หนูตั้งใจว่า “จะทำตามที่ครูชี้แนะให้ได้”

การไปเยี่ยมคุณยายครั้งนี้หนูระลึกว่า

“ครูได้รู้ธรรมจากความเมตตาของท่านการมาเยี่ยมครั้งนี้เหมือนเป็นตัวแทนครูมากราบเยี่ยมบูชา”

หนูเคยเจอท่านครั้งหนึ่งตอนที่รู้จักครูใหม่ ๆ ครูพาไปกราบท่านที่วัด นี่ก็จะเป็นครั้งที่สอง หนูไปด้วยความตั้งใจข้างในเบาสว่างทั้ง ๆที่ก็ไม่รู้วิธีการเดินทางไป รพ.แน่ชัดนัก เหมือนก็ต้องปรับแผนการเดินทางตลอดเมื่อได้ข้อมูลใหม่ ทั้งข้อมูลจากการสอบถามและจาก GPS นั่งรถตู้ไป The mall ตอนแรกจะนั่งรถเมลล์ไปบางชื่อขึ้น MRT แต่ได้ข้อมูลว่า ที่ลาดพร้าวก็มี MRT ระลึกขึ้นได้เรื่อย ๆ รถไปลาดพร้าวมีมากกว่าสะดวกกว่า พอเปิด GPS เห็นว่า BTS เพลินจิตใกล้กว่า MRT เพชรบุรี เพราะแถว รพ.รถติดมาก การเดินทางโดยการเดินจะเหมาะกว่านั่ง Taxi แต่แล้วก็ ได้ขึ้น MRT เพราะสถานีอยู่ตรงหน้า แม้จะได้ข้อมูลว่า มีเส้นทางที่ใกล้หนูก็เลือกที่จะจับต้องสิ่งที่เอื้อมถึงได้มากกว่า ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหน เส้นทางการภาวนาของหนูก็เช่นกัน ไม่ว่ายากลำบากเพียงใด ตัวตนหนูจะครวญครางเพียงใด หนูก็เลือกเส้นทางที่จะขอโอกาสเรียนรู้จากครู ไม่ว่าใครจะบอกว่า “ใช่เหรอ เธอกำลังทำอะไรอยู่” แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่ข้างในไม่ค่อยหวั่นไหว และก็ทำให้วันนี่ยังอยู่เรียนรู้กับครู ที่สำคัญก็มีผู้รู้ยืนยันเสมอๆว่า “การเรียนรู้อยู่กับครูนั้นดีแล้ว”

                พอลง MRT เพชรบุรี ยืนพิจารณาแผนที่ อืม ตัดสินใจนั่งต่อไปสถานีสุขุมวิทเพื่อต่อขึ้น BTS ถ้าเป็นเมื่อก่อนหนูคงไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวใครรู้หนูจะอายแต่ครั้งนี้ไม่ เพราะความเมตตาจากครูที่บอกว่า

“ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรก็ให้ตั้งใจ ภาวนาพุทโธไว้”

ตรงนี้หนูก็ได้เห็นอะไรชัดค่ะ

ตอนที่ครูมีคำถามให้พิจารณาว่า “เพราะอะไรวันแม่หลวงปู่จึงเข้ามาเมตตาครูในสำนักแม่ชี้ทั้งๆที่ผู้คนมากมายรอทำกิจกรรมและใส่บาตรอยู่ข้างนอก”

พอจะตอบคำถามครูระหว่างอยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดิน หนูหลับตาลงตั้งสติ ข้างในเป็นหนักๆปั่นป่วน ๆ ไม่มีคำพูดใดๆดังขึ้นมา

“จึงตอนครูว่า ข้างในหนูปั่นป่วน”

ครูหัวเราะเสียงใส “ข้างในปั่นป่วนเพราะข้างนอกปั่นป่วน”

แล้วครูก็ให้ตั้งใจเดินทาง

รู้สึกดีกับการยอมรับในตนเอง ถึงความรู้สึกข้างในค่ะ แม้จะตอบครูไม่ได้ แต่เป็นอะไรที่ประทับใจกับตนเองว่า

“การตอบคำถามครูนั่น พึงหยิบความจริงเอาสภาวะมาตอบ ไม่ใช่คิดเอาเหมือนที่ผ่าน ๆมา”