พระพุทธเจ้าท่านได้สร้างบารมีสร้างความดีจนได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกุลบุตรลูกหลานได้ออกบวชตามได้บรรลุธรรมกันมากมาย ภัยอันตรายของผู้ที่เกิดมา ทุก ๆ คนก็ได้แก่การเวียนว่ายตายเกิด “สัตว์โลกทั้งหลายไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ เปรียบเสมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ”

กลางคืนเดือนมืด ฝนตก แมลงเม่ามันออก มันเห็นแสงไฟสว่างไสว
มันเลยบินไปหา แสงสว่างไสว เพราะว่าแสงสว่างมันมีอำนาจ
เปรียบเสมือนแม่เหล็กใหญ่ที่มันดูดเศษเหล็กเล็ก ๆ
เข้าไปหาฉันใดก็ฉันนั้น แมลงเม่าก็เช่นเดียวกัน
ชีวิตของคนเราก็เหมือนกัน...
ชีวิตที่เกิดมายากที่จะเข้มแข็งต้านทานสิ่งต่าง ๆ
ไม่ว่าความทุกข์ไม่ว่าความสุข มันมีอำนาจมีพลัง
ถ้าไม่ได้อาศัยพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ชีวิตนั้นก็ไม่ปลอดภัย
สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมันมีทั้งคุณและโทษ...
ชีวิตของคนเราผู้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร
การใช้ชีวิตพระพุทธเจ้าท่านให้เรา
“ใช้ชีวิตด้วยปัญญา” ท่านไม่ให้เราเห็นแก่ปากแก่ท้อง
เห็นแก่ความสุขสะดวกสบาย ตั้งอยู่ในความประมาท
คนเรานี้ส่วนใหญ่ไม่รู้จักนะ ทำตามความอยากไม่ได้ทำตามความถูกต้อง
ไม่มีสมาธิ ไม่มีความอดความทน “ปัญหาที่มันไม่มีมันก็เลยมี
ปัญหาที่มันมีแล้วมันก็ยิ่งใหญ่”

การทำตามใจตัวเองทำตามความอยากเป็นการสร้างภพสร้างชาติ...
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราทำตามใจตัวเอง ท่านให้ทำตามศีลตามธรรม ได้แก่
ทางสายกลางเป็นหนทางอันประเสริฐ เอาศีลทั้ง ๕ ข้อเป็นที่ตั้ง
เราอยู่ที่ไหน เราก็ต้องรักษา ศีล ๕ เพราะศีล ๕
จะช่วยเราพ้นภัยอันตราย
การรักษาศีล ๕ ก็ได้แก่ ความตั้งใจ ตั้งใจเจตนาที่จะรักษา...
มันดูง่าย ๆ ถ้าใจของเรามันมีหลบหลีกแก้ตัว ความอยากมันครอบงำเพราะกิเลสมันเก่ง เล่ห์เหลี่ยมมันเยอะ มันมีวิธีเยอะ ถ้าเรามีจิตใจที่บริสุทธิ์เราจะรู้เลยว่าเรากำลังจะคิดไม่ดี เจตนาอย่างนี้ก็เรียกว่า “มันผิดศีล”
เราจะทำเองหรือให้ผู้อื่นทำมันก็ผิดศีลเหมือนกันนั่นแหละ...
ถ้าเราไม่มีเจตนามีความตั้งใจ เช่น เราเดินไปเหยียบมดเหยียบแมลง
เราก็ไม่เป็นบาป ไม่ผิดศีล

