ภูมิแพ้

การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง Allergy Skin Testing

การวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้น  นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายแล้ว  ยังควรทำการทดสอบภูมิแพ้  เพื่อให้ทราบว่าผู้ป่วยแพ้สารชนิดใดด้วย  ซึ่งอาจทำได้โดยการตรวจเลือด  การทดสอบทางจมูก  (ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้)  หรือการทดสอบทางผิวหนัง  โดยทั่วไปแล้วนิยมวิธีการทดสอบทางผิวหนัง  เพราะทำได้ง่ายรวดเร็ว  ให้ผลทันทีและสิ้นเปลืองน้อยกว่า

ประโยชน์ของการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง

หลักการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้น  สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการใช้ยา  คือ  การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้  แต่เนื่องจากรอบตัวคนเรานั้น   มีสารก่อภูมิแพ้อยู่มากมาย  การที่จะหลีกเลี่ยงให้หมดทุกอย่าง  คงทำได้ยาก  แต่ถ้าเราทราบว่าเราแพ้สารใดแล้วหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นๆโดยตรง  ก็จะทำให้ผลการรักษาโรคดีขึ้น   นอกจากนั้นในผู้ป่วยที่ต้องทำการรักษาโดยการฉีดวัคซีนภูมิ แพ้ทุกราย  จำเป็นต้องได้รับการทดสอบภูมิแพ้ก่อนว่าแพ้สารใดเพื่อจะได้รักษาด้วยน้ำยาที่ตรงกับสารที่ผู้ป่วยแพ้ด้วย

ทดสอบได้ตั้งแต่อายุเท่าไร

โดยทั่วไปสามารถทดสอบได้ทุกเพศทุกวัย  แต่ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนและในผู้สูงอายุ  อาจให้ผลลบลวง  ได้เพราะความไวของผิวหนังน้อย

การเตรียมตัวก่อนการทดสอบ

1.งดยาแก้แพ้ก่อนมารับการทดสอบ 7 วัน

2. ยาบางชนิดอาจมีส่วนผสมของยาแก้แพ้  เช่น  ยาแก้หวัด ยาลดน้ำมูก ยาแก้คัน ต้องงดก่อนมาทดสอบประมาณ7วัน

3. ผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจ  โรคความดันโลหิตสูง  ต้องแจ้งชื่อยาที่รับประทานอยู่ให้แพทย์ที่จะทำการทดสอบทราบด้วย  เพราะยาบางชนิดต้องงดก่อนทำการทดสอบ

4. ยาสเตียรอยด์ชนิดทาผิวหนัง  ก็มีผลกดปฏิกิริยาการทดสอบ  ควรงดก่อนเช่นกัน

5. ไม่ต้องงดน้ำงดอาหารก่อนมาทดสอบ 

   น้ำยาที่ใช้ในการทดสอบ

เป็นสารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้มาทำให้บริสุทธิ์  ซึ่งมีหลายชนิด  ตัวอย่างเช่น  สารสกัดจากไรฝุ่น  ขนและรังแคของสัตว์  เช่น  สุนัข   แมว  ม้า  กระต่าย  เป็ด  ไก่  ห่าน  นก  เศษซากของแมลงที่อยู่ในบ้าน  เช่น  แมลงสาบ  แมลงวัน  เชื้อราชนิดต่างๆ  เกสรพืช  เช่น  วัชพืช  เฟิร์น  ไม้ยืนต้น   หญ้าต่างๆ  อาหาร  เช่น  นมวัว  ไข่  ถั่ว  เนื้อสัตว์  อาหารทะเล  ผักและผลไม้บางชนิด  โดยต้องเป็นน้ำยาที่มีขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐาน   แยกแต่ละสารออกจากกันเป็นขวดๆ  จึงจะให้ผลในการทดสอบที่เชื่อถือได้  ซึ่งในการทดสอบนั้นไม่จำเป็นต้องทดสอบการแพ้ต่อทุกๆสาร  แพทย์อาจใช้ชนิดของน้ำยามากน้อยต่างกัน  แล้วแต่อายุและประวัติอาการของผู้ป่วยแต่ละรายด้วย

