เรา"ไหว้ครู"ทำไม ? เพราะ...ครูเป็นคนดี หรือ เพราะครูทำกรรมดี

ไหว้ครู

 

เปิดภาคเรียนปีการศึกษาใหม่แล้ว  ครั้งแรกตั้งใจว่าจะเขียนถึงการจัดการศึกษาอย่างไรให้มีคุณภาพ/มีประสิทธิภาพ  หรืออาจจะเป็นงานเขียนทำนองว่าจัดการศึกษาอย่างไรจึงล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพ แต่นึกไปนึกมาเห็นว่าควรปรารภถึงพิธีไหว้ครูก่อน เพราะอีกไม่กี่สัปดาห์ทุกโรงเรียนก็จะจัดกิจกรรมนี้ขึ้น และถือว่าเป็นการไหว้ครูในปีการศึกษา 2555 นี้ด้วยอีกคน   

พิธีการไหว้ครูของโรงเรียนทั่วไปในปัจจุบัน  ดูๆ ไปเหมือนจะไม่ได้ทำเพื่อการระลึกถึงคุณงามความดีของครูด้วยใจอย่างจริงจัง  แต่คล้ายๆ จะเป็นการทำพิธีเพื่อให้เป็นกิจกรรมการสวดอ้อนวอนขอพรจากครูเสียมากกว่า  ดังที่ครูส่วนมากชอบแนะนำว่า  ถ้าไหว้ครูในวันนี้แล้ว นักเรียนจะมีปัญญาแหลมคมเหมือนดอกเข็ม  มีความรู้มากเหมือนมะเขือ แตกฉานเหมือนหญ้าแพรกตามดอกไม้ที่นำมาไหว้ เสมือนหนึ่งครูเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหว้แล้วจะได้ผลดีต่างๆ ทำนองนั้น  เท่านั้นยังไม่เป็นไรแต่บางโรงเรียนที่ผมเห็นและประสบมา  กลับทำพิธีไหว้ครูแบบสักแต่ว่าขอให้มีพิธีไหว้ครูกับเขาบ้าง  แต่ถ้ามองจากสายตาคนภายนอกจะเหมือนไปดูการเล่นลิเก การเล่นลิงหลอกเจ้าไปเสียมากกว่า   

ในประเทศทั่วโลกทั้งหมด เห็นจะมีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่มีการประกอบพิธีไหว้ครู พิธีไหว้ครูของคนไทยจึงเป็นทั้งเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และวัฒนธรรม ประเพณี แสดงถึงจิตใจที่แสดงออกโดยการรู้จักกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ อ่อนน้อมถ่อมตน การระลึกถึงพระคุณของครูที่ท่านได้ทำไว้ แม้แค่การทักทายทำความเคารพยกมือไหว้ ค้อมหัวเมื่อเจอหน้ากันระหว่างทาง ก็ถือว่าเป็นการตอบแทนพระคุณท่านอีกทางหนึ่ง  ยิ่งได้ประกอบกิจกระทำพิธีไหว้ครูอย่างจริงจัง  ถือได้ว่าได้บุคคลผู้นั้นเป็นสัตว์ประเสริฐ  คนเป็นครูก็จะเห็นผู้เป็นศิษย์ที่มาไหว้ครู เป็นเวไนยสัตว์ที่สมควรได้รับการพัฒนาทั้งทางสติปัญญาและจิตใจให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

บางคนอาจจะช่างคิด ช่างสงสัยถามว่า ทำไมเราต้องมาทำพิธีไหว้ครู  ไม่เห็นมีชาติไหน  ประเทศไหนมีการไหว้ครู  และแม้แต่ชาติไทยก็มีเพียงบุคคลเดียวเท่านั้นที่มีพิธีเป็นกิจจะลักษณะ ไม่เห็นจะมีการทำพิธีไหว้บุคคลอื่นๆ บ้างเลย  ถ้าจะตอบก็ต้องบอกว่า “เพราะท่านมีพระคุณยิ่งต่อพวกเราที่เป็นศิษย์” น่ะสิ   ตอบแบบนี้ก็ต้องมีคนแย้งว่า  แล้วบุคคลอื่นๆ เช่น พ่อแม่ พระเจ้าแผ่นดิน ฯลฯ ไม่มีพระคุณเท่าเทียมครูเลยหรือ  ก็คงต้องตอบต่อไปว่า  ทุกท่านที่เอ่ยนามมาต่างก็มีคุณงามความดีต่อพวกเราทั้งนั้น 

