“ความต้องการของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด” ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่จึงถูกพันธนาการด้วยพฤติกรรมการยัดเยียดจากลัทธิบริโภคนิยม สร้างคุณค่าเทียมให้เห็นว่า สมการการบริโภคกับความสุขแปลงค่าออกมามีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ
- หากบริโภค (วัตถุ)ได้มากก็จะทำให้ได้รับความสุขมากขึ้น หรือ
- หากบริโภค (วัตถุ) น้อยก็จะทำให้ได้รับความสุขน้อยลง
ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเปรียบเสมือนเป็นการวิ่งไล่กวดความทะยานอยากของตนเองที่ไม่วันสิ้นสุด ความต้องการหรือความอยากถือเป็นกิเลสที่ฟักตัวบ่มเชื้ออยู่ในจิตใจของคนเราตั้งแต่แรกเกิด มนุษย์ปุถุชนเจริญเติบโตขึ้นตามกาลเวลาฉันใด กิเลสนั้นไซร้ก็เจริญเติบโตตามติดเป็นเงาตามตัวฉันนั้น ในปัจจุบันการที่จะให้อรรถาธิบายถึงประเภทต่าง ๆ ของความต้องการทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องไม่มีที่สิ้นสุด เป็นไปในลักษณะของปลายเปิดที่พร้อมจะวิวัฒนาการต่อยอดไปเรื่อย ๆ ตามกาลเทศะ
ความต้องการทั้งหมดทั้งมวลของมนุษยชาตินั้น สาระสำคัญก็จะมาบรรจบลงที่การกระทำอันนำไปเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่ง ๓ ก. (กาม กิน เกียรติ) นั่นเอง ซึ่งทั้ง ๓ ก. นั้น เปรียบเสมือนตัวสภาวะที่เป็นหลักใหญ่ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเทศะ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเพียงแค่รูปลักษณ์หรือตัวแทนของตัวสภาวะเท่านั้น เช่น
- ในยุคสมัยหนึ่งคนนิยมการบริโภคสินค้าชนิดหนึ่งแต่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะนิยมบริโภคสินค้าอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งตัวภาวะคือ การบริโภค (กิน) ก็ยังอยู่แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ ตัวสินค้า (รูปลักษณ์หรือตัวแทน) นั่นเอง อาทิ เคยใช้ทีวีขาวดำเปลี่ยนมาเป็นทีวีสี เคยใช้รถเอเชียเปลี่ยนมาเป็นรถยุโรป เคยใช้เสื้อผ้าตามตลาดนัดเปลี่ยนมาใช้เสื้อผ้าตามห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
- ในยุคสมัยหนึ่งทัศนะเกี่ยวกับเรื่องเกียรติเปลี่ยนแปลงไป อาทิ ในสมัยหนึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคมมองว่าคนดีคือคนที่มีเกียรติ แต่เมื่อกาลผ่านไปคนส่วนใหญ่ในสังคมอาจมองว่าคนที่มีเกียรติคือคนที่ร่ำรวยและมั่งคั่ง เป็นต้น ซึ่งในกรณีดังกล่าวตัวภาวะคือเกียรติก็ยังคงเดิม แต่ที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือ รูปลักษณ์หรือตัวแทนแห่งเกียรติของในแต่ละยุคสมัยคือระหว่าง ความดีกับความร่ำรวยมั่งคั่ง นั่นเอง
ประเด็นของการทำความเข้าใจใน “ความอยากหรือความต้องการ” นั้น ขออนุญาตหยิบยกคำอธิบายของท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) จากหนังสือเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ ซึ่งท่านเจ้าคุณได้พูดถึงนัยความหมายของคำดังกล่าว เอาไว้ดังนี้ :
...ทีนี้ มาพูดกันถึงเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ในแง่ความต้องการก่อน ในแง่ความต้องการของมนุษย์นั้น อย่างน้อยเศรษฐศาสตร์ในสมัยใหม่นี้ก็มีความเข้าใจตรงกับพุทธศาสนา ที่ว่า ความต้องการของมนุษย์ไม่จำกัด มนุษย์มี unlimited wants เราบอกว่า ความต้องการของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด
ในพุทธศาสนานั้นมีพุทธภาษิตเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย เช่นว่า นตฺถิ ตณฺหาสมา นที แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี
เพราะว่าแม่น้ำนั้น บางโอกาส บางเวลามันยังมีเวลาเต็มได้ แต่ความต้องการของมนุษย์ไม่มีวันเต็ม บางแห่งบอกว่า ถึงแม้เงินตราจะตกลงมาเป็นห่าฝน ความอิ่มในกามทั้งหลายของมนุษย์ก็ไม่มี หรือบางแห่งท่านบอกว่า ถึงจะเนรมิตภูเขาให้เป็นทองทั้งลูก ก็ไม่สามารถจะทำให้คน แม้แต่คนหนึ่งคนเดียวพึงพอใจได้โดยสมบูรณ์ ไม่เต็มอิ่มของเขา
ฉะนั้น ในทางพุทธศาสนาจะมีเรื่องพูดมากมายเกี่ยวกับความต้องการที่ไม่จำกัดของมนุษย์ ในที่นี้ อาตมาภาพจะเล่านิทานให้ฟังเรื่องหนึ่ง จะยอมเสียเวลากับนิทานสักนิดหนึ่ง ความจริงนิทานนี้มิใช่เอามาเล่าเฉย ๆ มันมีนัยความหมายแฝงอยู่ ก็เอามาเล่าดูซิว่า มันมีความหมายแฝงว่าอย่างไร ท่านเล่าไว้ในชาดกเรื่องหนึ่งว่า
ในอดีตกาลเรียกว่าปฐมกัปทีเดียว มีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่ง พระนามว่าพระเจ้ามันธาตุ (พอดีชื่อมาใกล้กับนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญของอังกฤษคนหนึ่งที่ชื่อว่ามัลธัส – Malthus) พระเจ้ามันธาตุนี้เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่มาก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
พระเจ้าจักรพรรดิมันธาตุก็ปรากฏเป็นเรื่องราวในนิทานว่า มีอายุยืนนานเหลือเกิน มีรัตนะ ๗ ประการ ตามแบบแผนของพระเจ้าจักรพรรดิทั้งหลาย แล้วก็มีฤทธิ์ ๔ ประการ ซึ่งท่านรู้กันจึงไม่ได้บอกไว้ว่าฤทธิ์อะไรบ้าง รวมความว่าเป็นบุคคลที่เรียกว่าอัจฉริยะมนุษย์ ไม่มีใครเหมือน มีอะไรพรั่งพร้อมสมบูรณ์ทุกอย่าง
พระเจ้ามันธาตุนี้มีอายุยืนยาวมากได้เป็นเจ้าชายอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี แล้วก็ได้เป็นพระอุปราชอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ครองราชย์สมบัติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิมาอีก ๘๔,๐๐๐ ปี
พอล่วงมา ๘๔,๐๐๐ ปี แล้ว วันหนึ่งพระเจ้ามันธาตุก็แสดงอาการเบื่อหน่ายให้ปรากฏว่า ทรัพย์สมบัติที่มีมากมายนี้พระองค์ไม่เพียงพอเสียแล้ว เมื่อพระองค์แสดงอาการให้ปรากฏแล้ว ข้าราชบริพารทั้งหลายก็ทูลถามว่า พระองค์เป็นอย่างไรมีอาการอย่างนี้ ไม่สบายพระทัยอะไร พระองค์ก็ตรัสว่า แหม ! ความสุขสมบูรณ์หรือสมบัติที่นี่มันน้อยไป ข้าราชบริพารก็กราบทูลว่า ก็สวรรค์ซิพระเจ้าข้า
พระเจ้ามันธาตุนี้เป็นจักรพรรดิและมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่มากที่ว่า ๔ ประการนั้น และมีจักรรัตนะ เมื่อเขาบอกว่าสวรรค์ดีกว่า ก็ทรงใช้จักรรัตนะ (จักรรัตนะก็คือ วงล้อของพระเจ้าจักรพรรดิ) พาให้พระองค์ขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช มหาราชทั้ง ๔ พระองค์ก็ออกมาต้อนรับ ทูลถามว่า พระองค์มีความต้องการอย่างไร เมื่อรู้ความประสงค์แล้วก็เชิญเสด็จให้เข้าครองราชย์สมบัติในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชทั้งหมด
