เนื้อหาของหนังสือเรื่อง  “กรรมทีปนี”   เป็นการแสดงถึงเรื่องของกรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งได้นำมาจากหลักฐานตามหนังสือพระไตรปิฎกและหนังสืออรรถกถา ฎีกา  ของพระอรรถกถาจารย์   ถ้าจะว่าโดยเรื่องทั้งหมดนั้น   ถือได้ว่าเป็นหนังสือที่มีความยาวมากที่ศึกษามาก็มีประมาณถึงหนึ่งพันกว่าหน้ากระดาษ  ภายในเนื้อหานั้นท่านก็ได้โยงไปถึงการทำกรรมและไปรับใช้ผลกรรมที่ทำไว้ในชาติต่อไปตามกรรมที่ตนได้กระทำในขณะที่มีชีวิต  และท่านได้โยงไปถึงภพทั้งสาม การจะไปเกิดในภพภูมิไหนทำกรรมอะไรไว้  เช่น

ถ้าทำกุศลกรรมไว้ ก็จะไปเกิดในสุคติภูมิ   ถ้าทำอกุศลกรรมไว้ก็จะไปเกิดในทุคติภูมิ   และในตอนแรกท่านได้เขียนถึงกรรมอันเกิดจากมิจฉาทิฏฐิ และก็ยกตัวอย่างทิฏฐิของครูทั้ง ๖ แต่ยกมาเพียง ๓ ท่าน   คือ

๑. ปูรณกัสสปะ    มีทิฏฐิเป็นอกิริยทิฏฐิ คือเห็นว่า บุญที่ทำก็ไม่เป็นอันทำบาปที่ทำก็ไม่เป็นอันทำจะทำบุญหรือบาปหาได้รับผลไม่

๒. มักขลิโคศาล    มีทิฏฐิเป็น อเหตุกทิฏฐิ คือมีความเห็นว่า ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองและความบริสุทธิแห่งสัตว์ทั้งหลาย   ทำมีการกระทำของตนเอง  ของบุรุษ  ของผู้อื่น ไม่มีกำลังแห่งความเพียรกรรมต่าง ๆ  จะให้ผลโดยบังเอิญไม่มีเหตุปัจจัย

๓. อชิตเกสกัมพล   มีทิฏฐิเป็นนัตถิกทิฏฐิ คือเห็นว่า ทานไม่มีผล  การบูชาไม่มีผล  การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี  โลกนี้ไม่มี  โลกหน้าไม่มี  บิดามารดาไม่มี  สัตว์ผู้เกิดผุดขึ้นไม่มีสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบไม่มี   คนเราก็มีเพียงธาตุทั้ง ๔  เมื่อตายไปก็เสื่อมไปไม่มีอะไร

เมื่อผู้มีความผิดอย่าง ครูทั้ง ๓ ท่านนี้ย่อมจะต้องพากันไปเกิดในอบายภูมิเมื่อตายไปแล้วอย่างแน่นอน

ประเภทของกรรมในทางพระพุทธศาสนา มีอยู่ ๓  อย่าง คือ

๑. กิจจจตุกกะ

๒. ปากทานปริยายจตุกกะ

๓. ปากกาลจตุกกะ

 

ภาคที่ ๑  ประเภทแห่งกรรม

กรรมประเภทที่ ๑   ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า กิจจจตุกกะ คือ ประเภทของกรรมที่ว่าโดยหน้าที่นั้นมีอยู่ด้วยกัน ๔ ประการ ดังนี้

๑. ชนกกกรรม

๒. อุปัตถัมภกกรรม

๓. อุปปีฬกกรรม

๔. อุปฆาตกกรรม

กรรมประเภที่ ๒   ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า ปากทานปริยายจตุกกะ คือ ประเภทแห่งกรรมที่ว่าโดยลำดับการให้ผลนั้น มีอยู่ด้วยกัน ๔ ประการ  ดังนี้

๑. ครุกรรม

๒. อาสันนกรรม

๓. อาจิณณกรรม

๔. กตัตตากรรม

กรรมประเภทที่ ๓  ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า ปากกาลจตุกกะ  คือ ประเภทแห่งกรรมที่ว่าโดยเวลาที่ให้ผลนั้น มีอยู่ด้วยกัน ๔ ประการ ดังนี้

๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม

๒. อุปปุชชเวทนียกรรม

๓. อปราปริยเวทนียกรรม

๔. อโหสิกรรม

ประเภทแห่งกรรมตามคำสอนทางพระพุทธศาสนา มีอยู่  ๓ ประเภท   แบ่งออกเป็นประเภทละ  ๔ ประการ  รวมเป็นกรรมทั้งสิ้นจำนวน  ๑๒ ประการ คือ

๑. ชนกกรรม   กรรมมีหน้าที่ยังวิบากให้เกิดขึ้น หมายความว่า การที่สัตว์ทั้งหลายจะเกิดขึ้นมาได้ในวัฏฏภูมิ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เดียรฉาน  มนุษย์  เทวดา  หรือจะเกิดเป็นอะไรก็ตามที  ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งชนกกรรมทั้งสิ้น

๒. อุปถัมภกกรรม   กรรมมีหน้าที่อุปถัมภ์ค้ำชูกรรมอื่น หมายความว่าหน้าที่ของกรรมนี้ได้แก่การเข้าไปอุปถัมภ์ค้ำชูกรรมของสัตว์ที่เกิดแล้ว  จริงอยู่เมื่อสัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นด้วยอำนาจชนกกรรมชักนำปฏิสนธิให้แล้ว  อุปถัมภกกรรมก็เข้าทำหน้าช่วยอุปถัมภ์ค้ำชูให้ได้รับความทุกข์หรือความสุขตามสมควรแก่กรรม คือถ้าเป็นอุปถัมภกกรรมฝ่ายอกุศล ก็ย่อมทำหน้าที่อุปถัมภ์ค้ำชูกรรมที่เป็นอกุศลให้มีพลังมากยิ่ง ๆ ขึ้น  เพื่อให้สัตว์ที่เกิดซึ่งเป็นเจ้าของกรรมได้รับความทุกข์นาน ๆ  ถ้าเป็นอุปถัมภกกรรมฝ่ายกุศล ก็ย่อมทำหน้าที่ตรงกันข้าม กล่าวคือ เข้าทำหน้าที่อุปถัมภ์ค้ำชูกรรมที่เป็นกุศลให้มีพลังมากยิ่งขึ้น  เพื่อให้สัตว์ที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นเจ้าของกรรมได้รับความสุขนาน ๆ

๓. อุปปีฬกกรรม  กรรมมีหน้าที่เบียดเบียนกรรมอื่น  หมายความว่า หน้าที่ของกรรมนี้  ได้แก่การเข้าไปเบียดเบียนทำร้ายกรรมที่มีสภาพตรงกันข้ามกับตน คือ ถ้าเป็นอุปปีฬกกรรมฝ่ายอกุศล  ก็ย่อมทำหน้าเบียดเบียนทำร้ายกุศลกรรมความดีงามซึ่งให้ผลเป็นความสุขความเจริญแก่เจ้าของกรรม  แล้วบันดาลให้เจ้าของกรรมได้รับความทุกข์ ความเสื่อม  ถ้าเป็นอุปปีฬกกรรมฝ่ายกุศล ก็ย่อมทำหน้าที่เบียดเบียนทำร้าย อกุศลกรรม  ความชั่วที่ให้ผลเป็นความทุกข์ความเสื่อมแก่เจ้าของกรรม แล้วบันดาลให้เจ้าของกรรมนั้นได้รับความสุข ความเจริญ

๔. อุปฆาตกกรรม  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อุปัจเฉทกกรรม  กรรมที่มีหน้าเข้าไปฆ่าหรือเข้าไปตัดรอนกรรมอื่น หมายความว่า เข้าไปฆ่าเข้าไปตัดรอนกรรมที่มีสภาพตรงกันข้ามกับตนเป็นปัจจุบันทันด่วนยิ่งกว่าอุปปีฬกกรรม

๕. ครุกรรม  กรรมหนักซึ่งมีอำนาจให้ผลเป็นลำดับ ๑ คือ ถ้าเป็นครุกรรมฝ่ายอกุศล ก็จะชักนำบุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมไปปฏิสนธิในนิรยภูมิทันทีหลังจากที่เขาตายไปจากชาตินี้แล้ว   ถ้าเป็นครุกรรมฝ่ายกุศล ก็จะให้ผลชักนำให้ผู้เป็นเจ้าของกรรมไปปฏิสนธิในพรหมภูมิทันทีหลังจากเขาตายแล้ว