แต่...คนที่ “เป็นครู” จะมีพระคุณยิ่งใหญ่กว่าบุคคลทุกท่าน  แม้แต่กษัตริย์  หรือพ่อแม่ของแต่ละคนก็เปรียบไม่ได้ เพราะถึงแม้พ่อแม่จะมีคุณงามความดีมากมาย  ทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจให้กับลูก เสียสละทุกอย่างเพื่อเลี้ยงลูกให้เติบใหญ่อย่างดี   แต่นั่นก็เป็นการทำเฉพาะลูกของตนเองเท่านั้น  ไม่ได้เผื่อแผ่ความดีงามอย่างนี้ไปยังบุคคลอื่นด้วย หมายความว่ารักเฉพาะลูกของของตนเองเท่านั้น  พ่อแม่จึงถือว่ามีบุญคุณยิ่งใหญ่ที่ให้กำเนิดเรามา ได้เฝ้าเลี้ยงดูเราให้เติบใหญ่ ให้อาหารเครื่องนุ่งห่ม เงินทอง จึงเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ในด้านความรัก  ความเอาใจใส่เอื้ออาทรโดยไม่มีใครมาเทียบเทียมได้,   ส่วนพระมหากษัตริย์ท่านก็ทำเฉพาะบ้านเมืองของท่าน  คอยพัฒนาช่วยเหลือคนในแผ่นดินของท่าน  และบางครั้งก็ต้องทำสงครามกับเพื่อนบ้าน เพื่อปกป้องไม่ให้เพื่อนบ้านมารังแก  เรียกว่ายิ่งใหญ่ในด้านความเสียสละแก่ส่วนรวม  เป็นต้น   

ส่วนครู (คนที่ทำงาน…มีอาชีพครู..ในโรงเรียนไม่เกี่ยว) นั้นท่านเอาใจใส่  ให้ความรักแก่ศิษย์ทุกคน ไม่เกี่ยงว่าเป็นใคร มีฐานะอย่างไร  มาจากเชื้อชาติใด  ประเทศใด  จะสูงศักดิ์ยากดีมีจน  คนที่ “เป็นครู” ท่านก็จะช่วยเหลือ ฝึกฝน อบรม บ่มเพาะ ขัดเกลาอย่างเสมอภาค โดยไม่มีข้อรังเกียจใดๆ, (เหมือนที่เราไปเรียนต่อต่างประเทศ) คนที่ “เป็นครู” จะทำหน้าที่ด้วยสติปัญญา  อดทนต่อความไร้เดียงสาของศิษย์ รวมทั้งผู้ปกครองที่ไร้เดียงสาด้วย บางครั้งก็ต้องทุ่มเท อุทิศตัวเอง  เสียสละทั้งความสุขส่วนตัวและครอบครัว และบางครั้งก็ต้องเสียสละทรัพย์สินเงินทองเพื่อความเจริญก้าวหน้าของศิษย์อีกด้วย เพราะการฝึกคนให้ประสบความสำเร็จมันยากมาก เพราะคนแต่ละคนแตกต่างกันมาก ทั้งทางกายภาพ ทางระดับสติปัญญา และทางการอบรมสั่งสอนของครอบครัว  รวมทั้งมานะทิฎฐิอัตตาของคน โบราณจึงสรรเสริญพระคุณครูไว้ ดังนี้

@  คุณแม่หนาหนักเพี้ยง         พสุธา

คุณบิดรดุจอา-                        กาศกว้าง

คุณพี่พ่างศิขรา                       เมรุมาศ

คุณพระอาจารย์อ้าง             อาจสู้สาคร ฯ

 

