงให้อาจารย์จากมหาวิทยาลัย ครูในโรงเรียน หรือแม้แต่ผู้ปกครองได้ขยับเข้ามามีส่วนในการเรียนรู้ร่วมกันอย่างชัดแจ้ง ทุกฝ่ายเปลี่ยนบทบาทจากการ “สอน” มาสู่การเรียนรู้ร่วมกัน หรือในอีกมุมหนึ่งก็คือการถอดถอนทัศนคติเดิมๆ ที่เน้นการ “ครูผู้สอน” มาสู่การเป็น "ครูผู้อำนวยความสะดวก" (Facilitator) ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งนี้หากสามารถชักจูงให้ชาวบ้าน หรือปราชญ์ชาวบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วมกับกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับลูกหลาน ทั้งในฐานะของการเป็นคนบอกเล่าเรื่องราวที่สามารถนำมาผูกโยงเป็น “ท้องเรื่อง” ของการแสดงหมอลำ หรือแม้แต่การทำหน้าที่บอกเล่าประสบการณ์และทักษะการแสดงของตนเองสู่ลูกหลาน สิ่งเหล่านี้คือกระบวนการที่จะหนุนนำให้ผู้เรียนในทุกสถานะ (นิสิต นักเรียน อาจารย์ ครู) มีทักษะการเรียนรู้ที่มหัศจรรย์ –
และการศึกษาในกระบวนการเช่นนี้แหละที่จะเป็นพลังในการพัฒนาคน พัฒนาท้องถิ่นและพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าบน “ทุนทางสังคม” ของเราเอง

>>
เหนือสิ่งอื่นใด ในทางกระบวนการที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำของโครงการหมอลำน้อยฯ ล้วนสัมพันธ์กับแนวคิด หรือปรัชญาของการศึกษาที่มุ่ง “พัฒนาผู้เรียน” ให้เกิด “ทักษะ” ในด้านต่างๆ อย่างท้าทาย ครอบคลุมถึงด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) จิตพิสัย (Affective Domain) และทักษะพิสัย (Psychomotor Domain)
ทั้งนี้ทั้งนั้น-- หากแม้นมีระบบการออกแบบการเรียนรู้ที่ดี มีระบบควบคุมและประเมินผลที่ดี เชื่อเหลือเกินว่า อย่างน้อยที่สุด “หมอลำน้อย” จะช่วยหล่อหลอมให้ผู้เรียนเกิดทักษะพื้นฐานในเรื่องสำคัญๆ ของการพัฒนาตนเองและสังคมควบคู่กันไปอย่างไม่ต้องกังขา เช่น
- ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
- การสื่อสารและความร่วมมือ (Communication and Collaboration)
- การยืดหยุ่นและการปรับตัว (Flexibility and Adaptability)
- ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ (Leadership and Responsibility)
- ฯลฯ
หมายเหตุ :
การจัดกิจกรรมให้กับเด็กนักเรียน หรือแม้แต่การลงทุนกับนิสิตนักศึกษา หรือเยาวชนคนหนุ่มสาวนั้น ถือเป็นกระบวนการลงทุนเพื่อสังคมโดยแท้ เพราะไม่ช้าไม่นาน พวกเขาทั้งหลาย ย่อมเปลี่ยนสถานะมาสู่การเป็น “ผู้ใหญ่” ที่ต้องรับช่วงในการ “สืบสร้างสังคม” ต่อไป ประหนึ่งเมื่อมีใบไม้แก่ปลิดขั้วลงสู่พื้น ใบไม้ใบใหม่ ก็ย่อมผลิใบเบ่งบานขึ้นมาแทนที่อยู่วันยังค่ำ
การแตกใบใหม่ จะแกร่งกล้าเฉกเช่นใบเก่าหรือไม่ ยังต้องใช้องค์ประกอบ หรือบริบทหลายอย่าง แต่ที่แน่ๆ นอกจากการสังเคราะห์แสงด้วยตนเองแล้ว การดูแลบ่มเพาะจากปัจจัยภายนอกก็ถือเป็นหัวใจหลักไม่แพ้ปัจจัยภายใน ในทำนองเดียวกันนี้ เด็กๆ หรือเยาวชนเองก็เช่นกัน ก็ยังต้องอาศัยการดูแลใส่ใจจากผู้ใหญ่ หรือสังคมเหมือนกัน มิเช่นนั้นย่อมยากยิ่งต่อการเติบโตและมีศักยภาพดีพอที่จะรับช่องสืบสร้างสังคมได้

ไฟล์ภาพเพิ่มเติม
http://www.facebook.com/media/set/?set=oa.445859575436289&type=1
ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและกระบวนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง===> ดีจังเลยค่ะ .... เด็กได้คิด + ปฏิบัติ...ฝึกทักษะ...มีผลลัพธ์...และ...การเรียนนอกห้องเรียน นะคะ
ขอบคุณบทความดีดีมีคุณภาพนี้ค่ะ
ขอบคุณที่อนุรักษ์วัฒนธรรมอีสานบ้านเฮาไว้ค่ะ
สืบทอดต่้อยอดไปอีกยาวไกล ให้ของดีอิสานมีที่ยืนในสังคม
ยินดีด้วยนะคะอาจารย์แผ่นดิน
สวัสดีครับ คุณพนัส ปรีวาสนา
เนื่องจากท่านได้รับรางวัลจากเว็บไซต์ GotoKnow.org จากการเขียนบันทึกแบ่งปันความรู้ของท่านโดยใส่คำสำคัญว่า "GotoKnow" ผ่านทางเว็บไซต์ GotoKnow.org ทาง GotoKnow จึงคัดเลือกให้ท่านได้รับรางวัล ซึ่งของรางวัลที่ท่านได้รับนั้นคือ "เสื้อโปโล" ดังนั้นทางทีมงานจึงเรียนขอชื่อ ไซต์เสื้อ และที่อยู่ของท่านที่สะดวกในการรับของรางวัลจากทีมงาน โดยท่านสามารถส่งข้อมูลมาที่ ([email protected])
ขอบคุณทีมวิจัยนิสิต พ่อครูแม่ครู และชาวชุมชนหนองปลิงสำหรับความรักตลอดระยะเวลา 1 ปีที่งานวิจัยนี้ทำให้มี"เรา" เสมอมา. ... และท้ายสุดขอบคุณผู้เขียนบทความนี้ที่ร่วมแบ่งปัน"ความรัก" ในงานพัฒนาชุมชนร่วมกับ"เรา" และสู่ผู้เกิดใหม่ในแนวทางนี้ทุกคน .....ขอบคุณค่ะ
อ.วีณา
หนูสนใจงานอาจารย์มากค่ะ อยากได้ข้อมูลค่ะ หนูจะต้องทำอย่างไรบ้างคะ