๖. อาสันนกรรม  กรรมที่กระทำในเวลาใกล้จะตาย มีอำนาจให้ผลเป็นลำดับ ๒ รองจากครุกรรม

๗. อาจิณณกรรมหรือพหุลกรรม  กรรมที่กระทำบ่อย ๆ ซึ่งมีอำนาจให้ผลเป็นลำดับที่ ๓ รองจากครุกรรมและอาสันนกรรม คือถ้าก่อนตายกรรมทั้งสองไม่มี อาสันนกรรมก็จะเข้าทำหน้าที่

๘. กตัตตากรรม  กรรมที่สักแต่ว่ากระทำ คือทำโดยไม่มีเจตนาอย่างเต็มที่  เป็นกรรมซึ่งมีอำนาจให้ผลเป็นลำดับที่ ๔

๙. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม   กรรมที่ให้ผลในปัจจุบันคือในชาตินี้ เช่น การถวายอาหารพระอรหันต์ที่ออกจากนิโรธสมาบัติ  เป็นต้น

๑๐. อุปปัชชเวทนียกรรม  กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า คือเป็นกรรมที่ให้ผลรองเป็นลำดับ ๒ จากทิฏฐธรรมเวทนียกรรม   จะให้ผลในชาติที่ติดต่อกับชาติปัจจุบันคือชาติที่สองนั้นเอง

๑๑. อปราปริยเวทนียกรรม  กรรมที่ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป คือให้ผลช้ารองจากทิฏฐธรรมเวทนียกรรมและอุปปัชชเวทนียกรรม  ให้ผลในชาติที่ ๓ ไปนั้นเอง

๑๒. อโหสิกรรม  กรรมที่ไม่มีโอกาสให้ผล หมายความว่ากรรมนั้นมีพลังน้อยก่วากรรมอื่นจึงถูกกรรมอื่นชิงให้ผลก่อน  กรรมนั้นก็กลายเป็นหมันไปคือไม่มีโอกาสให้ผล เช่นผู้ทำกรรม  ทำทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ๒ อย่าง ถ้าอย่างไหนมีพลังมากกว่า  อย่างนั้นก็จะให้ผลไป และกรรมที่มีพลังน้อยจึงกลายเป็นอโหสิกรรมไป

อธิบายว่าธรรมดาจิตเป็นสภาพที่รู้อารมณ์หรือคิดอ่านในอารมณ์ และมีสภาพไม่แน่นอนเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปเป็นนิตย์ และวิถีจิตมี ๗ ชวนะ คือ

เจตนาที่ประกอบอยู่ในชวนะดวงที่ ๑ เป็นตัว ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม

เจตนาที่ประกอบอยู่ในชวนะดวงที่ ๗ เป็นตัวอุปปัชชเวทนียกรรม

เจตนาที่ประกอบอยู่ในชวนะระหว่างกลาง ๕ ดวง ซึ่งได้แก่ ชวนะดวงที่ ๒, ๓, ๔, ๕, ๖ เป็นตัวอปราปริยเวทนียกรรม

ในการเขียนบรรยายความในกรรมที่ได้กล่าวมาก็ได้มีการยกตัวอย่างบุคคลผู้ได้รับผลของกรรมทั้งที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศลมาเป็นตัวอย่างด้วย  ในที่นี้จะขอนำเอาความย่อของบุคคลผู้ได้รับผลของกรรมมาแสดงพอเป็นตัวอย่างตามที่ได้อธิบายไว้ ดังต่อไปนี้

