อิสรภาพ
9 โมงเช้า มันเช้าเกินไปกว่าที่ใครๆบนโลกนี้จะนอนได้อีก ก็มีแต่คนที่ขี้เกียจอย่างข้าพเจ้ากระมังที่ยังหลับใหลอยู่ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนมีกองหินนับร้อยๆกิโลกรัมมาทับร่างและยึดรั้งหนังตาเอาไว้ ไม่สามารถพยุงตาและปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาได้ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนโดนขังอยู่ในนิทรา แต่ข้าพเจ้ารู้ดี ว่าวันนี้ยังมีภารกิจที่ข้าพเจ้าต้องไปสะสางอีกหลายประการเลยทีเดียว
เสียงโทรศัพท์ที่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้มันแหกปากดังลั่น ข้าพเจ้าคว้ามันมาในมือ กะจะขย้ำมันให้เละคามือด้วยความรำคาญและอยากจะนอนอีก คงเป็นเพราะผลพวงจากบอลยูโรเมื่อคืนก่อน เล่นซะหลอนติดตาตาตั้งนอนไม่หลับ หลับอีกทีกะจะเอาให้ทั้งวัน หากพิจารณาดูแล้ว ฟุตบอลกับเฟสบุ๊ค มันก็เหมือนยาเสพย์ติดดีๆนี่เอง แต่มันก็ละนะนานๆที อาจดูเหมือนกับเป็นการเข้าข้างตัวเอง เพื่อไม่ให้เขามองว่าผิดหรือไม่ดี แต่เมื่อมองให้ดีและวิพากษ์อย่างตรงไปตรงมาแล้ว การแสวงหาสาระหรือผลประโยชน์มันก็หาได้มีมากไปเท่าใดไม่ วิพากษ์ดูเยี่ยงนี่แล้วมีแต่เสียกับเสีย
9 โมงครึ่ง ท้องมันร้องลั่น ตื่นขึ้นมามองไปที่กองผ้าในตะกร้า กองผ้ากองพะเนินดั่งภูเขาลูกหย่อมๆ น่าขำดีที่ตอนใส่ใส่ได้ใส่ดี แต่พอตอนซักนี่สิมันขี้เกียจแล้วขี้เกียจอีก ท้องมันร้องลั่นขึ้นทุกที ข้าพเจ้าพิเคราะห์แล้วจำเป็นต้องหาอะไรยัดเข้าไปในปากและให้ลงไปในท้องเพื่อให้มันสงบและเงียบลง ข้าพเจ้าจึงล้างหน้าล้างตา แล้วรีบคว้ารถมอเตอร์ไซค์คู่ชีพมุ่งตรงเพ้งไปยังโรงช้างมอ.หาดใหญ่ หันซ้ายหันขวาพุ่งตรงทื่อๆไปยังร้านบังนัยไก่ทอด พร้อมวลีเดิมๆ บังๆพิเศษข้าวหมกเคบัฟ ท่าทางลูกมือร้านบังนัยเขาเข้าใจดี ปัจจัยยามเช้ากองพะเนินก็ลูกนำมายัดลงท้อง ท้องมันจึงสงบ แต่ก็นั่นอีกนะสิ มันขี้เกียจอีกแล้ว ข้าพเจ้าสงสัยเหลือเกินว่ามนุษย์เรากับความขี้เกียจมันเปรียบดั่งเงาตามตัว ซึ่งมีอยู่ทุกผู้ทุกคน แล้วเราจะเอายังไงหล่ะ เราจะทำอย่างไรเราถึงจะเป็นอิสรภาพจากมัน เราจะเป็นไท เป็นไทนะครับ ไม่ใช่เป็นไทย เป็นอิสระ เป็นคนขยันๆ เป็นคนเก่งๆ คิดมากไปก็ง่วงอีกแระ
เมื่อความง่วงและความขี้เกียจเริ่มเล่นงานข้าพเจ้าอีกคำรบนึง ข้าพเจ้าคงนั่งเฉยอยู่มิได้แล้ว ข้าพเจ้าจึงกลับไปหอพักมาซักผ้า รีดผ้าและอาบน้ำอาบท่า ซักผ้าเสร็จพลันทันใดข้าพเจ้านึกถึงเพื่อนสนิทของข้าพเจ้าที่ติดทหารผลัด 1 เมื่อสองเดือนก่อน ข้าพเจ้าสัญญากับเขาไว้ว่าจะไปเยี่ยม วันนี้วันอาทิตย์ด้วยสิ โอกาสดีทีเดียว ว่าจะไปๆก็หลายครั้ง นี่มันยันเข้า 2 เดือนเข้าให้แล้ว นี่คือผลพวงของความเฉยเมยและวุ่นวายของข้าพเจ้าที่ส่งผลกระทบต่างๆตามมา
