โอวาทปาฏิโมกข์

คาถา ๓ บท ในโอวาทปาฏิโมกข์

 

วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันมาฆบูชา วันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดง โอวาทปาฏิโมกข์ ต่อที่ประชุม พระสงฆ์สาวก ๑,๒๕๐ รูป ที่เดินทางมาร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย และพระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ ที่ได้รับการอุปสมบท จากพระพุทธเจ้าโดยตรง คาถาบทที่ ๑ ขันติ คือ ความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง กล่าวว่า นิพพานเป็นบรมธรรม ผู้ทำร้ายคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ ความหมายของพระคาถาบทแรกก็คือ

๑.      ความอดทนอดกลั้น เป็นสิ่งที่นักบวชในศาสนานี้พึงยึดถือ และเป็นสิ่งที่ต้องใช้เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจทุกอย่างที่ต้องเจอในชีวิตนักบวช เช่นประสงค์ได้เย็น ประสงค์เย็นได้ร้อน

๒.    การมุ่งให้ถึงพระนิพพานเป็นเป้าหมาย มิใช่สิ่งอื่นนอกนิพพาน

๓.     พระภิกษุและบรรพชิตในพระธรรมวินัยนี้ ไม่พึงทำให้ผู้อื่นลำบากด้วยการทำความทุกข์กายหรือทุกข์ใจ ไม่ว่ากรณีใด ๆ

๔.     พระภิกษุตลอดจนบรรพชิตในพระธรรมวินัย ต้องขอแก่ทายกด้วยอาการที่ไม่เบียดเบียน คือ ไม่เอยปาก เซ้าซี้ขอ ไม่ใช่ปัจจัย ๔ อย่างฟุ้มเฟือยจนเดือดร้อนทายก

คาถาบทที่ ๒

การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑ การบำเพ็ญแต่ความดี ๑ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คาถาบทนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เลยทีเดียวเพื่อสอนให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าถึงจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง เป็นการสรุปรวบยอดหลักธรรมที่พุทธบริษัทพึงปฏิบัติอันได้แก่

๑.      การไม่ทำบาปทั้งปวง

๒.    การทำกุศลให้ถึงพร้อม

๓.     การทำจิตใจให้บริสุทธิ์

สรุปก็คือเรื่องของ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง ใครที่ทำได้ครบถ้วนทั้งสามข้ออย่างสม่ำเสมอต้องถือเป็นเลิศคน และเป็นคนที่ดีเลิศจริง ๆ

คาถาบทที่ ๓ การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในปาฎิโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑ ที่นั่งนอนอันสงัดหนึ่ง ๑ ความเพียรในอภิจิต ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คาถาบทนี้เป็นคำสอน

พระธรรมทูต ผู้ทำหน้าที่เผยแพร่พระพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก เพื่อให้ใช้วิธีการที่เหมือนกัน ไปในทางเดียวกัน และมีความถูกต้องดังนี้

๑.      การไม่กล่าวร้าย(เผยแพร่ศาสนาโดยไม่กล่าวร้ายโจมตีดูถูกความเชื่อผู้อื่น)

๒.    การไม่ทำร้าย(เผยแพร่ศาสนาด้วยการไม่ใช้กำลังบังคับข่มขู่ด้วยวิธีการต่างๆ)

๓.     ความสำรวมในปาฎิโมกข์(รักษาความประพฤติให้น่าเลื่อมใส)

๔.     ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร(เสพปัจจัย ๔ อย่างรู้ประมาณพอเพียง)

๕.     ที่นั่งนอนอันสงัด(สันโดษไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ)

๖.      ความเพียรในอธิจิต(พัฒนาจิตใจเสมอ มิใช่ว่าเอาแต่สอน แต่ตนเองไม่ทำตามที่สอน)

พระคาถาทั้งสามบทในโอวาทปาฎิโมกข์นี้แม้พระพุทธเจ้าทรงเทศนาแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูปที่มาประชุมผู้นำถ้านำไปปฏิบัติเชื่อว่าจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อทุกคนคิดดีทำดีบ้านเมืองก็ดีตามแน่นอน

ลมเปลี่ยนทิศ(หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)