สำหรับผู้ที่ได้รับผลของครุกรรมนั้น ก็คือพระเทวทัต ได้กระทำกรรมอันหนักอันเป็นอนันตริยกรรมทั้ง ๒ ประการ คือ ๑. ทำพระโลหิตของพระพุทธเจ้าให้ห้อ  ๒. ทำสงฆ์ให้แตกกันจึงทำให้พระเทวทัตได้รับผลของครุกรรมอันเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม  คือได้รับผลในปัจจุบันชาติเลย   และเรื่องของสาวงาม ที่ได้รับผลของ อปราปริยเวทนียกรรม  ที่ตนเคยทำไว้  เรื่องมีอยู่ว่า  ชาวประชาชนเป็นจำนวนมากได้ลงเรือใหญ่ไปเที่ยวในมหาสมุทร  เมื่อเรือใหญ่เดินทางมาถึงกลางมหาสมุทรเรือเกิดหยุดเอาเฉย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ  แม้หัวหน้าผู้คุมเรือจะพยายามให้ลูกน้องทำอย่างไรก็ไม่สามารถจะเคลื่อนเรือได้  จนเวลาล่วงเลยมานาน นายเรือจึงมีความคิดว่า ภายในเรือนี้อาจจะมีคนกาลกิณี อยู่ก็ได้   จึงได้ทำฉลากให้ผู้ที่เดินทางมาด้วยทั้งหมดจับเพื่อหาตัวกาลกิณี  ให้จับหมดทุกคนแม้แต่ภรรยาสาวของหัวหน้าเรือก็ให้จับด้วย   แต่เป็นที่แปลกมากเพราะฉลากที่สั้นอันเป็นกาลกิณีนั้นภรรยาสาวของหัวหน้าเรือเป็นผู้จับได้    แม้จะทำการจับในรอบที่ ๒ หรือ รอบที่  ๓  ฉลากอันเป็นกาลกิณีก็ยังมาปรากฏอยู่ที่มือของภรรยานายเรือตลอด  นายเรือถึงจะมีความรักแสนรักในภรรยาจำต้องตัดใจเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของผู้โดยสารทั้งหมด  จึงได้มีคำสั่งให้ลูกเรือจับภรรยาของตนเอาเชือกมัดที่คอผูกติดกับก้อนหิน แล้วสั่งให้โยนลงไปในทะเล   หลังจากนั้นจึงสามารถเคลื่อนเรือออกจากกลางมหาสมุทรได้   นี้เกิดจากอปราปริยเวทนียกรรมของสาวงามที่เป็นภรรยาของนายเรือที่เคยทำไว้เมื่อสองชาติหรือหลายชาติกว่าสองชาติที่ผ่านมา เพราะอปราปริยเวทนียกรรมนั้นจะให้ผลในชาติที่ ๓ ถัดจากชาติปัจจุบันไป และกรรมเมื่อชาติก่อนของสาวงามนั้นก็คือ

นางได้เคยฆ่าสุนัขอย่างทารุณ คือ นางได้นำสุนัขผู้ ตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้  จนสุนัขนั้นโตขึ้น  นางจะไปไหนสุนัขก็จะคอยวิ่งตาม  จนทำให้ชาวบ้านล้อเลียนทำให้นางเกิดอับอายจึงไล่ตีสุนัขให้ไม่วิ่งตามตนอีก  แต่ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ผู้จงรักภักดีต่อเจ้านายเพราะสุนัขนั้นเคยเป็นสามีนางเมื่อชาติก่อนโน้น  สุนัขก็ไม่ย่อท้อก็ยังวิ่งตามอยู่เหมือนเดิม  นางจึงวางแผนฆ่าสุนัข คือนางได้นำเชือกติดตัวไปที่ท่าน้ำใหญ่แห่งหนึ่งอันมีฝั่งชันและน้ำลึก  เมื่อไปถึงเห็นสุนัขวิ่งมาตามก็แกล้งทำเป็นดีด้วย แล้วก็เรียกสุนัขมาหาเมื่อจับสุนัขได้แล้ว  ก็มัดที่คอสุนัขด้วยเชือกแล้วนำเชือกข้างหนึ่งผูกติดกับก้อนหินใหญ่ให้อยู่ใกล้กับคอสุนัข เพื่อหวังจะให้ก้อนหินใหญ่นั้นนำร่างสุนัขจมลงไปในน้ำ    หลังจากนั้นก็ได้ผลักสุนัขและก้อนหินที่ผูกติดคอสุนัขลงในที่ท่าน้ำอันลึก  ก้อนหินก็ได้ดึงร่างสุนัขตัวน่าสงสารลงไปสู่ใต้พื้นน้ำกับมันก็ทำให้สุนัขซึ่งเป็นอดีตสามีในชาติก่อนของหญิงสาวนั้นสิ้นชีวิตไป

เมื่อหญิงนั้นตายไปแล้วหลังจากนั้นอีก ๒ ชาติ ก็ได้มาเกิดเป็น ภรรยาของนายเรือจึงต้องมารับใช้กรรมด้วยการถูกนายเรือสั่งลูกน้องจับมัดคอติดกับหินแล้วโยนลงในมหาสมุทร  ซึ่งเป็นการรับผลของ อปราปริยเวทนียกรรม ของนางเอง

ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมอันเป็นฝ่ายกุศลที่ให้ผลก็มีเรื่องนาย สุมนะมาลาการ ที่ถวายดอกมะลิ ๘ ทะนานกับพระพุทธเจ้า แล้วก็ได้เป็นเศรษฐีภายในวันนั้น โดยพระเจ้าพิมพิสารพระราชทานให้