วิธีทดสอบมี  2 วิธี  คือ 

1. วิธีสะกิด  (Skin  prick test . SPT)

ทดสอบโดยการหยดน้ำยาที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ลงบน ผิวหนังของผู้ป่วยใช้เข็มสะกิดเบาๆ  ผ่านหยดสารและให้อยู่ในชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น  โดยไม่ให้มีเลือดออก  หลังจากนั้นจึงเช็ดน้ำยาออก  รออ่านผล 15 นาที  ถ้าผู้ป่วยแพ้สารใดก็จะเกิดปฎิกิริยาเป็นตุ่มนูนแดงที่ผิวหนังตรงตำแหน่งที่ทดสอบต่อสารนั้นๆ  ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่นำมาใช้แทนการใช้เข็มสะกิดเป็นแท่งพลาสติกปลายแหลม (Duotip)  ปลายเป็นง่ามคล้ายส้อม  ใช้จุ่มน้ำยาที่จะทดสอบแล้วนำมาสะกิดที่ผิวหนังของผู้ป่วย โดยไม่ต้องหยดน้ำยาลงบนผิวหนังก่อน  ทำให้สะดวกในการทดสอบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยเด็กเพราะเด็กจะให้ความร่วมมือมากกว่า  การใช้เข็มจริงวิธีสะกิด (SPT)   นี้  เป็นวิธีการทดสอบทางผิวหนังที่เป็นที่ยอมรับและแนะนำให้ใช้เป็นวิธีแรกที่ในการตรวจวินิจฉัยโรคภูมิแพ้โดยทั่วไป  เนื่องจากเป็นวิธีที่ปลอดภัย  มีโอกาสเกิดปฏิกิริยาการแพ้ที่รุนแรงน้อย  ทำได้ง่าย  ใช้เวลาน้อย  น้ำยาที่ใช้ไม่ต้องนำมาเจือจางก่อน    จึงทำให้น้ำยามีความคงทนดีกว่า  และมีความสัมพันธ์กับอาการทางคลินิกมากกว่าการตรวจด้วยวิธีฉีดเข้าชั้นผิวหนัง

 (Intradermal skin test)

2. วิธีฉีดเข้าชั้นผิวหนัง (Intradermal skin test)  ทดสอบโดยการฉีดน้ำยาที่เป็นสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ชั้นผิวหนัง  รออ่านผล  15  นาที  ข้อเสียของวิธีนี้  คือ  ผู้ป่วยโดยเฉพาะเด็ก  ให้ความร่วมมือในการทดสอบน้อย  เพราะเจ็บกว่าวิธีสะกิด  นอกจากนั้นอาจเกิดปฎิกิริยาการแพ้ที่รุนแรงได้บ่อยกว่า  โดยเฉพระถ้าฉีดสารหลายๆอย่างเข้าไปพร้อมๆกัน

ผลข้างเคียงของการทดสอบ  อาจเกิดอาการแพ้รุนแรงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่กำลังได้รับยาบางชนิดอยู่  แต่โดยทั่วไปพบน้อยมาก( < 1%) อย่างไรก็ตามไม่ควรทำการทดสอบในผู้ป่วยที่กำลังมีอาการอยู่มากๆ  เช่น มีอาการหอบหืดรุนแรง  ส่วนอาการคันตรงบริเวณที่ทดสอบเกิดขึ้นได้บ่อยซึ่งอาจหายเอง  หรือใช้ยาแก้แพ้ก็ได้ 

 