การไหว้ครูในโบราณนั้น  หมายถึง  การทำพิธีมอบตัวเป็นศิษย์   ซึ่งจะต้องเตรียมหาดอกไม้  3 ชนิด คือ ดอกเข็ม ดอกมะเขือ และหญ้าแพรก พร้อมทั้งธูปเทียนจัดเป็นกรวยกระทง หรือจะจัดเป็นธูปเทียนแพแบบไหว้พระอุปัชฌาย์ก็ได้  สมัยโบราณยังมีข้าวตอก ผ้าขาวพับสาม และเงิน(เท่าไหร่ก็ได้แล้วแต่ฐานะของศิษย์)  ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงดอกไม้ 3 ชนิดตามที่ผมได้เคยใช้ไหว้ครูมา  และถูกสอนให้เข้าใจความหมายของดอกไม้ที่นำมาใช้ในการไหว้ครู (ส่วนข้าวตอก และผ้าขาวพับสามนั้น ท่านผู้อ่านลองวิเคราะห์ดูเองบ้าง  เผื่อจะมีมุมมองแปลกใหม่)  ดังนั้นคนสมัยโบราณท่านจึงนำดอกไม้ 3 ชนิด นำมาเปรียบเทียบกับคุณงามความดีของครู  ดังนี้

            1. ดอกเข็ม เป็นตัวแทนความรัก ความเอาใจใส่ของครู  ที่คอยแนะนำพร่ำสอน ฝึกฝน อบรม บ่มเพาะจริยธรรม คุณธรรมในการดำเนินชีวิต ขัดเกลานิสัย ใจคอ และพฤติกรรมให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ  หนักแน่น  ไม่เปลี่ยนแปลง แปรผัน ไปตามกาลเวลาหรือเหตุการณ์ต่างๆ ไม่มีอคติต่อศิษย์คนใดคนหนึ่ง ประดุจต้นเข็มที่มั่นคงไม่ตายง่ายในทุกสภาพดินฟ้าอากาศ  และคนเป็นครูต้องอดทนวันแล้ววันเล่าในการฝึกให้ศิษย์จำนวนมากมีความฉลาดรอบรู้  เพื่อนำไปสร้างความเจริญก้าวหน้า  สร้างความสำเร็จให้กับตัวเอง  และฉลาดในการสอนสั่งลูกศิษย์ให้มีระเบียบวินัยในการอยู่ร่วมกัน ประดุจดอกเข็มที่รวมกลุ่มจากดอกเล็กดอกน้อยจำนวนมากมีสีเข้มสดใส แม้ใกล้จะโรยราก็ตาม

            2. ดอกมะเขือ เป็นตัวแทนความรอบรู้ที่กว้างขวาง มากมายของครู  รู้ที่มาที่ไปทุกแง่ทุกมุม เหมือนผลมะเขือที่มีเมล็ดอยู่ในผลหนึ่งๆ เป็นจำนวนมาก  ปลูกเพาะพันธุ์ก็ง่าย เหมือนครูที่ไม่หวงแหนปิดบังความรู้ เคล็ดลับในเรื่องต่างๆ ตลอดจนพยายามให้ศิษย์มีความรู้แตกฉาน ช่ำชองชำนาญทุกคน

            3. หญ้าแพรก  เป็นตัวแทนความอดทน อดกลั้นต่อลาภยศ สุข สรรเสริญ ความสะดวกสบายในสิ่งต่างๆ ของคนเป็นครู  การอดทนอดกลั้นแทบจะเป็นคุณธรรมสูงสุดของคนเป็นครู  เช่น อดทนอดกลั้นต่อการเรียนของศิษย์ที่บางครั้งเรียนช้าต้องใช้เวลาเคี่ยวเข็ญยาวนาน อดทนอดกลั้นต่อการอวดรู้หยิ่งทะนง คำจาบจ้วงหยาบคายของศิษย์  อดทนอดกลั้นต่อการสอนที่ซ้ำซากจำเจเบื่อหน่าย ฯลฯ  ซึ่งบางครั้งครูก็ย่อมท้อแท้ ท้อถอย เบื่อหน่าย เกิดความล้าขึ้นมา แต่รุ่งขึ้นวันใหม่วิญญาณครูก็กลับคืนมาใหม่  เป็นอย่างนี้วันแล้ววันเล่า  เหมือนหญ้าแพรกที่คนเดินเหยียบไปเหยียบมาจนดูเหมือนใกล้จะตาย  แต่พอคนเลิกเหยียบหรือได้น้ำประพรม ก็ฟื้นงอกเงยขึ้นมาใหม่  ไม่ตายไปเลยเหมือนพืชชนิดอื่น  โลกที่สดใสเขียวขจีเพราะพื้นหญ้าฉันใด  สังคมที่ไม่มีครู ก็ย่อมไม่สดใสชุ่มชื่นฉันนั้น  และคุณลักษณะของหญ้าอีกประการหนึ่ง คือ ติดดิน ผู้เป็นครูจึงเป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตที่เรียบง่ายไม่ใฝ่สูง ไม่ทะเยอทะยาน แสวงหาความสุขของชีวิต ไม่แสวงหาอำนาจ ชื่อเสียงความร่ำรวยเหมือนอาชีพอื่น  

