อริยสัจจ์ ๔ นั้น หากเราทราบแต่เพียงว่า คืออะไร ประกอบด้วยอะไร (สัจจญาณ) แต่ไม่ทราบหน้าที่ที่มีต่ออริยสัจแต่ละข้อ (กิจจญาณ) และไม่ทราบว่าได้ทำหน้าที่ต่ออริยสัจข้อนั้นๆแล้วหรือไม่ (กตญาณ) ก็ไม่สามารถทำให้เราพ้นจากทุกข์ไปได้ รวมทั้งไม่สามารถเรียกการปฏิบัตินั้นว่า การปฏิบัติธรรมโดยชอบ ได้อีกด้วย

สิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งเกี่ยวกับอริยสัจ คือ การรู้ และทำหน้าที่ต่ออริยสัจแต่ละข้ออย่างถูกต้อง ในการแสดงอริยสัจก็ดี ในการปฏิบัติธรรมตามหลักอริยสัจก็ดี จะต้องให้อริยสัจแต่ละข้อสัมพัน์ตรงกันกับหน้าที่หรือกิจต่ออริยสัจข้อนั้น จึงจะชื่อว่าเป็นการแสดงอริยสัจ และเป็นการปฏอบัติธรรมโดยชอบ มิฉะนั้น จะทำให้เกิดความผิดพลาด ทั้งในความเข้าใจ และการประพฤติปฏิบัติ

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย หน้า ๘๕๔

ดังเช่น เพียงอริยสัจจ์ในข้อ ทุกข์ เพียงข้อเดียว หากเรานำมาหมุนวนด้วยญาณทั้งสาม พบว่ามีเรื่องให้เราศึกษามากมาย เช่น

สัจจญาณ การหยั่งรู้ว่า ทุกข์ คือ ความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ความไม่สบายใจ ความไม่สบายกาย ความคับแค้นใจ ความประจวบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก ความไม่สมในสิ่งที่หวัง หรือกล่าวโดยย่อได้ว่า ขันธ์เป็นที่ยึดถือทั้ง ๕ ประการ เป็นทุกข์

การรู้ที่เรียกว่า สัจจญาณ นี้ คือ รู้อย่างรอบคอบ รู้ทั่ว (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) อธิบายไว้ในเชิงอรรถของหนังสือพุทธธรรม ฉบับปรับขยาย หน้า ๘๕๔ ว่า มักแปลกันมาว่า กำหนดรู้ ท่านว่าอาจเข้าใจได้ยาก จึงพึงเรียกทับศัพท์ว่า พึงปริญญา หรือ ควรรู้เท่าทัน) เช่นคำว่า การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ เรามักเล็งไปที่การพลัดพรากจากคนรักเป็นส่วนใหญ่ หากการพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักยังมีอีกมากมาย ซึ่งเราควรกำหนดรู้ให้รอบคอบ ให้ทั่วถึง เช่น สายตาที่เคยมองเห็นอย่างแจ่มชัด ต่อมาก็พร่ามัวแล้วเกิดทุกข์ใจขึ้น อันหมายถึงว่าเราได้พลัดพรากจากสายตาที่ดีอันสิ่งที่รักมามีสายตาที่ไม่เป็นที่รัก ซึ่งก็คือ การพลัดพรากจากจักขุวิญญาณในลักษณะหนึ่ง มาประสบกับจักขุวิญญาณในลักษณะอีกลักษณะหนึ่ง เพราะการพลัดพรากจากจักขุวิญญาณอันเป็นที่รัก มาประสบกับจักขุวิญญาณอันไม่เป็นที่รักนั่นเอง จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ขึ้น

หรือ เราคิดถึงภาพของลูกตอนที่ยังเป็นเด็กเล็กๆแล้วอิ่มเอมใจในความน่ารัก คิดอยากให้ลูกกลับไปเป็นเด็กอีก อยากให้ลูกดูน่ารักอย่างนั้นตลอดไป เมื่อเรายึดมั่นในความจำ (สัญญา) นั้น แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว การการพลัดพรากจากสัญญาอันเป็นที่รักจึงเป็นเหตุให้เกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมา

หรือ เราทำงานในความรับผิดชอบอย่างเต็มศักยภาพ ได้ผลงานที่ดี จึงมีผู้สรรเสริญ ต่อมา ทำงานชิ้นใหม่ แม้จะเป็นงานที่เกิดจากความตั้งใจดี ความรับผิดชอบที่ดี ความพยายามที่เต็มที่ แต่กลับมีเสียงติฉินมาให้ได้ยินเป็นระยะ ก็เกิดความทุกข์ใจ อันหมายถึงการพลัดพรากจากเสียงสรรเสริญ ซึ่งเราเก็บไว้ในรูปของความจำ (สัญญา) เมื่อเสียงอันเป็นปัจจัยพลัดพรากจากไป เราก็ขาดสิ่งที่จะมาเป็นปัจจัยปรุงแต่ง (สังขาร) ให้เกิดเป็นความชอบใจ ไม่ชอบใจ ก็คือ เราพลัดพรากจากทั้งสัญญา และ สังขาร อันเป็นที่รัก เป็นต้น

