ความที่ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้าน anatomy หรือ pathology เป็นเพียงคนทำแล็บด้านการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอคนหนึ่ง เมื่อเจอกรณีที่เขาส่งชิ้นเนื้อจากการทำแท้ง เพื่อตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ว่าเด็กนี้เป็นลูกของใคร ผมก็มักจะมืนตึ๊บ ว่าจะเก็บชิ้นเนื้อตรงไหนดี แล้วชิ้นเนื้อแบบไหน เป็นของลูก หรือชิ้นเนื้อตรงไหนเป็นของแม่ พอได้ทำสักพัก ก็เริ่มจะจับจุดได้ว่า เราควรเก็บตัวอย่างตรวจตรงไหนดี ก็เลยถือเป็นโอกาสดีที่จะได้มาเล่าสู่กันฟังครับ

     ถ้าชิ้นเนื้อที่ส่งตรวจมา เป็นตัวเด็ก อย่างนี้ค่อนข้างง่ายครับ เพราะไม่ว่าจะตัดชิ้นเนื้อส่วนใดมา ก็ยังเป็นของเด็กอยู่

     แต่สำหรับที่นี่ เราไม่ค่อยสบายใจครับที่จะตัดชิ้นเนื้อตรงส่วนที่เป็นอวัยวะของน้องเขา ผมไม่ค่อยอยากจะนอนหลับและฝันเห็น มีเด็กมาบอกว่า เอามือของหนูคืนมา หรือเอาขาของหนูคือมาเถอะนะ หนูเดินไม่ได้..... ที่นี่เราเลือกที่จะตัดชิ้นเนื้อบริเวณสายสะดือของตัวเด็กครับ

     เอาชิ้นเนื้อมาเพียงสักหัวไม้ขีด แค่นี้ก็เรียกว่าเยอะมากแล้วครับ แล้วเอาไปสกัดดีเอ็นเอ ซึ่งวิธีการสกัดดีเอ็นเอมีได้หลากหลายครับ ตั้งแต่ถูกไปจนแพง สำหรับชิ้นเนื้อสดๆ อย่างนี้ ใช้ Chelex สกัดก็ได้ครับ ชิ้นเนื้อนี้สกัดด้วยวิธี chelex วัดปริมาณดีเอ็นเอได้ 240 ng/ul เวลาเอาไปทำ STR ด้วยชุดน้ำยา Identifiler ก็เจือจางประมาณ 100 เท่า

     อันนี้เป็น case เดียวกัน นอกจากตัวเด็กแล้ว เขายังส่งชิ้นเนื้อที่ได้จาการทำแท้งทั้งหมดมาด้วย อย่าถามผมเลยครับว่าเขาเรียกว่าอะไรบ้าง ผมตอบไม่ถูกหรอกครับ ลองเอาชิ้นเนื้อมาใส่ถาด แล้วคลี่ดู ก็ได้หน้าตาแบบนี้ครับ

     ถ้าถามว่า ตรงส่วนไหนเป็นของเด็ก ตรงส่วนไหนเป็นของแม่ ผมพอจะมีข้อสังเกตุครับ คือชิ้นเนื้อตรงส่วนที่มันยุ่ยๆ อย่างภาพข้างล่างนี้ เป็นของลูกครับ

     ส่วนชิ้นเนื้อตรงอื่น ที่ไม่ได้มีลักษณะยุ่ยๆ เป็นของแม่ครับ

     ผมก็ใช้ข้อสังเกตุนี้แหละครับในการเลือกชิ้นเนื้อจากการทำแท้งมาตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ  อย่างตัวอย่างข้างต้น ถือว่าค่อนข้างง่ายครับ เพราะหมอเขาทำแท้งได้อย่างสมบูรณ์ วันหลังผมจะเอาตัวอย่างที่เขาขูดมดลูกมาให้ดูครับ แล้วจะเห็นว่าการเลือกชิ้นเนื้อจากการทำแท้งมาตรวจ ว่าชิ้นไหนเป็นของลูก ชิ้นไหนเป็นของแม่ ก็ทำให้หืดขึ้นคอได้ครับ