ด้วยเหตุผลในการเปรียบเทียบดังกล่าว  การทำพิธีไหว้ครู  จึงเท่ากับเป็นการมาสรรเสริญ “ระลึกถึงคุณงามความดีของครู หรือระลึกถึงพระคุณของครู” ที่ได้ช่วยฝึกฝนอบรมให้ศิษย์เป็นคนดี มีความรู้ ความสามารถที่ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวได้อย่างมีความสุข ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพในการดำรงชีวิตทั้งแก่ตนเองและสังคมอย่างแท้จริง  มากกว่าการมาไหว้ครูเพราะอยากได้พร หรือได้บุญเพราะมาไหว้ครู

ครูที่ดีควรประพฤติเช่นไร  คำตอบนี่้มีมากมายจากคำอธิบายของนักการศึกษาไทย และต่างประเทศ ได้กล่าวถึงไว้   แต่…ในที่นี้จะขอยกตามหลักพระพุทธศาสนา  พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า  “...ครูที่ดีย่อมเป็นกัลยาณมิตรของศิษย์..” ซึ่งปรากฏในอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 หน้า 33   ซึ่งครูที่เป็นกัลยาณมิตรจะมีลักษณะ 7 ประการ ดังนี้

1. ปิโย  มีความรัก,  เอาใจใส่ศิษย์ทุกคน และทำตนเองให้น่ารักน่าสบายใจ น่าสนิทสนม

2. ครุ   หนักแน่น,  ทำตัวน่าเคารพ ทำตนให้เป็นที่พึ่ง  มั่นคงในการฝึกฝนอบรม ขัดเกลาศิษย์เสมอ

3. ภาวนีโย ทำให้ดีขึ้น เจริญขึ้น, เช่น พัฒนาตนเองให้ดีขึ้นทั้งความรู้ ความประพฤติ นิสัย จิตใจ หรือมีความตั้งใจที่จะปลูกฝัง  อบรม บ่มเพาะ ขัดเกลา ศิษย์ให้เจริญงอกงามเสมอ

4. วตฺตา รู้จักวิธีสอน วิธีพูด,  เพื่อให้สามาถชี้แจง อธิบาย เรื่องราวต่างๆให้เข้าใจง่าย

5. วจนกฺขโม รู้จักอดทน อดกลั้น, อดทนอดกลั้นต่อสิ่งต่างๆ ที่มากระทบทั้งถ้อยคำ/กิริยาอาการจากนักเรียน หรือบุคคลต่างๆ

6. คมฺภีรญจ กถํ กตฺตา มีความรู้ลึกซึ้ง, ทำตัวเองให้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ตนเองสอน ทำเรื่องยากให้รู้/ทำง่ายได้

7. โน จฎฐาเน นิโยชเน ไม่ประพฤติตัวเหลวไหล เสื่อมเสีย,  โดยไม่ชักจูงศิษย์ไปในทางที่เหลวไหลเสื่อมเสียด้วย

และนอกจากนั้น  ยังมีปรากฏในสิงคาลกสูตร ทีฆนิกาย  ปาฏิกวรรค  พระไตรปิฏกเล่มที่ 11 ว่าด้วย  การปฏิบัติตนของครูและศิษย์ที่ดี  (ทิศ 6 : ทักษิณทิศ)  ดังนี้

ครูย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ ดังนี้

       1. ฝึกฝนอบรมแนะนำให้เป็นคนดี                                    

       2. สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง

       3. สอนศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง                                             

       4. ยกย่องให้ปรากฏในหมู่คณะ

       5. ช่วยคุ้มครองเป็นที่พึ่งในทิศทั้งหลาย

เมื่อศิษย์ได้รับการอนุเคราะห์จากครู  ศิษย์ย่อมควรประพฤติ ดังนี้

      1. ลุกต้อนรับ ทำความเคารพ                                           

      2. เข้าไปหา ใกล้ชิดท่าน

      3. ใฝ่ใจเรียน                                                                 

      4. ปรนนิบัติ ช่วยเหลือท่าน

      5. เรียนศิลปวิทยาโดยความเคารพ เอาจริง

เมื่อทั้งครูและศิษย์ ทำเช่นนี้ ย่อมเป็นสิริมงคล  ทั้งแก่ตนเองและสังคมที่ตนเองอยู่เสมอ

                                                                                    ...........

          ไหนๆ คนไทย และสังคมไทยยังเคารพนับถือ "ครู" เป็นอย่างสูงยิ่ง  

          และก็เชื่อว่า สังคมไทยก็ยังต้องมีการทำพิธีไหว้ครูอยู่ต่อไป  และคงอีกนานกว่าจะยกเลิกพิธีนี้  

          ดังนั้น สถานศึกษาจึงควรทำพิธีนี้ให้ดีที่สุด  ด้วยความประณีตงดงามจากจิตใจ

           เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และคุณภาพมากที่สุดต่อทั้งครูและนักเรียนกันดีกว่า.

.  

"พิธีไหว้ครูที่มีคุณภาพ / มีประสิทธิภาพ"

             1. เมื่อนำนักเรียนเข้าหอประชุมนั่งเป็นแถวเรียบร้อยแล้ว (แต่ละแถวตอนลึก  ควรนั่งห่างกันอย่างน้อย 50-60 เซนติเมตร จะได้พอกราบพระแบบเบญจางคประดิษฐ์ได้ และจะดูสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย)  ควรให้นักเรียนนั่งพับเพียบอยู่ในความสงบ   (การเข้าหอประชุม  ตามหลักจิตวิทยา ถ้าโรงเรียนนั้นมีหลายระดับ ควรให้นักเรียนระดับชั้นสูงสุดนั่งหน้าสุด แล้วตามมาทีละระดับชั้น จนถึงชั้นระดับต่ำสุดของโรงเรียนนั้น จะได้ผลและมีประสิทธิภาพมากกว่าแบบเดิมที่ให้นักเรียนชั้นต่ำสุดนั่งหน้าและให้นักเรียนชั้นสูงนั่งตามลำดับ จนถึงชั้นสูงสุดนั่งแถวหลัง)

            2. เมื่อประธาน และคณะครูเข้าที่ประชุม นั่งเรียบร้อยแล้ว (ที่นั่งของคณะครู  ควรมีโต๊ะเล็ก ความสูงขนาดหัวเข่าครูวางไว้ที่ด้านหน้า  ไม่ควรนั่งเก้าอี้ที่ไม่มีอะไรบังข้างหน้าไว้)  หัวหน้าหรือประธานนักเรียนบอกทำความเคารพ โดยให้หมอบกราบ 1 ครั้ง

            3. เมื่อพิธีกร (ประธานนักเรียน) กล่าวเรียนเชิญประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ให้หัวหน้านักเรียนบอกนักเรียนทั้งหมดคุกเข่าพนมมือ จนกว่าประธานจะจุดธูปเทียนเสร็จ และกลับไปนั่งที่เดิม

            4. เมื่อประธานในพิธีกลับไปนั่งเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าหรือประธานนักเรียนนำนักเรียนคุกเข่ากราบพระพร้อมกัน และสวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยโดยย่อ

            5. เมื่อสวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยจบแล้ว ให้หัวหน้าหรือประธานนักเรียน เริ่มกล่าวนำไหว้ครูในท่านั่งคุกเข่าเช่นนั้น  จนกว่ากล่าวคำไหว้ครูเสร็จจึงบอกให้นักเรียนทั้งหมดนั่งพับเพียบ หมอบกราบอีกครั้ง  (ไม่ควรยืนทำพิธีไหว้ครู  เพราะการยืนไหว้ไม่สง่างาม ดูไม่มีกิริยาที่จะอ่อนน้อมไหว้ครู  และไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย ประเพณีของชาวพุทธ)