เราอยู่ที่ไหนเราต้องรักษาศีล...
ชีวิตของเราทุกคนต้องทำงาน เพราะเรามีร่างกายเป็นภาระที่ต้องเลี้ยงดู
ถ้าเราไม่ทำงานเราก็อยู่ไม่ได้ อย่างน้อยก็เป็นปัจจัยทั้ง ๔
ปัจจัยทั้ง ๔ ที่สำคัญมีอะไรบ้าง...?
ปัจจัยทั้ง ๔ ก็ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้าอาภรณ์
บ้านที่อยู่อาศัย ตลอดถึงยานพาหนะต่าง ๆ
สิ่งเหล่านี้เราจำเป็นจะต้องมีเพื่อเอาไว้ดำรงธาตุดำรงขันธ์
ชีวิตของคนเราถึงจะมีปัจจัยทั้ง ๔ เขาก็อยู่ได้ไม่เกินร้อยปี
ส่วนใหญ่ร่างกายของเรา ที่เราเลี้ยงดู ถือว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐ
เป็นโอกาสให้เราได้สร้างความดีสร้างบารมี
ผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ถือว่าเป็นผู้ที่ประเสริฐเป็นภพภูมิที่เหมาะสมในการปฏิบัติธรรม
ตรัสรู้ธรรม
ศีล ๕ นี้เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุก ๆ คนนะไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนทำอะไร
มีปัญหาถามว่า เมื่อเรามีความจำเป็นในการทำงาน ทำอย่างไรถึงจะมีความสุข...?
การทำงานเป็นสิ่งที่จำเป็น
เราจะไปปฏิเสธการงานไม่ได้
พระพุทธเจ้าท่านให้เรามีความพอใจในการทำงาน มีความสุขในการทำงาน
ถ้าเราไม่พอใจในการทำงานเราจะบาปมีความทุกข์
การทำงานที่มีความสุขมันเป็นสิ่งที่ดี
ได้ทั้งงานได้ทั้งการฝึกใจของเราให้มีสติ
ให้ใจของเราอยู่กับเนื้อกับตัว กับการทำงาน
ความสุขของคนมันอยู่ที่ความสงบความพอใจ ถ้ามันสงบ
มันก็ไม่มีความทุกข์

การทำงานคือการเสียสละ
คือการละความขี้เกียจขี้คร้านความเห็นแก่ตัว
คนเรานี้มันไม่อยากทำงานนะ ที่มันทำก็เพราะความจำเป็น
เพราะว่ามีร่างกาย มีธาตุมีขันธ์
พระพุทธเจ้าท่านสอนเราให้เป็นคนเสียสละ อย่าทำไปด้วยความจำยอม
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านเมตตาสอนเรื่องความเสียสละ
ครั้งแรกท่านสอนเรื่องให้ทาน ก็แปลว่า “เสียสละ”
มนุษย์เราที่เกิดมาเพราะความเห็นแก่ตัว มันทำตามใจตัวเอง มันไม่หยุดตัวเอง มันไม่เบรคตัวเอง เอาตนเป็นใหญ่ เอาตนเป็นที่ตั้ง มันมีแต่จะเอาอย่างเดียว แม้แต่รักษาศีลมันก็ยังถามเลยว่ารักษาศีลจะได้อะไร ฟังธรรมจะได้อะไร นั่งสมาธิจะได้ไร ทำอย่างนั้นอย่างนี้จะได้อะไร...?คนเรามันมีแต่จะเอานะ...!
การทำงานถึงเป็นการเสียสละ
มีความสุขในการเสียสละ
อานิสงส์ของการเสียสละมันมีมากมายนะ... เรามีโภคทรัพย์ ข้าวของเงินทอง
ปัจจัย ๔ ต่าง ๆ จิตใจของเราตั้งอยู่ในมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ
ได้สิ่งต่าง ๆ มาเราก็ไม่หลง ไม่ติดในสิ่งนั้น ๆ
จิตใจของเราก็จะดำเนินไปสู่มรรคผลนิพพาน
การทำงานคือการสร้างความดีคือการสร้างบารมี...

