ประเทศไทยเราใช้ร้อยละของงบประมาณในด้านกาศึกษาสูงมาก (ที่สุดในโลกด้วยซ้ำไป) แต่คุณภาพการศึกษาของเรากลับต่ำมาก (อาจต่ำที่สุดในโลก)

(หมายเหตุ...บทความนี้มีคิวลง ผจก. ออนไลน์ วันจันทร์ ๒๐ นี้) 

 

และแล้วสภาตรายางก็ผ่านฉลุยซึ่งงบประมาณชาติประจำปีพศ. ๒๕๕๖   ซึ่งเป็นงบขาดดุล (มีงบสูงกว่าภาษีที่เก็บได้) ทำให้ต้องไปกู้เงินมาเสริมรายจ่าย

 

โดยรัฐอ้างว่าการกู้ยังสามารถทำได้สบายๆ เพราะว่ายอดเงินกู้ของเรายังมีเพียงประมาณ ๔๐% ของรายได้มวลรวมประชาชาชาติเท่านั้น (จีดีพี)   ซึ่งโดยหลักการทั่วๆไปในโลกเขาถือว่าสามารถกู้ถึงประมาณ ๕๐%  ของจีดีพี  แต่ผู้เขียนเห็นว่าเราจะเอามาตรฐานนั้นมาใช้กับประเทศไทยไม่ได้ เพราะว่าประเทศไทยเราเก็บภาษีได้ต่ำมากเมื่อเทียบกับจีดีพี โดยเราเก็บได้น้อยเกือบที่สุดในโลกและน้อยกว่าประเทศฝรั่งเศสถึง 3 เท่า 

 

ในขณะเดียวกันประเทศไทยเราใช้ร้อยละของงบประมาณในด้านการศึกษาสูงมาก (ที่สุดในโลกด้วยซ้ำไป) แต่คุณภาพการศึกษาของเรากลับต่ำมาก (อาจต่ำที่สุดในโลก)   ผู้เขียนได้ไปค้นข้อมูลแล้วเอามาประมวลเป็นตารางเปรียบเทียบให้เห็นดังนี้

 

 

ประเทศ

รายได้ภาษี

% จีดีพี

หนี้

% จีดีพี

สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ภาษี

งบการศึกษา

%งบประมาณ

ไทย

15

41.7

2.74

26.1

ออสเตรเลีย

30.8

22.8

0.74

13.3

นิวซีแลนด์

34.5

37

1.07

15

จีน

17

25.8

1.51

12.1

เกาหลี

26.8

34

1.27

15.5

ฝรั่งเศส

44.6

86.2

1.93

11.4

 

ปกติเราเก็บภาษีได้เท่าจีนคือประมาณ 17%  ของจีดีพี แต่พอรัฐบาลยิ่งลักษณ์ลดภาษีให้คนมีเงิน (นายทุน-นิติบุคคล) จาก 30 เหลือ 20% รายได้ก็ลดจาก 17 เหลือ 15 เท่านั้น  สำหรับหนี้สาธารณะของเราที่ว่าน้อย (เพียง 41.7% จีดีพี)   แต่จากตารางในแถวตั้งที่สี่จะเห็นว่าสูงมากที่สุด  

 

ถ้าดูเพียงตัวเลขดิบจะเห็นว่าฝรั่งเศสมีหนี้ 86.2%  ซึ่งมากกว่าเราสองเท่ากว่า  แต่เขาเก็บภาษีได้มากกว่าเรา 3 เท่า (44.6%)  ดังนั้นเมื่อคิดเป็นสัดส่วนของหนี้ต่อรายได้แล้ว เขามีหนี้น้อยกว่าเรานะ   (ดูแถวตั้งที่  4 ซึ่งเป็นการเอาแถวตั้ง 3 หารด้วยแถวตั้ง  2 ) จะเห็นได้ว่า เรามีหนี้ 2.74 แต่ฝรั่งเศสมีเพียง 1.93

 

ชัดไหมว่าไทยเรามีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงที่น่ากลัวอันตรายมาก  จึงขอให้เลิกอ้างกันเสียที่ว่าไทยเรายังมีหนี้น้อยเมื่อคิดเป็นสัดส่วนของจีดีพี  ที่ถูกต้องคิดเป็นสัดส่วนของรายได้ ไม่ใช่คิดเทียบกับจีดีพี

 

ต่อมา...หันมาดูงบการศึกษากันบ้าง... ปี ๒๕๕๖ มีแผนจะใช้ 6 แสนกว่าล้านบาท คิดเป็นร้อยละ  26.1 ของงบประมาณชาติทั้งหมด  จะเห็นว่าเมื่อคิดเป็นร้อยละของงบประมาณแล้ว ประเทศไทยเราใช้งบการศึกษาสูงกว่าประเทศอื่นๆ ประมาณ  2 เท่า!   ทั้งที่ประเทศพวกนี้เขารวยกว่าเรา และให้ความสำคัญด้านการศึกษามากกว่าเรา

 

มันเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและน่าสลดใจพร้อมกันไป  เพราะเราใช้งบสูงมากแบบนี้มานับสิบปีแล้ว แต่ทำไมคุณภาพการศึกษาไทยจึงตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย  ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในวงการนักการศึกษาทั่วไป

 

 

ยิ่งตอนนี้ในระบบประถมและมัธยม มีระบบการสอนแบบ “ใบงาน”   ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการปฏิรูปการสอนตามระบบการสอน “นักเรียนเป็นศูนย์กลาง”  ก็จะยิ่งไปกันใหญ่เพราะขณะนี้นักเรียนจบม.ปลายมามีความรู้ต่ำกว่าก่อนที่ใช้ระบบการสอนแบบ “ครูเป็นศูนย์กลาง” มาก

 

ยิ่งปีนี้จะเริ่มแจก “แทบเล็ต” ให้เด็กป. ๑ อีก ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงมากไปอีกเป็นทวีคูณ  อ่านให้ดีๆ ออกเสียงได้ว่า แทบ-เล็ด  (คือน้ำตาแทบเล็ดด้วยความช้ำใจของคนไทยผู้มีปัญญาทั้งชาติ)

 

เรื่องระบบวิธีการสอนที่ขาดประสิทธิภาพก็เป็นประเด็นหนึ่ง อีกประเด็นหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องการ “โกงกิน”  ทำให้งบประมาณไม่ตกลงไปสู่การพัฒนาการศึกษาอย่างเต็มที่  เงินงบฯถูกโกงไปเท่าไร น่าจะมีการศึกษาวิจัยกันอย่างจริงจังเสียที

 

จะขอยกตัวอย่างนิวซีแลนด์และออสเตรเลียที่มีงบการศึกษาเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าเรามาก  (15 และ 13.3%)  แต่ระบบการศึกษาเขาดีมาก  ชั้นเรียนมีนักเรียนเพียง 15 คนโดยเฉลี่ย ทำให้ครูมีการดูแลนักเรียนได้เป็นอย่างดี  (ของเราชั้นเรียนประมาณ 50 คน)  อีกทั้งการสอนเขาก็ยังสอนแบบ”โบราณ” ที่ “ครูเป็นศูนย์กลาง”  ไม่ “ทันสมัย” แบบเราที่เอานักเรียนเป็นศูนย์กลางไปโน่น (บางท่านล้อว่าเป็นระบบ “ควายเซ็นเตอร์)

 

 

 แต่ปรากฏว่าองค์การสหประชาชาติจัดอันดับให้สองประเทศนี้มีคุณภาพการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก  ส่วนไทยอยู่อันดับ 71 (อ้างอิง http://en.wikipedia.org/wiki/Education_Index)

 

 

มันน่าจะถึงเวลาระบบการศึกษาประหารได้แล้ว  ...เอารถถังไปยึดกระทรวงการศึกษาก่อนเป็นอันดับแรกดีไหม?

 

หนี้ก็มากที่สุดในโลก   การศึกษาก็ล้มเหลวเกือบสิ้นเชิงทั้งที่กู้เงินมาใช้จ่ายกันมาก (หนี้ส่วนหนึ่งก็ปันมาเป็นงบการศึกษาด้วย)  แล้วจะมีปัญญาใช้หนี้กันหมดไหมหนอ  เพราะการจะหาเงินมาใช้หนี้เขาได้นั้น ประชาชนในประเทศต้องมีความรู้และปัญญาที่ดีจากระบบการศึกษาที่ดี 

 

เมื่อก่อนเรามีคำว่า NPL (non-performing loan) แต่วันนี้ผู้เขียนอยากขอเรียกระบบการศึกษาไทยว่า NPE (non-performing education)

 

...คนถางทาง (๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๕)