            6. เมื่อกล่าวคำไหว้ครูเสร็จแล้ว ให้ตัวแทนนักเรียนแต่ละชั้น แต่ละห้อง นำพานดอกไม้ธูปเทียนที่รวบรวมจากเพื่อนนักเรียน ไปมอบให้ครูบนเวทีหรือที่จัดให้ครูนั่ง โดยเริ่มทีละระดับชั้นจากชั้นสูงสุด ไปถึงระดับชั้นต่ำสุด

            7. ถ้าบางโรงเรียนจัดโต๊ะหมู่บูชา โดยมีพระบรมฉายาลักษณ์ และธงชาติอยู่ด้วย ให้ตัวแทนนักเรียน ทำความเคารพธงชาติก่อนและพระบรมฉายาลักษณ์ต่อมา จึงค่อยนำพานดอกไม้ธูปเทียนมอบแก่ครู

            8. เมื่อแต่ละระดับชั้นมอบพานดอกไม้ธูปเทียนแก่ครูเรียบร้อยแล้ว ประธานในพิธีจะเจิมหนังสือเพื่อเป็นศิริมงคล (โดยเจิม 3 จุด เริ่มจุดบนก่อน และตามมาด้วยเจิมจุดซ้ายขวา ไม่ควรเจิมแบบเลข 9 หรืออักขระยันต์ต่างๆ)

            9. ประธานให้โอวาท เป็นเสร็จพิธีไหว้ครู

 

หมายเหตุ :  บางโรงเรียนอาจจะมีการมอบทุนการศึกษา หรือกิจกรรมอื่นๆ ก็แล้วแต่กำหนดการของโรงเรียนจะจัดขึ้น  สำหรับดอกไม้ธูปเทียนที่นักเรียนนำมาไหว้ครู ให้นักเรียนแต่ละห้องนำดอกไม้เหล่านั้นไปจัดตบแต่งพานตามความคิดของนักเรียน แล้วนำมาประกวดและตัดสินตอนพักเที่ยงวันก็เป็นการสะดวกและไม่เสียเวลาเรียนมากเหมือนที่เคยให้นักเรียนทำพานวันพุธตอนบ่าย และเสียเวลาในวันพฤหัสอีก.

....

เมื่อ...มีผู้เรียนมาทำพิธีไหว้ครูต่อท่าน  ก็แสดงว่านักเรียน "ยอมรับ" บุคคลที่อยู่ในพิธี(บนเวที)ว่า...เป็น "ครู" ของตน  

เรียกว่า...นักเรียนยอมมอบตัวมอบใจ ที่จะให้ท่านได้สั่งสอน อบรม บ่มเพาะ ขัดเกลา ปลูกฝังตนเองทุกอย่าง

ดังนั้น...ท่านที่ตั้งใจจะ "เป็นครู" ให้ได้  ท่านก็ควรตั้งใจฝึกฝนนักเรียนให้ดีที่สุด ตามที่เขามอบตัวเป็นศิษย์นะ

......

อาจารย์ หมายถึง ผู้สอน, ครู คือ ผู้ฝึก,   ดังนั้น  ท่านอยาก "เป็นครู หรือ อาจารย์" ดีล่ะ ?

.

อธิบายเพิ่มเติม  :   

ข้าวตอก  หมายถึง  ศิษย์ทุกคนล้วนมีศักยภาพทางด้านสติปัญญาแฝงอยู่ภายในตัวด้วยกันทุกคน  ครูอาจารย์จึงมีหน้าที่ทำให้ศักยภาพของศิษย์นั้น "แตกออก"มา หรือปรากฏออกมาเหมือนกับข้าวตอก  โดยการให้การฝึกฝน  อบรม บ่มเพาะ  ขัดเกลา อย่างเต็มที่  ดุจดังข้าวเปลือกที่เอามาคั่วให้แตกเป็นดอกบาน  (คำว่า "ตอก" ในที่นี้น่าจะมาจากคำว่า "แตก - ออก" เมื่อพูดเร็วๆ เข้าก็ออกเสียงเป็นข้าวตอกไป)

ส่วนผ้าขาว  หมายถึง  สิ่งของที่มอบให้กับครูเป็นเครื่องบูชาครู พร้อมกับเงินค่าครู  เพื่อเป็นการบอกครู เตือนผู้เป็นครูว่า ศิษย์เปรียบเสมือนผ้าขาว ที่ครูจะต้องคอยระวังการฝึกอบรมสั่งสอนไว้ตลอดเวลา  มิให้มัวหมองได้

.