ในสมองของข้าพเจ้ามันคิดเรื่องร้อยแปดพันประการ คิดเรื่องต่อหลายเรื่องที่จะพูดจะคุยกับเพื่อนพลทหาร ซึ่งแต่ก่อนเราสนิทสนมกันมากทีเดียว ก่อนจะเข้าค่ายทหารไป วันนี้ตั้งใจไว้จะไปเยี่ยมเพื่อนสักกะที ข้าพเจ้ากับเพื่อนอีกคนหนึ่งก็นัดกันไปค่ายเสนาณรงค์ ก่อนที่จะไปเราสองคน ก็ไปโรงช้างอีกรอบนึง ไปซื้อขนม ไก่ทอด ของหวาน ส้มตำ ผลไม้ หลายๆอย่าง ไอ้ที่ซื้อไปไม่ใช่ว่าจะซื้อไปให้เพื่อนดอก แต่ที่ซื้อไปจริงๆนั้นเราอยากกินเองเสียมากกว่า มันน่าขำนะผลประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝงจริงๆ แต่ว่าไปเออๆเจตนาดีเพื่อนก็กินเราก็กิน
เสร็จจากโรงช้างด้วยของเต็มตะกร้ารถ เราก็ตั้งตาตั้งตาตะบึงไปยังคอหงส์ ตรงไปค่ายเสนาณรงค์ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ มทบ.42 ข้าพเจ้าพบหมู่ทหารและญาติสนิทมิตรสหายมากมายที่คลาคล่ำทั่วบริเวณ เป็นวันปล่อยผีทหารใหม่ หลังจากฝึกโหดมาเดือนกว่าๆ ข้าพเจ้าหันซ้ายหันขวา ตาลาย เจอแต่ทหารตัวดำๆผอมๆทื่อๆ ชุดลายพราง มองไปทางไหนมันก็เหมือนกันหมด ข้าพเจ้ารำพึงกับเพื่อนที่มาด้วย แล้วกูจะเจอมันยังไงวะเนี๊ยะ ไม่ช้าทันใดก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมา เฮ้ย! อยู่ไหนหว่ะ
เราก็เดินออกตามหาพิกัดที่เพื่อนทหารใหม่นั่งคอยอยู่ สักพักเราก็พบเพื่อนเก่าเราพลทหารใหม่ สิ่งที่ข้าพเจ้าปรากฏประจักษ์ต่อหน้าข้าพเจ้า มันผอมมากไปทีเดียว ดำโคตร ดำสนิท สงสัยมันตากแดดทุกวันเป็นแน่แท้ ข้าพเจ้าส่งมือไปทักทาย มือที่กำแน่นด้วยความสนิทสนมและรอยยิ้มที่ให้แก่กัน ทั้งสองก็เข้าใจดีเสมอไม่ต้องบอกกล่าว มันมีความหมายเป็นนัยยะสำหรับลุกผู้ชายสหายรัก
เราทั้งหมด ข้าพเจ้ากับเพื่อน 2 คน เพื่อนทหารใหม่ 2 คน น้องชายของเพื่อนผมนายทหารใหม่ไอ้ตัวอ้วน 1 คน คุณยายคุณป้าและหลานชาย อีก 3 คน ทั้งหมดปูเสื่อนั่งรวมกันใต้ต้นส้มโอเขียวสด พื้นหญ้านิ่มๆบรรยากาศดีๆ สักพักเราก็จัดการกินขนมทันที ด้วยความมีแต่ของอร่อยๆ เราก็พูดคุยทักทายกันตามประสา ส่วนไอ้น้องชายตัวอ้วนมันก็เล่นแท็ปเลตนอนกลิ้งบนเสื่ออีกผืนนึง นึกในใจสมัยกูเด็กๆยังเล่นหนังกะติ๊กอยู่เลย
ข้าพเจ้าก็นั่งสนทนากับเพื่อนสนิท มองไปที่ใบหน้าที่คล้ำถลอก ยิ่งกว่าใบหน้าแรงงานพม่าที่ตัดหญ้าข้างมหาลัยเสียอีก ร่างกายที่ผอมลงมากทีเดียว ด้วยเพราะความเครียดและการฝึกที่หนักหน่วง ข้าพเจ้าทราบดีว่ามันเป็นเช่นไร ด้วยที่ข้าพเจ้าเคยเรียน นศท.มา 5 ปี เต็มๆ รูปแบบและบรรยากาศคงจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานที่ต่างกัน ทำให้ความเจ็บปวดสิ่งที่ได้พบเจอมันสะสมเรื้อรังสม่ำเสมอจนเจ็บเรื้อรัง