การ ทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง คือการนำน้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ในอากาศ เช่น ฝุ่นบ้าน  ตัวไรในฝุ่น  แมลงสาบ  เกสรหญ้า  วัชพืช  เชื้อรา เป็นต้น มาทำการทดสอบที่ผิวหนังของผู้ป่วย  เพื่อให้ทราบว่าแพ้สารใด  วิธีนี้เป็นวิธีที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ ที่มีความไวและความจำเพาะสูง  ทำง่าย และราคาไม่แพง  สามารถทราบผลได้ทันที  ผู้ป่วยสามารถเห็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นด้วยตาของตนเอง

การทดสอบมี 2 วิธีคือ

วิธีสะกิด (Skin Prick Test) เป็นการทดสอบโดยหยดน้ำยาลงบนผิวหนังที่แขน และใช้เข็ม

สะกิดตรงกลางหยดน้ำยา ซึ่งทำง่าย, เร็ว, ไม่เจ็บและใช้อุปกรณ์น้อย เสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ทั่วร่างกายน้อย

วิธีฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal Test)  เป็น การฉีดน้ำยาเข้าใต้ผิวหนังเป็นจุดเล็กๆ  ซึ่งทำยากกว่า  เสียเวลามากกว่า เจ็บกว่า และต้องใช้อุปกรณ์มากกว่า และเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ทั่วร่างกายได้มากกว่า

   ก่อนการทดสอบ  ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้งดยารับประทาน บางชนิดตามระยะเวลาที่กำหนด  

การ ทดสอบจะเริ่มด้วยวิธีสะกิดก่อน  เป็นการตรวจคัดกรอง (screening test) เพื่อดูว่าผู้ป่วยแพ้รุนแรงมาก-น้อยเพียงใด  ถ้าวิธีสะกิดให้ผลบวกชัดเจนต่อน้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ชนิดใดแล้ว  ไม่จำเป็นต้องทดสอบต่อโดยวิธีฉีดเข้าในผิวหนังอีก  แต่ถ้าการทดสอบโดยวิธีสะกิดให้ผลลบ จึงทดสอบโดยวิธีฉีดเข้าในผิวหนังเป็นลำดับต่อไป        

 โดยทั่วไปการทดสอบจะใช้น้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ประมาณ 10-20 ชนิด และจะอ่านผลการทดสอบภายใน 15-20 นาที   ถ้าผู้ป่วยแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด จะเกิดรอยนูน และมีผื่นแดงรอบๆ อาจรู้สึกคันเล็กน้อยตรงจุดนั้น   เจ้าหน้าที่จะวัดขนาดของรอยนูน  บันทึกไว้  และแพทย์จะอธิบายให้ทราบว่าผู้ป่วยแพ้อะไร      หลังจากนั้น 24 ชั่วโมง ถ้ายังมีผื่นแดงบริเวณที่ทดสอบภูมิแพ้นั้น ผู้ป่วยจะต้องวัดขนาดของผื่นแดงและบันทึกไว้ เพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบในวันที่นัดมาพบครั้งต่อไป  ผื่นนั้นจะค่อยๆ หายไปเอง

ประโยชน์ของการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง

 ทำให้ทราบว่าโรคที่ผู้ป่วยเป็น มีสาเหตุจากโรคภูมิแพ้  ทำให้ผู้ป่วยทราบว่าตนแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด และแพ้มาก-น้อยเพียงใด ผู้ป่วยจะสามารถกำจัด หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่ตนแพ้ ซึ่งจะทำให้อาการของโรคดีขึ้นได้  ถ้าจำเป็นต้องรักษาโดยการฉีดวัคซีน  แพทย์จะใช้ผลการทดสอบภูมิแพ้นี้เป็นข้อมูลในการสั่งวัคซีนสำหรับฉีดให้ผู้ป่วย

ข้อควรระวังในการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง

สำหรับผู้ที่แพ้มาก อาจเกิดอาการแพ้ทั่วร่างกายได้เช่นเดียวกับการแพ้ยาฉีดชนิดอื่น  ได้แก่มีผื่นคันลมพิษทั้งตัว   แน่นหน้าอก  หายใจลำบาก  หอบหืด  และความดันโลหิตต่ำมากได้       แต่อาการเหล่านี้พบได้น้อยมาก