กิจจญาณ คือ รู้ว่าเกิดความไม่สบายใจขึ้นแล้ว ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดความทุกข์ใจนั้นขึ้นอีก ในระดับสมมติสัจจะ คือ รู้ว่าตนไม่มีหน้าที่ทุกข์ ไม่มีหน้าที่หลงใหลในทุกข์ แต่มีหน้าที่หาทางออกจากทุกข์ หรือก็คือ มีหน้าที่ต้องหาสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์เพื่อแก้ไขเหตุนั้นๆให้ได้ ไม่ใช่มีหน้าที่ทนทุกข์ ส่วนในระดับปรมัตถ์สัจจะ ก็คือ รู้ว่าจริงๆแล้วไม่มีผู้ทุกข์ ไม่มีตัวตนของผู้ที่มีความทุกข์แต่อย่างใด ทุกข์เป็นเพียงเวทนาขันธ์ที่ปรากฏในขณะหนึ่งกับขันธ์ทั้ง ๕ ที่รวมกันจนเป็นรูปกายที่เคลื่อนไหวได้ คิดได้ รู้สึกได้นี้เท่านั้น ที่เกิดเวทนาคือทุกข์ขึ้นได้ ก็เพราะยึดถือมั่นในสิ่งต่างๆ

เช่น ยึดมั่นในหู (อายตนะภายใน) ยึดมั่นในเสียงที่มากระทบ (อายตนะภายนอก) ยึดมั่นในการรู้แจ้งทางอายตนะ (วิญญาณ) เมื่อ หู เสียง วิญญาณรู้แจ้งทางหู อันเป็นองค์ประกอบทั้งสามนั้นสมบูรณ์ ก็เกิดการกระทบ หรือ ผัสสะ ขึ้น เราจึงเทียบเคียงสิ่งที่รู้กับ สัญญา หรือ ความจำ เดิมได้ เมื่อจำได้ ก็รู้ว่าเป็นเรื่องของอะไร ก็เกิดเวทนาคือ ทุกข์ใจ หากเราเพียงกำหนดรู้ว่าเกิดเวทนาคือความทุกข์ขึ้น และรู้ว่าเวทนา ก็คือผลพวงที่ตามมาจากผัสสะเท่านั้น ไม่ยึดมั่นในเวทนา ไม่ปรุงแต่ง หรือ สังขาร ต่อ จนเกิดเป็นความไม่ชอบใจขึ้น (เรามักเข้าใจกันไปว่า ความชอบใจ ไม่ชอบใจ เป็นเวทนา อันที่จริง ความชอบหรือไม่ชอบนี้เป็นธรรมในหมวดสังขาร) อาการต่างๆตามสายปฏิจจสมุปบาทก็จะไม่เกิด จึงไม่มีอะไรนำไปสู่ความทุกข์ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำกล่าวว่า เมื่อกระทบ ก็สักแต่ว่ากระทบ ได้ เพราะเมื่อปรุงแต่งเป็นชอบหรือไม่ชอบแล้ว จะไม่สามารถหยุดอยู่แค่นั้นได้ แต่จะมีปฏิกิริยาตามมา เช่น เมื่อไม่ชอบก็ตอบโต้ เป็นต้น

และ แม้หากจะรู้แล้วว่าอาการที่นำไปสู่ทุกข์เกิดจากอะไร หากเรารู้ แต่ไม่คิดหาทางออก กลับ หลงใหล หรือ จมอยู่ในความทุกข์ ก็เท่ากับเราหล่อเลี้ยงทุกข์นั้นไว้ด้วยอาหาร ทำให้ทุกข์ ตั้งอยู่ได้ เพราะมีอาหาร ทุกข์จึงไม่ดับ

ดังนั้น สิ่งที่เราควรกำหนดรู้ จึงมีมากมาย เช่น นาม, รูป, ผัสสะที่ยังมีอาสวะ มีอุปาทาน, เวทนา ๓, อาหาร ๔, อายตนะ ๑๐, อุปาทานขันธ์ ๕, โลกธรรม ๘ เป็นต้น (ดูทั้งหมดได้จาก ทสุตตรสูตร ใน ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค - พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑)

อาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่ควรกำหนดรู้ มีทั้งที่สภาวธรรมที่เป็นภายนอก และ ที่เป็นภายใน ซึ่งก็คือขันธ์ของเราเอง

และเมื่อดู ก็อาจจะดูภายนอกก็ได้ จะดูภายในก็ได้ ดูภายนอกนั้นก็คือความประจวบและความพลัดพรากจากสิ่งทั้งหลายจากบุคคลทั้งหลายภายนอก ดูภายใน ก็คือดูความประจวบและความพลัดพรากที่นามรูปของตน

สมเด็จพระยาณสังวร สกลมหาสังฆปรินายก แนวปฏิบัติสติปัฏฐาน หน้า ๑๑๒

หากเรา "สามารถ" กำหนดรู้ได้ทั้งหมด ก็เท่ากับได้ปริวัฏฏ์รอบ ๓ คือ กตญาณ แล้ว