มีหลายท่าน เข้าใจว่าการให้ความหมายพืชที่นำมาไหว้ครูของผมไม่เหมือนที่อื่น  ในที่นี้ผมได้บอกไปแต่ต้นว่า โบราณจริงๆ ไม่มีการพิธีไหว้ครูของผู้เรียนในวันเปิดเรียนแบบปัจจุบัน   มีแต่ "พิธีมอบตัวเป็นศิษย์" เท่านั้น   ส่วนพิธีไหว้ครูในรูปแบบที่จัดขึ้นในโรงเรียนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้น  มีต้นกำเนิดที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปี พ.ศ. 2484  บทสวดไหว้ครูทำนองสรภัญญะประพันธ์โดยท่านผู้หญิงดุษฎี มาลากุล ณ อยุธยา (ภรรยาของ ม.ล. ปิ่น มาลากุล ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในขณะนั้น) เมื่อหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล มาเป็นอธิบดีกรมสามัญศึกษา ในปี 2489 และต่อมาเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ท่านคงแนะนำให้สถานศึกษาต่างๆ มีพิธีไหว้ครูในช่วงเปิดภาคเรียนแรก (ประมาณต้นเดือนมิถุนายน) เหมือนกับที่โีรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาทำอยู่  และเมื่อท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านคงสั่งให้สถานศึกษาทุกแห่งทั้งประเทศมีพิธีไหว้ครูตั้งแต่ปี 2501 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน  ด้วยเหตุผลว่าเพราะการจัดการศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐ  มิใช่เป็นเรื่องของความเสียสละของบุคคลในฐานะส่วนตัวอีกต่อไป จึงไม่ต้องมีพิธีมอบตัวเป็นศิษย์  แต่มีพิธีเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของคนที่จะมาเป็นครูของนักเรียนแทน

ดังนั้น  เมื่อพิธีไหว้ครูในยุคปัจจุบัน มุ่งเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของครูแทน ดอกไม้ทั้ง 3 ชนิดจึงเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ที่แสดงถึงคุณงามความดีของครูจริงๆ   ยิ่งถ้าท่านได้พิจารณาคำไหว้ครูทำนองสรภัญญะ  ในบทสวดเราจะเห็นได้ว่าเราไหว้ครู เพราะคุณงามความดีของครูอย่างชัดเจน  ส่วนจะได้พรกลับคืน  เพราะคุณงามความดีของศิษย์รู้จักกตัญญูกตเวทีต่างหาก  มิใช่...เพราะครูเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ หรือคนดี ที่สามารถให้พรกับศิษย์ได้  

ส่วนพิธีไหว้ครูของวิชามวยไทย กระบี่กระบอง การนวดไทย หมอดู โหราศาสตร์  การแพทย์ไทย รวมถึงนาฏศิลป์ไทยและดนตรีไทย มักจะทำพิธีไหว้ครูเพื่อมอบตัวเป็นศิษย์แบบโบราณดั้งเดิม  ส่วนการยกมือไหว้รูป(ศรีษะ)ครู ที่มักทำก่อนเริ่มต้นการแสดง  ก็เพื่อแสดงความเคารพและสักการะต่อทั้งครู / เทพเจ้าที่อุปถัมภ์ศิลปะของพวกเขา

.

คำสวดไหว้ครูทำนองสรภัญญะ

ปาเจรา จริยา โหนฺติ คุณุตฺตรา นุสาสกา

ข้าขอประณตน้อมสักการ บูรพคณาจารย์ ผู้กอรปเกิดประโยชน์ศึกษา 
ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา อบรมจริยา แก่ข้าในกาลปัจจุบัน
ข้าขอเคารพอภิวันท์ ระลึกคุณอนันต์ ด้วยใจนิยมบูชา
ขอเดชกตเวทิตา อีกวิริยะพา ปัญญาให้เกิดแตกฉาน
ศึกษาสำเร็จทุกประการ อายุยืนนาน อยู่ในศีลธรรมอันดี
ให้ได้เป็นเกียรติ เป็นศรี ประโยชน์ทวี แก่ข้าและประเทศไทย เทอญ

ปญฺญา วุุฑฺฒิ กเร เต เต ทินฺโนวาเท  นมามิหํ ฯ

......