คุยต่อจากบันทึกนี้ การศึกษาไทย…. อิฐก้อนหนึ่ง...ที่แข็งแกร่ง – ปริม ทัดบุปผา
อ้างอิง : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/493821?refresh_cache=true

บันทึกนี้เราก็สามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อยอดได้เช่นกัน อย่างที่คุณปริมว่าล่ะครับระบบการศึกษาไทยจะจัดใหม่นั้น ต้องบอกว่าทำไม่ได้หรอก เพราะอะไร เพราะว่ามันคือความเปลี่ยนแปลง ที่บ้านเรา ไทยเรา นั้นแสน..จะไม่ชอบ พวกเรามีวิวัฒนาการในแบบของเรา  อันนี้ปกติ

ฉะนั้นมุมมองของผมก็ลดขนาดของระบบการศึกษา การจัดการศึกษาให้มาอยู่ในระดับครอบครัวก็พอ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ง่ายหน่อย แก้ไขที่ตัวเรานั้นก็ง่ายครับ ทำแบบนี้โดยความเชื่อว่าครอบครัวเป็นสมาชิกของสังคม เมื่อครอบครัวทุกครอบครัวมีความฝัน พวกเราแข่งขันกัน ทำอะไรก็เลียนแบบกัน สุดท้ายทุกครอบครัวก็มีรูปแบบการจัดการศึกษาให้ลูกหลานเหมือนกัน ระบบการศึกษาไทยก็เปลี่ยนไป

 อย่างเช่นวันนี้ที่พวกเราได้เปลี่ยนกันไปแล้ว นะครับ อย่างในต่างจังหวัดนั้น(พิจิตร) ในที่ที่ผมอยู่ทางกระทรวงก็จัดการศึกษาในระบบที่ออกแบบไว้เช่น มีหลักสูตร สแม็ส , โอลิมปิก , สตีม ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ดีและดูดี

 ในมุมมองของผู้ปกครองก็รู้ล่ะครับว่า เวลาในการเรียนในหลักสูตร ในเวลาที่มีการสอนปกตินั้นแสนจะน้อย

ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย จำนวนผู้เรียนก็มากมายต่อการเรียนต่อวิชาต่อครั้งน่ะ เช่น การเรียนวิทย์ 50 นาที นักเรียนจำนวน 50 คน เป็นต้น แบบนี้หากเป็นสมัยก่อนที่เรายังพึ่งพิงการค้นคว้าห้องสมุด ก็น่าจะพอรับได้

 หากแต่วันนี้ภาครัฐสนับสนุนการศึกษาอย่างเต็มกำลัง ให้เรียนฟรีกันทุกคน การศึกษาที่เป็นของให้ฟรีกับคนหมู่มาก คุณภาพน่ะลดลงตามราคา นี่ว่ากันแบบตรงๆ ล่ะกัน แต่ความฝันของผู้ปกครองยังคงเท่ากัน ดังนั้นการเรียนในชั้นอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอต่อความฝันหรือภาระการสอบเข้ามหาวิทยาลัยน่ะ

 เพื่อให้มีความเหนือกว่าเหล่าเพื่อนๆ นักเรียนทั่วไป พวกเขาก็จัดหลักสูตรขึ้นมาใหม่ จ้างคุณครูตามที่เขาต้องการ พร้อมๆ ไปกับการที่คุณครูก็จัดการสอนพิเศษเพิ่มภายนอกขึ้นมา ซึ่งมีกันตั้งแต่แบบสอนตัวต่อตัว , แบบสอนกลุ่มสองสามคน, แบบสอนกลุ่มกลางๆ, แบบสอนสี่สิบห้าสิบคน, แบบเรียนกันจากจอทีวีที่ถ่ายทอดจากกรุงเทพฯ  เป็นต้น นี่ก็คือระบบการศึกษาใหม่ในปัจจุบัน นี่ก็ถือว่าเป็นปกติของมนุษย์นะครับ ..ไม่แปลก

 ผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะได้ เด็กที่เก่งมากจำนวนหนึ่งนะครับ และก็แบ่งเป็นกลุ่มๆ ที่มีความเก่งลดหลั่นกันลงมา เด็กเหล่านี้ก็เข้าไปครองตำแหน่งคนเก่งของห้อง ของชั้นที่ตนเรียน เป็นตัวแทนของโรงเรียน

และพวกเขานี่แหละที่ทำชื่อเสียงให้กับโรงเรียนในการแข่งขันทุกรายการรวมทั้งการสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในคณะที่นิยมด้วย

 ที่เล่ามาทั้งหมดนี่คือ สร้างความเข้าใจระบบแก่ตนเองเพื่อเลือกวางตำแหน่งให้ลูก เมื่อเราได้ตำแหน่งเราก็เติมสิ่งของจำเป็นให้แก่เขา ที่กล่าวข้างต้นก็คือ การจัดผู้ช่วยการเรียนรู้ของลูก อีกส่วนก็คือสิ่งที่คุณปริมได้กล่าวไว้ในบันทึก

“ทักษะที่สำคัญที่จะสร้างความต่างแก่นักเรียน นักศึกษาคือคุณค่าภายในจิตใจที่จะมองเห็นสิ่งที่มีให้เกิดคุณค่าและการนำไป ใช้อย่างสร้างสรรค์ เพราะสิ่งเดียวกันอาจมองเห็นได้ต่างกันทำให้ความแข็งแกร่งของชีวิตต่างกันไป”

 

ทักษะที่สร้างความต่างแก่นักเรียนเราปลูกฝังกันอย่างไร

ตรงนี้คิดว่ามีกันทุกครอบครัวนะครับ ในครอบครัวผมทำเสมอ ด้วยว่าเราชอบทำเซอร์ไพรส์กัน เจ้าลักษณะดังกล่าวเขาทำให้ทุกคนมีรอยยิ้ม มีความสุข เจ้าความรู้สึกประหลาดใจนี่เป็นเสน่ห์อย่างมาก เป็นผงชูรสของชีวิต หากแต่เรามองว่าจะสอนเป็นทักษะ ก็คงต้องมีความเพียรมากๆ นะครับ..แต่ทำได้

 “ คุณค่าภายในจิตใจที่จะมองเห็นสิ่งที่มีให้เกิดคุณค่าและการนำไป ใช้อย่างสร้างสรรค์ ” – ปริม ทัดบุปผา

 ผมแบ่งคำก่อนนะครับ คุณค่าภายในจิตใจ – ที่ทำให้มองเห็น – สิ่งที่มี – ให้เกิดคุณค่า - และนำไปใช้

 คุณค่าภายในจิตใจ ผมนั้นตระหนักว่าสิ่งที่เห็น ที่คิดนั้น หากต้องสูญเสียไปแล้วผมรู้สึกเสียดาย นี่คือความหมายของคำนี้ครับ

สิ่งที่มี คำนี้ก็คือ เจ้าโอกาสดีๆ แล้วเขาแปรเปลี่ยนไปเป็นอุปสรรค์ต่อหน้าต่อตา อย่างนั้น เช่น เราจะต้องได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนไปแข่ง อาเซียนแน่ๆ แต่พอดีเพื่อนซึ่งมีความพร้อมมากกว่าโดยครั้งแรกเขาไม่สนใจสมัคร หากพอดีเปลี่ยนใจ สมัคร เขาก็ได้ไปแทนเราแบบต่อหน้าต่อตา อย่างนี้ สิ่งที่มีของเราก็คือ คนที่ว่าง ที่สามารถจะไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่าแล้วล่ะครับ

 ให้เกิดคุณค่า หมายถึง คุณค่าในเชิงอื่นๆ ที่หลุดจากสิ่งแวดล้อมขณะนั้น เช่น เมื่อครูไม่เลือกเราไปแข่งอาเซียน เราก็คิดและจัดสรรเวลาเพื่อไปออกกำลังกาย อ่านหนังสือบันเทิง ผ่อนคลายจากการเรียนหนักๆ บ้าง เป็นต้น

การนำไปใช้ หมายถึง ทุกครั้งที่มี การสร้างคุณค่าใหม่เราจะต้องลงมือทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติเพื่อยืนยันว่า ตัวเราเองยังคงทรงคุณค่าอยู่แม้จะมืดด้วยโอกาส ประมาณนั้น

 คุณค่าดังกล่าวข้างต้นจะเกิดได้จาก การเปลี่ยนมุมมองจากลบไปบวก ต้องใจกว้าง สามารถเสียเปรียบคนอื่นได้พร้อมทั้งเห็นคุณค่าในแนวทางอื่นๆ เช่น หากเพื่อนร่วมงานต้องการไปอบรมในหลักสูตรสำคัญซึ่งต้องแย่งกันกับเรา และเราก็หลีกทางให้เขาไปเพื่อที่เราจะได้ทำงานของหน่วยงานต่อไปส่งผลให้บริการของเราไม่บกพร่อง เป็นต้น  ทักษะเหล่านี้จะทำยากมาก เพราะขัดต่อธรรมชาติของคนเรา

 มันคือความอดกลั้นและหาทางออกเชิงสร้างสรรค์ การสอนบุตรหลานนั้นก็ทำกันเป็นรายบุคคลนะ ทำกันในครอบครัว ส่วนจะไปเติมหรือหวังให้เกิดแก่ระบบการศึกษาของประเทศโดยการเขียนหลักสูตรไม่น่าจะใช่