ความต้องการพื้นฐานที่สุดของสิ่งมีชีวิตคือการได้มีชีวิตอยู่ ผมนั่งนึกดูแล้วเชื่อว่าที่จริงแล้วความต้องการแท้ๆ ของสิ่งมีชีวิตมีอยู่เพียงสองอย่างเท่านั้นเอง คือการมีชีวิตอยู่และการได้สืบเผ่าพันธุ์ สิ่งต่างๆ ที่ดูมากกว่านี้อยู่บนพื้นฐานของความต้องการสองอย่างนี้ทั้งสิ้น

แล้วทำอย่างไรให้ได้มีชีวิตอยู่และได้สืบเผ่าพันธุ์? นี่ว่ากันในเชิงปริมาณ

แล้วทำอย่างไรให้ได้มีชีวิตอยู่และได้สืบเผ่าพันธุ์อย่างมีความสุข? คราวนี้เพิ่ม "ความสุข" ซึ่งเป็นประเด็นเชิงคุณภาพเข้ามา

คงจะมีแค่นี้สำหรับการจะเป็นสิ่งมีชีวิตสักตัวตนหนึ่ง

ผมนั่งนึกถึงปัจจัยสี่ที่คนทุกคนก็น่าจะได้เรียนมาตั้งแต่สมัยประถม คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ก็ดูเหมือนจะครอบคลุมสิ่งที่เราต้องการทั้งหมดแล้ว แต่พอนึกเข้าจริงๆ ผมกลับคิดว่าปัจจัยสี่อย่างนี้คือปัจจัยหลัก ซึ่งยังมีปัจจัยตามอีกสองอย่างคือ การสื่อสารและการคมนาคม

การสื่อสารและการคมนาคมไม่ได้เป็นปัจจัยหลัก แต่เป็นเครื่องมือให้เราได้ปัจจัยหลักทั้งสี่ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องอาศัยมนุษย์ด้วยกันในการช่วยให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ เราต้องสื่อสารเพื่อช่วยเหลือกันและขนส่งปัจจัยต่างๆ ระหว่างกัน

เพื่อจะให้ได้มีชีวิตอยู่รอดอย่างมีความสุข เราต้องการปัจจัยทั้งหกแค่เพียงพอประมาณเท่านั้น ถ้ามากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็จะกระทบกับความสุขในการมีชีวิตอยู่ของเรา

เรื่องน้อยเกินไปนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่เรื่องมากเกินไปนั้นหลายคนมองไม่เห็นว่าเป็นทุกข์ ที่จริงแล้วทุกข์ไม่ได้ต่างกับมีน้อยเกินไปเลย

อาหารมากเกินไปทำให้เกิดโรค ที่อยู่อาศัยมากเกินไปก็ต้องดูแล เครื่องนุ่งห่มมากเกินไปก็สับสน และไม่มีใครอยากมีชีวิตอยู่กับยาที่มากเกินไปแน่ๆ

ส่วนปัจจัยเสริมก็เช่นเดียวกัน การสื่อสารมากเกินไปก็วุ่นวาย การคมนาคมที่มากไปก็เหน็ดเหนื่อย

นอกจากปัจจัยหลักและปัจจัยเสริมทั้งหมดนั้นแล้ว เรายังต้องการ "ปัจจัยเหนือปัจจัย" (meta factor) อีกตัวก็คือ "ความรู้" ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราได้ปัจจัยทั้งหกมาเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอยู่

โบราณบอกไว้ว่า "มีความรู้เหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน" สำนวนนี้ถูกต้องอย่างยิ่ง เพียงแต่อาจต้องปรับอัตราแลกเปลี่ยนเป็นมูลค่าเงินในปัจจุบัน (present value) เสียหน่อย เดี๋ยวเด็กๆ จะเถียงว่ามีความรู้ไปทำไม เพราะหาเงินได้แค่แสนเดียวเอง

พูดถึงเงิน แล้ว "เงิน" ล่ะคืออะไร ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับปัจจัยที่ผมเขียนมาตั้งแต่ต้นเลย