ไม่บอกเราก็รู้ว่าเขาเหนื่อย เขาบอกข้าพเจ้าว่าพักหลังเมื่อกองร้อยทหารใหม่เปิดโอกาสให้ญาติได้มาเยี่ยมได้ เขาอุทานออกมาว่าเหมือนสวรรค์มาโปรด ใครๆทุกคนทหารหน้าใหม่มีความดีใจ อยากพบญาติ พบภรรยา พบลูกๆ พบพี่ๆน้องๆเพื่อนๆทุกคน หากว่าใครหรือญาติไม่มาเยี่ยม ความเศร้า ความเสียใจ ความเครียดก็ล้นปรี่ บางคนแอบร้องไห้อยู่คนเดียว ท้อแท้ เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก เราคงสงสัยกันใช่หรือไม่ ว่าทำไมเป็นทหารเข้มแข็ง ทำไมต้องร้องไห้ ทำไมต้องเสียใจ ทำไมต้องคิดถึงบ้าน คิดถึงแม่ คิดถึงคนโน้นคนนี้ มันพูดยาก ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจ แต่เมื่อเราทั้งหมดพูดกับเขานานๆไปทำให้ข้าพเจ้าเจอคำตอบและเข้าใจดีมากขึ้น
อิสรภาพเป็นสิ่งหอมหวานที่ใครๆต่างใฝ่ฝัน ทุกคนเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมามีสิทธิ มีเสรีภาพแต่กำเนิด การที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ที่ว่าต้องเป็นไปแบบนั้นแบบนี้ มันไม่มีสิทธิใดๆที่จะไปบงการชีวิตของเขา แต่ด้วยเรื่องของรัฐและผลประโยชน์ทางการเมือง เรื่องสังคม เรื่องประเทศชาติ มันเป็นเหตุผลให้คนเราต้องมีกฎ มีเกณฑ์ มีระเบียบ มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบและต้องดูแล ทำให้หลายต่อหลายคนต้องโดนจำกัดสิทธิ เสรีภาพที่พึงมี เพื่อสิ่งๆหนึ่งที่ส่วนรวมหมาดหมายเอาไว้
กฎระเบียบมันก็เหมือนกับกรงหรือกรอบที่ขังบางสิ่งบางอย่างที่เราให้คุณค่าเอาไว้ และต้องปฏิบัติตามมัน เพื่อให้เป็นไปตามบรรทัดฐานรูปแบบเดียวกัน
เช่นกันทหารที่ได้ชื่อว่าเป็นรั้วของชาติ ต้องมีความเข้มแข็ง แข็งแกร่ง อดทน เสียสละ เป็นอาชีพและหน้าที่ที่มีเกียรติ เขาเหล่านั้นต้องสูญเสียสิทธิ เสรีภาพและความสบายต่างๆเพื่อส่วนรวมคือนิยามของทหาร แต่มันก็มิใช่ภาพรวมว่าทหารทุกคนสบายหมด ไอ้ทีสบายมันก็มี ไอ้ทีมีอำนาจวาสนาล้นฟ้ามันก็มี ไอ้ที่ดีไม่ดีมันแล้วแต่เราที่จะมองและได้รับทราบข้อมูลมา
เพื่อนข้าพเจ้าเคยกล่าวไว้ ว่าการเป็นทหารมันทรมานรองจากในคุก มันทรมานเพราะขัดอกขัดใจ มันทรมานเพราะมีอะไรๆก็ต้องโดนลงโทษทั้งหมดทุกๆคน หากแม้นใครคนใดเฉยชา มาสาย ไม่เป็นระเบียบ อู้ ขี้เกียจ หรือด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ หรือแม้เฉพาะเรื่องปัจเจกที่กระทำ การเหมารวมซ่อมวินัยจึงปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ว่า หมอบ คลาน วิดพื้น วิ่ง กลิ้ง มันดูเหมือนกับเป็นเรื่องสนุกสนาน แต่เมื่อโดนบ่ยอๆ มันก็ขำไม่ออกจริงๆ ไม่เชื่อเดี่ยวคุณจับได้ใบแดงคุณก็จะรู้ซึ้ง
เวลาเยี่ยมที่บอกไว้ 8.30-15.00น. ตอนนี้เวลา 14.45น.แล้วสิ ความสุขทหารหมดลงแล้ววันนี้ เหมือนดั่งหมอกร้ายที่มาปลกคลุมชีวิตอีกอาทิตย์หนึ่ง หมดเวลาเยี่ยมแล้ว เสียงนกหวีดดังขึ้น ทหารใหม่ตะโกนลั่นพร้อมกัน 5 นาทีรวมๆๆ