ทุกท่านทุกคนต้องทำงาน ถ้าไม่ทำงาน “ไม่ได้...!”
ให้ทุก ๆ คนดูว่าการทำงานปราศจากโทษไหม...?
อย่างเราเป็นแอร์โฮสเตส แอร์เครื่องบิน
เรามีหน้าที่อำนวยความสุขความสบาย
ให้แก่ผู้โดยสารที่เขาเดินทางไกล
บางคนนะ เขาชอบดื่มเหล้าดื่มเบียร์ดื่มไวน์
เราต้องนำเบียร์นำไวน์ไปเสริฟไปบริการ
เราไม่เจตนาที่จะทำอย่างนั้นปฏิบัติอย่างนั้น เราทำไปตามหน้าที่
ถือว่าเราไม่มีเจตนา ไม่เป็นบาปเพราะของนั้นมันสำเร็จรูปมาแล้ว
เราเป็นลูกน้องเขาเราทำไปตามหน้าที่อย่างนี้ ก็ถือว่าไม่เป็นบาป
ถ้าเราเป็นร้านอาหารอย่างนี้นะ
เราไปเอาสัตว์ที่มันตายแล้วมาปรุงเป็นอาหารก็ไม่บาป
แต่ถ้าเราไปสั่งเขาว่าทำไก่ให้กี่ตัวหมูกี่ตัว อย่างนั้นมันเป็นบาป
เพราะเราสั่งพิเศษ เช่นตรุษจีน ถ้าเราไปซื้อเขากี่ตัวก็ได้
เพราะเขามีอยู่ก่อนที่มันตายอยู่แล้ว
พระพุทธเจ้าท่านตรัสในองค์ศีลว่าไม่มีเจตนาไม่ตั้งใจไม่เป็นบาป
และก็เราไม่รู้ไม่เห็น ที่เขาฆ่า และเราก็ไม่สงสัยว่าเขาฆ่าเพื่อเรา
มีจิตใจที่บริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องในเรื่องการฆ่า
เราไปซื้อของที่มันตายแล้ว
แต่ของมันตายแล้วมันตายหลายวันมันก็ไม่อร่อยเหมือนของสด ๆ
อร่อยหรือไม่อร่อยเขาก็ต้องรับประทาน อย่างนี้ถือว่าไม่บาป
ถ้าเราขายอาหารถ้าเขามาสั่งเราว่า เอากุ้งสด ๆ ปลาสด ๆ
ที่ยังไม่ตายว่านี่ตัวนี้ อย่างนี้มันบาป
“บาปทั้งคนทำทั้งคนสั่ง...”
การขายเหล้าขายเบียร์ ทำไมถึงเป็นบาป เพราะว่าเราตั้งใจที่จะร่ำจะรวย
ไม่คำนึงถึงความเสียหายของคนอื่น เราเป็นต้นเหตุต้นตอ
เราเป็นเจ้าของมันต่างกับคนที่เสริฟเหล้า เสริฟเบียร์บนเครื่องบิน
คนเสริฟเหล้าเสริฟเบียร์เขาไม่มีเจตนา ไม่ใช่เจ้าของ เขาทำไป
ตามหน้าที่เฉย ๆ เราเป็นเจ้าของร้าน
เราซื้อเหล้าซื้อเบียร์มาขายมันผิดเต็ม ๆ เรามีเจตนา
รู้ว่ามันไม่ดียังทำ ถ้าเราไม่เอามาขายเขาก็ไม่ได้ไปซื้อมาดื่ม

แม่ค้าขายปลาขายไก่ขายหมูในตลาดมันบาปไหม...?
ถ้าปลามันตายแล้วเราซื้อมาขายมันก็ไม่บาป แต่ถ้าปลาเป็นมันบาป
ถ้าเราขายหมูขายไก่ ถ้าเราไปสั่งว่า เอาหมูเอาไก่ ๑๐๐
ตัวอย่างนี้มันบาป ถ้าเราไม่สั่งเขา เขาก็ไม่ทำให้เรา
อาชีพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของสัตว์อื่นต้องระวังให้ดี
ต้องพิจารณาให้ดีว่าอันไหน มันเป็นบาปไม่เป็นบาป อาชีพที่ขายหมู
ขายไก่มันยากอยู่นะที่เราจะไม่ได้สั่งเขาน่ะ

เราจะทำอาชีพอะไรให้เราเอาชีพนั้นไปช่วยเหลือคนอื่นเกื้อกูลสัตว์อื่นนะ
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเอาเปรียบเขา ให้เราช่วยเหลือเขา
เพราะทุกคนต้องการ ความเมตตา
เราเป็นคนค้าคนขาย เราเป็นคนกลางซื้อมาขายไป
เราซื้อของคนที่ผลิตเราก็ให้ราคาเขาอยู่ได้
เราขายให้คนผู้บริโภคเราก็อย่าไปขายแพง เพราะทุกคนมันยากจนอยู่แล้ว
เขาถึงซื้อ
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราทำอาชีพบนหลังคนยากคนจน...
บางทีเราก็คิดว่า เอ่...!
เราขายของถูก ๆ
เราจะมันจะอยู่ได้อย่างไร...?
ขายของถูกน่ะรวย ขายของถูก ๆ
อยู่ได้เพราะวันหนึ่งคนเขาจะมาซื้อของเราเยอะ เพราะเราขายราคาถูก
ชื่อเสียงกิตติคุณของเรามันก็หอมฟุ้งไปไกล ใหม่ ๆ คนไม่รู้จัก
มันก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่นาน ๆ ไปมันดีนะ ขายถูกขายได้มาก
มันก็ได้เงินมากเอง มันก็ยังดีกว่าคนที่ขายแพงไม่ค่อยได้ขาย
เราเกิดมาในโลกนี้เราต้องบำเพ็ญความดีบำเพ็ญคุณธรรม
เราอยู่ในโลกนี้มันมีสิ่งที่ยั่วยวนกวนใจกวนกิเลสเยอะนะ
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเห็นกงจักรเป็นดอกบัว
ให้เรามีสติจะได้ไม่เสียใจในชีวิต “เราอย่าทำตามความอยาก
ทำตามความหลง”

พระพุทธเจ้าท่านสอนเราให้เป็นคนหนักแน่นทั้งไม่หวั่นไหว
อย่าไปทำเหมือนบุรุษคนหนึ่ง แบกไหน้ำผึ้งข้ามทะเลทราย
แต่ในน้ำผึ้งมันมียาพิษ เดินไปทั้งหนักทั้งเหนื่อย ถ้าบุรุษนั้น
ไม่เข้มแข็ง บุรุษผู้นั้นก็แบกไหน้ำผึ้งข้ามทะเลทรายไปไม่ได้
ถ้าเขาอ่อนแอก็ดื่มน้ำผึ้งที่เขาแบกไป
สุดท้ายเขาก็ต้องถึงแก่ความตายเพราะความอยาก
“เราก็ต้องตายเหมือนกันนะ ตายจากความดี
เพราะทนต่อรูปต่อเสียงต่อธรรมารมณ์ไม่ได้”
การท่องเที่ยวในวัฏฏะสงสาร พระพุทธเจ้าให้เราหนักแน่นเข้มแข็ง
อย่าไปสร้างบาป สร้างกรรมให้กับตัวเอง
ต้องอดต้องทนเหมือนบุรุษแบกไหน้ำผึ้งข้ามทะเลทราย
ชีวิตของคนทุก ๆ คนต้องไปทำงานอยู่ในบ้านอยู่ในสังคม
ต้องเอาชีวิตนี้ไปประพฤติ ปฏิบัติธรรม
ต้องเอาชนะจิตใจของตัวเองให้ได้
หวังว่าทุกท่านคน
น้อมนำธรรมะของพระพุทธเจ้าไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
ทุกท่านทุกคนเทอญ...

พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
เช้าวันศุกร์ที่ ๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๕