พระเจ้ามันธาตุนี้ครองราชย์สมบัติอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชเป็นเวลายาวนานมาก จนกระทั่งต่อมาวันหนึ่งก็แสดงอาการเบื่อหน่ายให้ปรากฏอีก แสดงว่าไม่พอเสียแล้ว สมบัติในชั้นนี้ไม่มีความสุขเพียงพอ ข้าราชบริพารก็ทูลถาม พระองค์ก็บอกให้ทราบและตรัสถามว่า มีที่ไหนดีกว่านี้อีกไหม? ข้าราชบริพารก็ทูลตอบว่า มีซิพะยะค่ะ ก็สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไงล่ะ
พระเจ้ามันธาตุก็เลยอาศัยจักรรัตนะหรือวงล้อของพระเจ้าจักรพรรดินั้นขึ้นไปอีกถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นพระอินทร์ครอบครอง พระอินทร์ก็ออกมาต้อนรับเชิญเสด็จ แล้วก็แบ่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ให้ครอบครองครึ่งหนึ่ง
พระเจ้ามันธาตุครอบครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ร่วมกับพระอินทร์คนละครึ่ง ต่อมาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งพระอินทร์องค์นั้นหมดอายุสิ้นไป พระอินทร์องค์ใหม่ก็เกิดมาแทน ครองราชย์ไปก็สิ้นอายุอีก พระอินทร์ครอบครองราชย์สมบัติสิ้นอายุไปอย่างนี้ ๓๖ องค์ พระเจ้ามันธาตุก็ยังครองราชย์อยู่ในสวรรค์
มาถึงตอนนี้พระเจ้ามันธาตุชักไม่พอใจ เอ! สวรรค์ครึ่งเดียวนี่มันน้อยเกินไป เราน่าจะครองสวรรค์ทั้งหมด ก็เลยคิดจะฆ่าพระอินทร์เสียเลย แต่มนุษย์นั้นฆ่าพระอินทร์ไม่ได้ เพราะมนุษย์ฆ่าเทวดาไม่สำเร็จ เมื่อความอยากนี้ไม่ได้รับการตอบสนอง ความอยากหรือตัณหาของพระเจ้ามันธาตุนั้น ท่านบอกว่ามีรากเน่า ตัณหามีรากเสียเสียแล้ว ไม่ได้สมประสงค์ ไม่ได้ความพึงพอใจ พระเจ้ามันธาตุก็เลยแก่ แก่แล้วก็เลยตาย ตกจากสวรรค์ หล่นตุ้บลงมาในสวน ท่านบอกว่าอย่างนั้น
เป็นอันว่าพระเจ้ามันธาตุก็ตกจากสวรรค์หล่นลงมาในสวน คนสวนมาพบเข้าก็เลยไปกราบทูลพระญาติวงศ์ทั้งหลายมากันพร้อมหน้า แล้วก็ทำพระแท่นที่ประทับบรรทมให้ พระเจ้ามันธาตุก็เลยสวรรคตในสวนนั้นเอง แต่ก่อนจะสวรรคต พระญาติวงศ์ก็ถามว่า พระองค์มีพระราชดำริอะไรจะฝากฝังสั่งเสียไหม
พระเจ้ามันธาตุก็ประกาศความยิ่งใหญ่ว่า เรานี่นะเป็นจักรพรรดิยิ่งใหญ่ ได้ครองราชย์สมบัติในมนุษย์เท่านั้น ได้ขึ้นไปครองสวรรค์ชั้นจตุมหาราชาเท่านั้น และได้ไปครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อีกครั้งหนึ่งเป็นเวลาเท่านั้น แต่ยังได้ไม่เต็มตามต้องการก็ตายเสียแล้ว ก็เลยจบ...
ซึ่งในปัจจุบันจะสังเกตได้ว่า ความต้องการ (กิเลส) ที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์เป็นแรงขับที่สำคัญนำไปสู่การแสวงหาเงินทุกรูปแบบ เพื่อสร้างอำนาจซื้อให้กับตัวเอง โดยเฉพาะวัยรุ่นในปัจจุบันที่ถูกกิเลสยั่วยุทำให้เกิดความต้องการในสินค้าและบริการต่าง ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถึงขนาดยอมเดินในทางที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน เช่น การขโมย การจี้ การปล้น การขายตัว เป็นต้น
เมื่อประมาณปลายปี ๒๕๕๓ มีข่าวเกี่ยวกับเด็กสามคนที่สร้างความหดหู่และรู้สึกสังเวชใจให้กับคนส่วนใหญ่ทั่วไปในสังคมเมื่อตำรวจจังหวัดพิษณุโลกได้ทำการจับกุมเด็กจำนวน ๓ คนที่ได้เข้าไปขโมยเงินในตู้บริจาคของวัดแห่งหนึ่ง แต่ที่ทำให้อึ้งและถึงกับตกใจก็คือเด็กทั้งหมดมีอายุระหว่าง ๕ – ๑๐ ปี! โดยที่เด็กสารภาพว่าต้องการนำเงินไปเล่นเกมตามร้านอินเตอร์เน็ต!