เราต้องกลับแล้ว ข้าพเจ้ามองหน้าเพื่อน เพื่อนทำตาใสๆเป็นประกาย พร้อมจับมืออำลาแน่น ต่างคนต่างอวยพรให้โชคดีๆ เสียงนกหวีดเรียกรวมพลดังขึ้น ทหารใหม่ทุกคนวิ่งไปรวมพล แต่ก็ช้าไป ทุกคนต้องหมอบลงกับพื้น ข้าพเจ้าทราบรสชาติมันดีว่ามันเป็นเช่นไร ทุกความเหนื่อย ความทรมานมันเริ่มประทุอีกรอบ ความเจ็บปวดทรมานจากการที่กรวดหินแหลมๆมาทิ่มตำฝ่ามือและหน้าอก แต่ด้วยรอยยิ้ม กำลังใจและการมาเยี่ยมเยี่ยนของครอบครัวมันคงช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ ช่วยปัดเป่าความทรมานที่ได้พบ ได้รับไปพลางๆก่อน
นั่นคือปัญหาหรือมันอาจจะไม่ใช่ปัญหาก็ได้ สำหรับมุมมองของใครต่อใครก็แล้วแต่ที่จะคาดคิด สิ่งที่ปรากฏมันจะบ่งบอกและให้บทเรียนอะไรแก่เราได้บ้าง มันจะบอกอะไรแก่เรา มันจะบอกอะไรแก่สังคม มันจะบอกอะไรแก่ผู้คนและโลกใบนี้
ทุกคนเกิดมาเป็นมนุษย์ ใครๆเกิดมาก็มีความเจ็บปวด ใครๆก็มีทุกข์และมีปัญหาในชีวิตด้วยกันทั้งนั้น สำหรับใครที่คิดว่าตัวเองเจ็บปวดและทนทุกข์ โปรดจงรู้ไว้ มีมากกว่านั้นที่คนอื่นประสพอยู่
แต่ทุกๆปัญหาย่อมมีทางออกและประตูของมันเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะเรียกสติและวิธีการงมหาประตูทางออกเจอหรือเปล่าเท่านั้นเอง
เราต้องการเป็นไทจากสังคม เราต้องการเป็นไทจากความวุ่นวายทั้งหลาย เราต้องการเป็นไทจากสิ่งที่เราไม่ใคร่ปรารถนา ไทหรืออิสรภาพ มิใช่ความเป็นไทยที่ไร้แก่นสารและขาดความจริงจากที่ปรากฏ เราต้องการการหลุดพ้นจากวังวนแห่งความโสมมทั้งมวลที่เราได้รับรู้ได้รับทราบในทุกวี่ทุกวัน
มันยากที่จะหลีกหนีวงโคจรแห่งความจริงและสัจจะธรรมไปได้ เรายังคงอยู่เป็นคนเดิมเสมอๆ เราอยู่ในบ้านนี้เมืองนี้ สังคมนี้ เราต้องก้มหน้าก้มตาฝืนรับโชคชะตาที่ใครไม่รู้มาบงการชีวิตเรา สังคมมากำหนดกฎเกณฑ์ชีวิต แต่มันก็ยังดีที่เรายังมีอิสรภาพที่จะคิด จะฝัน จะจินตนาการและเป็นไปในสิ่งที่เราอยากจะเป็นได้
หมดเวลาเยี่ยมแล้วสิ ทหารใหม่ทุกคนยังหมอบกลิ้งอยู่บนพื้นซีเมนต์หยาบๆ ข้าพเจ้าสตาทร์รถ พร้อมใส่หมวกกันน็อค ถึงเวลาแล้วที่ข้าพเจ้าต้องกลับไปหาโลกแห่งความจริงของข้าพเจ้า กลับไปหาอิสรภาพและความจริงของข้าพเจ้าที่รออยู่ เมื่อรถมอเตอร์ไซค์ทะยานออกไปจากค่ายทหาร ตัดผ่านสนามหญ้าเขียวชอุ่ม นกพิราบข้างท้องถนนแถบนั้นแตกฮือขึ้นฟากฟ้า ท้องฟ้าเปล่งประกาย ภาพแห่งสันติภาพ สัญลักษณ์สันติภาพได้ปรากฏขึ้นแล้ว
มันใกล้เข้ามาแล้ว มันใกล้ถึงเวลาแห่งการหมดทุกข์หมดโศกแล้ว ไม่นานแล้วเพื่อนรัก อิสรภาพมันใกล้เข้ามาแล้ว เราใกล้แล้วที่จะหมดทุกข์หมดโศก เปลี่ยนจากความทุกข์อย่างหนึ่ง ไปสู่ความทุกข์อีกอย่างหนึ่ง โดยการคั่นกลางคือความสุขเพียงเสี้ยวเวลา มันไม่ช้าไปดอก นี่ไง อิสรภาพ…
เสียงตวาดกังวานของจ่าทหารยังแว่วอยู่ หมอบ!...ลุก! หมอบ!...ลุก! หมอบ!...ลุก! เตรียมยึดพื้น 20 ยก ปฏิบัติ .
นายหัว.
24 / 6 / 55