 

แบบไหนถึงจะเรียกว่า แพ้ยา Amoxicillin และการทดสอบการแพ้ยาในโรงพยาบาล? 1 Year, 8 Months ago    

คำตอบ

การประเมินการแพ้ยา อันดับแรก คือ ต้องประเมินให้ได้ว่าอาการดังกล่าวเป็นอาการที่เกิดจาก

การแพ้ยาจริงๆ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น ซึ่งปัจจุบันมีแนวทางการประเมินอาการที่ไม่พึงประสงค์ ที่นิยมใช้กันมากคือ Naranjo’s algorithm ช่วยในการประเมิน ADR ยา Amoxicillin เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่มยา กลุ่ม Penicillins ซึ่งมีข้อมูลเบื้องต้นที่มีการรายงานเกี่ยวกับ ADR ของยากลุ่มนี้ไว้ตามไฟล์ที่แนบมา

ซึ่งการแพ้ยากลุ่ม penicillins อาศัยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันสร้าง antibody ต่อยา เพราะฉะนั้นอาการที่เกิดขึ้นดังนี้ควรหยุดการใช้ยาและปรึกษาแพทย์ต่อไป ได้แก่ หอบหืด ผื่นลมพิษ บวมตามใบหน้า แพ้แบบ anaphylaxis (ผื่นลมพิษ ใบหน้าบวม ผื่นคัน หน้าแดง หายใจมีเสียงวี้ด หลอดลมตีบ กล่องเสียงบวม หัวใจเต้นเร็ว คลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วง ปวดท้อง ปวดศีรษะ ชัก มดลูกหดตัว) (Arroliga ME and Pien L, 2003)

ปฏิกิริยาการแพ้ที่พบได้ แบ่งตามระยะเวลาในการเกิด (Arroliga ME and Pien L, 2003)

มี 3 ปฏิกิริยา ดังนี้

Immediate reactions

- เกิดได้ภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา

- Anaphylaxis และ urticaria 50-70%

- Angioedema

Accelerated reactions

- เกิดภายใน 1-72 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา

- Urticaria และ maculopapular rash

Late reactions

- เกิดหลังจากได้รับยา 72 ชั่วโมง

- Skin rashes, erythema multiforme, serum sickness, and hemolytic anemia

 

การทดสอบการแพ้ยาในโรงพยาบาล

การทำ skin test นั้นทำเพื่อต้องการทราบว่าผู้ป่วยแพ้สารก่อภูมิแพ้ตัวใด เพื่อที่จะได้ให้การรักษาและป้องกันได้อย่างถูกต้อง ซึ่งโดยปกติข้อมูลจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอาจจะเพียงพอที่จะระบุถึ งสาเหตุของโรคได้ แต่หากไม่ชัดเจนการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังจะเป็นวิธีที่จะช่วยยืนยันการวิ นิจฉัยและหาสาเหตุว่าผู้ป่วยแพ้ยาใด (Allergy principles and practice 40th edition,1993)

การทดสอบ Skin test แบ่งตามการทดสอบการแพ้ยากลุ่ม Penicillins ทางผิวหนังทำได้ 2 วิธี คือ

1. Epicutaneous (scratch test and prick test)

2. Intradermal

ซึ่งทั้งสองวิธีนี้ใช้ในการวินิจฉัยการแพ้ผ่าน IgE antibody เท่านั้น ไม่สามารถวินิจฉัยการแพ้ที่ผ่านทางกลไกอื่นๆ ได้ ดังนั้นผลการทดสอบเป็นลบไม่สามารถบอกได้100% ว่าผู้ป่วยไม่แพ้ยา

(Drug information handbook 14th edition , 2006)

สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Penicillin Skin Testing