เงินนี่เป็นความฉลาดของมนุษย์ที่สร้างสิ่งสมมติเป็น "ปัจจัยแทน" ใช้คำฝรั่งคือ abstraction ของปัจจัยต่างๆ ขึ้นมา

เงินเป็นสิ่งที่สะดวกมาก ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ต้องอยู่ร่วมกัน แทนที่เราจะต้องหิ้วสิ่งที่เราผลิตได้เกินความต้องการไปแลกกับสิ่งที่เราผลิตไม่ได้ เรามีสิ่งสมมติที่พกพาง่ายไปแลกเปลี่ยนกันแทน ยิ่งเดี๋ยวนี้ยิ่งไม่ต้องถือเลยด้วยซ้ำ ทุกอย่างผ่านการแลกเปลี่ยนออนไลน์ได้แล้ว ยิ่งเห็นได้ชัดว่าเงินเป็นสิ่งสมมติไมมีตัวตนจริงๆ

เงินก็เป็นแค่นี้เอง เป็นแค่ตัวแทนของปัจจัยที่เรา "ผลิตได้เกินความต้องการ" ไปแลกกับปัจจัยที่เรา "ผลิตไม่ได้" นั่นก็คือทำให้เราเสมือนว่าสามารถผลิตปัจจัยที่จำเป็นทั้งหมดได้ทุกอย่างนั่นเอง

แล้วเก็บเงินกันไปทำไม?

สิ่งมีชีวิตเกือบทุกประเภทจะสะสมปัจจัยไว้ใช้ในยามที่หาปัจจัยนั้นได้ลำบาก มดสะสมอาหาร ผึ้งสะสมน้ำหวานดอกไม้ กระรอกสะสมเมล็ดพืช มนุษย์สะสมข้าวไว้ในยุ้งฉาง การสะสมปัจจัยน่าจะมีอยู่ในสัญชาติญาณโดยปกติของสิ่งมีชีวิต

ก่อนหน้าที่เราจะมีเงินเป็นปัจจัยสมมติ มนุษย์เราสะสมปัจจัยต่างๆ เพียงพอดีตามกำลัง เพราะเรารู้ว่ามากไปก็เสียเปล่าไม่ได้ใช้ แต่พอเป็นเงินที่ดูเหมือนไม่มีสภาวะเสียสภาพได้หลายคนกลับพยายามสะสมจนไมไ่ด้มีเวลาใช้ หรือจนมันเสียสภาพในแบบเฉพาะตัวของเงินและกลายเป็นความทุกข์

ข้าวในยุ้งฉางเก็บไว้ก็ต้องคอยระวังหนูและแมลง มากเกินไปก็มีโอกาสเสียไม่ได้กิน เงินก็เช่นกัน คิดดูดีๆ ก็มีสภาพเหมือนกับข้าวในยุ้งฉางเช่นเดียวกัน ต้องคอยระมัดระวังวุ่นวาย นอกจากนี้จะต้องใช้เวลามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่มันอีก เพราะเงินนี่มัน "เน่า" ได้เหมือนกัน

วิชาอย่างเศรษฐศาสตร์และการเงินสอนคนให้รู้ว่าเงินมันเน่าเสียได้ นั่นคือมูลค่าของเงินจะลดลงตามกาลเวลา ดังนั้นเราต้องนำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทันกับอัตราการสูญค่าของมัน นั่นคือการดูแลเงิน และเงินยิ่งมากก็ยิ่งดูแลยากไม่ได้ต่างกับข้าวในยุ้งฉางเท่าไหร่นัก กลายเป็นว่าเงินและข้าวในยุ้งฉางไม่ได้ต่างกัน นั่นคือ ไม่มีไม่ได้ มีน้อยก็ไม่ดี มีมากก็ทุกข์โดยไม่จำเป็น มีแต่พอให้เราได้มีความสุขนั้นถึงจะดี

meditation (ตามคำแปลภาษาอังกฤษเดิมที่แปลว่าการครุ่นคิดตีความไม่ได้แปลว่าสมาธิ) เช้านี้ของผมได้เป็นสมการ 4+2+1 ดังนี้เองครับ