อีกกรณีที่มีข่าวตามสื่อต่าง ๆ ให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ก็คือ นักศึกษาทั้งชายและหญิงบางคนยอมขายตัวเพื่อหาเงินไปใช้หนี้พนันฟุตบอล หรือนำเงินไปใช้จ่ายในทางที่ฟุ่มเฟือย และรวมถึงกรณีล่าสุดที่มีข่าวว่านักศึกษาสาวรายหนึ่งต้องขายตัวเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ที่ติดจากการเล่นพนันใน บ่อนออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ต! ที่กำลังแพร่ระบาดในหมู่วัยรุ่นทั่วไปในขณะนี้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการปล่อยให้ “ความต้องการ” ที่ไม่รู้จักพอมามีอำนาจลากจูงให้ถลำเข้าไปในเส้นทางแห่งอบายที่มีความหายนะเป็นเดิมพัน
ในปัจจุบันแรงขับจากการบังคับ บีบคั้นของ “ความต้องการ” ที่มุ่งเน้นทางด้านการแสวงหาสินค้าและบริการมาบำรุงบำเรอปรนเปรอ (คุณค่าเทียม) ให้ได้มากที่สุด ได้ฉุดรั้งให้มนุษย์หลงเข้าไปในกับดักแห่งการบริโภคนิยม โดยการแปลงค่าความสัมพันธ์ทางสมการของความต้องการ (การบริโภค) กับความสุขที่ผูกติดไปในทิศทางเดียวกัน นัยคือ หากบริโภคสินค้าตามความต้องการ (ที่มีไม่สิ้นสุด) ได้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้ได้รับความสุขรื่นเริงบันเทิงใจมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อมนุษย์ติดกับดักและติดใจในการเสพติดดังกล่าวจึงพยายามปลุกเร้าสร้างคุณค่า (เทียม) ทางสินค้าว่า สินค้าที่บริโภคตามความต้องการนั้นล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต กลับกลายเป็นว่ามองคุณค่าของความจำเป็นในการเสพติดสินค้า โดยถูกกำหนดจากค่าของความต้องการ (ที่มีไม่สิ้นสุด) หรือเป็นไปในลักษณะที่ว่า “สิ่งไหนที่ต้องการ สิ่งนั้นก็คือความจำเป็น แต่สิ่งไหนที่จำเป็น (ตามจริง) อาจไม่ใช่ในสิ่งที่ต้องการ”
ในแง่ของการบริหารจัดการความต้องการให้มีความพอเหมาะหรือพอเพียงนั้นพระพรหมคุณภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ปราชญ์แห่งพุทธธรรม ได้มองเศรษฐกิจพอเพียงในแง่วัตถุวิสัยและจิตวิสัย ดังนี้
“ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง อาจมองได้เป็น ๒ ด้าน คือ มองอย่างวัตถุวิสัยและมองแบบจิตวิสัย
๑. มองอย่างวัตถุวิสัย มองภายนอก คือ ต้องมีกินมีใช้ มีปัจจัยสี่เพียงพอ ที่เราพูดว่าพอสมควรกับอัตภาพ ซึ่งใกล้เคียงกับคำว่าพึ่งตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ
๒. ส่วนความหมายด้านจิตวิสัยหรือด้านจิตใจภายใน คือ คนจะมีความรู้สึกเพียงพอไม่เท่ากัน บางคนมีเป็นล้านก็ไม่พอ บางคนมีนิดเดียวก็พอ เป็นการเพียงพอทางจิต"
ความอยากหรือความต้องการของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุดตราบเท่าอายุขัย วันนี้อยากได้สิ่งนี้ วันต่อไปอยากได้สิ่งนั้น เป็นวัฏจักรหมุนเวียนอยู่ในวังวนแห่งความอยากนี้ ถึงแม้ว่าความอยากจะเป็นเรื่องที่ยากแก่การควบคุมของมนุษย์ปุถุชน แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ เราต้องรู้เท่าทันในกิเลสเพื่อนำพาไปสู่การบริหารจัดการความอยากให้อยู่ในระดับที่พอประมาณ สมเหตุสมผล และสมดุลกับชีวิตของตัวเองเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภูมิคุ้มกันของตนเองให้สามารถที่จะก้าวข้ามพ้นผ่านซึ่งกับดักแห่ง “ลัทธิบริโภคนิยม” ที่เชี่ยวกรากในฐานะที่แสดงเป็นตัวเด่นชัดเจนอยู่ในภาวะปัจจุบันนี้ โดยการบริหารจัดการกระบวนการทางความคิดให้ผลิตความพอเพียงด้านจิตวิสัยเพื่อจะได้ส่งผ่านไปบริหารจัดการเป็นความมีเพียงพอในวัตถุวิสัยต่อไปในเบื้องปลายท้ายสุด
“รู้จักพอเพียงทางจิตวิสัยเพื่อจะได้รู้สึกเพียงพอในวัตถุวิสัย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการปีนป่ายขั้นบันไดแห่งความสุขของการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง”