มิตรภาพที่รวดเร็วของชาวอินเดียใต้
ชาวอินเดียใต้ที่ผู้เขียนพูดถึงนี้ได้แก่ชาวทมิฬ นาฑู และชาวเกรลาที่ผู้เขียนพอจะมีประสบการณ์นำมาเล่าได้บ้าง ชาวอินเดียใต้ที่มีผิวคล้ำๆ หนวดเคราดับขลำ แถมชายชาวทมิฬ นาฑูจะนุ่งผ้าโธตีที่ดูคล้ายโสร่งของชายอิสลาม แต่ไม่เย็บติดกันเป็นถุง เพียงแต่พันกายคล้ายผ้าขาวม้าแต่ยาวถึงข้อเท้า ข้างในสวมกางเกงขาสั้น ช่วงที่ผู้เขียนพานักศึกษาไปออกภาคสนามเป็นฤดูร้อนจัดทั้งของเมืองไทยและของอินเดีย ดังนั้นภาพที่เห็นคือชายชาวทมิฬ นาฑูมักตลบชายโธตีขึ้นมายัดไว้ที่ขอบเอว หรือมัดไว้ด้านหน้า คล้ายนุ่งกระโปรงทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน และช่วยให้ไม่ร้อนนัก นอกจากนี้ ในพิธี เช่นงานแต่งงาน ชายวรรณะพราหมณ์ที่เข้าร่วมพิธีแต่งงานรวมทั้งเจ้าบ่าวจะไม่สวมเสื้อเลย หากเราถือว่าการใส่เสื้อคือความสุภาพก็จะใช้ไม่ได้กับวัฒนธรรมทมิฬ นาฑูที่มีความเรียบง่าย เป็นตัวของตัวเองที่ยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมของตนอย่างเหนียวแน่น มั่นใจในตนเอง ภาคภูมิใจ และสอดคล้องกับภูมิอากาศแบบร้อนชื้น (คล้ายเมืองไทย)
ชาวอินเดียใต้อยู่ในภูมิอากาศค่อนข้างเสถียร ไม่หนาวหรือร้อนสุดโต่งแบบทางภาคเหนือของอินเดีย ผู้คนจึงมีวิถีชีวิตที่มั่นคง กลมกลืนไปกับธรรมชาติ และมีอัธยาศัยไมตรีอันดี เบื้องหลังของใบหน้าที่คมเข้มของผู้คน แฝงไปด้วยน้ำใสไมตรีจิตที่หยิบยื่นให้กับคนต่างชาติอย่างง่ายดาย พวกเราหน้าหมวยตี๋เดินไปไหนก็มีคนทักทาย ยิ่งถ้าเราเป็นฝ่ายเริ่มต้นการทักทาย การสนทนาก่อนมิตรภาพจะตามมาอย่างรวดเร็ว
เย็นวันหนึ่ง พวกเราเดินเลาะรั้วมหาวิทยาลัยเกรลาที่มีอาคารเก่าแก่สมัยอาณานิคมอังกฤษที่ได้รับการทาสีสวยงาม แดงเข้มสลับขาว จึงชวนกันเข้าไปดูเพื่อจะถ่ายรูปด้วย ในสนามมีนักศึกษาเล่นคริกเก็ตกันอยู่ มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากตึกเราก็เข้าไปสวัสดีทักทาย และชมว่าตึกสวย เขาถามว่ามาจากไหน พวกเราบอกมาจากกรุงเทพฯ ไทยแลนด์ และบอกรายละเอียดว่ามาจากมหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อมาฝึกออกภาคสนามที่นี่ ผู้เขียนก็ถามท่านว่าเป็นอาจารย์ที่นี่หรือเพราะเห็นหอบเอกสารเหมือนข้อสอบ ท่านบอกว่าใช่ ท่านก็อธิบายเรื่องตึกให้ฟังทำให้เราได้ความรู้ว่าตึกที่เห็นอายุมากกว่าร้อยปีเป็นทรงวิคตอเรีย อุปกรณ์เช่นเหล็กดัดที่ระเบียงก็นำเข้ามาจากอังกฤษในยุนั้น ยังคงสภาพดี สวยงาม จากนั้นเราก็ลาท่าน และเดินดูต่ออีกเล็กน้อยก็เดินกลับออกมาภายนอก มาพบอาจารย์ท่านนี้ที่ริมถนนที่ท่านจอดรถอยู่ ท่านชวนพวกเราไปทานน้ำชาที่ร้านใกล้ๆ พวกเราก็อึกอักเล็กน้อย บอกรบกวนไม่ดีกว่า ท่านบอกว่าไม่เป็นไรเพราะท่านมีเวลา เมื่อเห็นมิตรภาพและน้ำใจของท่านเราจึงไม่อยากปฏิเสธ ตามท่านไปในร้าน ท่านก็ให้พวกเราสั่งเครื่องดื่ม ไอศครีมกัน ท่านทานกะรัมจาย (ชานมร้อน) ถ้วยเดียว แต่ก็ทำให้อาจารย์ไทยและอาจารย์อินเดียได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในช่วงเวลาจำกัดนั้น และเชิญชวนว่าหากมีโอกาสไปเมืองไทยก็ขอให้บอก ดูท่านก็อยากมีมิตรต่างแดนด้วย พวกเรามีของที่ระลึกเล็กน้อยก็มอบให้ท่านเป็นการขอบคุณ และลาจากมา
พวกเราประทับใจในมิตรภาพที่เกิดขึ้นปานสายฟ้า จะเห็นว่าชาวเกรลาจะเป็นเช่นนี้ หน้าตาใจดี ยิ้มแย้ม (โชว์ฟันสวยขาวตัดกับผิวคมเข้ม) กับคนต่างชาติ เพราะฉะนั้น มิตรภาพแบบใจต่อใจที่จะมอบให้กันระหว่างคนต่างวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ยาก ขอเพียงแต่เราเปิดใจให้เขาก่อน ทักทายเขาก่อน เราก็จะได้เพื่อนใหม่ตามมา ในวันนี้อาจจะยังไม่ได้ทำอะไร ต่อไปในวันข้างหน้า ใครจะรู้ว่าเพื่อนใหม่ๆ เหล่านี้อาจจะเป็นเครือข่ายที่สามารถช่วยกันและกันเพื่อให้งานบางอย่างบรรลุผลสำเร็จก็ได้
- ชาวเกรลา...หน้าตาใจดี ... ยิ้มแย้ม
- ขอบคุณบทความดีๆ นี้นะคะ