บทที่ 2. วิธีทางศาสตร์กับกระบวนการวิจัย
จากความนำ
ศาสตร์ หรือScience มาจากคำว่า scientia ภาษาละติน แปลว่า รู้ ( to know) หมายถึง ผลที่ได้รับจากการศึกษาปรากฏการณ์ทุกอย่าง เป็นวิธีการที่ไม่มีเนื้อหาสาระที่ตายตัว
เป้าหมายของศาสตร์ก็เพื่ออธิบายความจริงของโลกในเชิงประจักษ์(empirical world) และโลกเชิงประจักษ์หมายถึง สภาพที่เราสามารถรับรู้ได้ทางประสบการณ์ หรือจากประสาทสัมผัสของมนุษย์
นักวิชาการทางศาสตร์มีความเชื่อว่า ปรากฏการณ์ที่ได้ทุกอย่างมีสาเหตุไม่ได้มาโดยบังเอิญ หรือสุ่มเสี่ยง ที่เรียกว่า “ลัทธินิยมการกำหนดตัดสิน” (Determinism) ซึ่งได้ทำการวิจัยโดยมีลักษณะร่วมอย่างใดอย่างหนึ่งในขณะศึกษาข้อมูล ที่เรียกว่า “แนวคิด”(concept) ต่อจากนั้นก็ต้องหาความสัมพันธ์ของแนวคิดที่นักวิจัยได้ค้นหาที่เรียกว่า “ข้อสรุปทั่วไป” ข้อความที่นำมาสรุปเมื่อนำมาบูรณาการผสมผสานกันเป็นชุด ๆ เรียกว่า “ทฤษฎี”นั่นก็หมายความว่าข้อสรุปหรือทฤษฎีที่ได้มานั้นต้องได้รับการยอมรับที่เกิดจากการทดสอบในเชิงประจักษ์อยู่เสมอเพื่อยืนยันว่าข้อสรุปหรือทฤษฎีเป็นจริง
การสร้างแนวความคิด มีแนวการสร้างได้ดังนี้
- แนวความคิดที่เรียกว่า”พฤติกรรมนิยม” เป็นประสิทธิภาพในการสื่อสารได้อย่างเข้าใจของมนุษย์ ระบุลักษณะร่วมของปรากฏการณ์ของแต่ละอย่าง เช่น การนำเอาลักษณะร่วมของผู้มีหน้าที่ในการป้องกันประเทศจำนวนมาก มารวมเรียกว่า”ทหาร” เป็นต้น
- แนวความคิดแบบ”ประจักษ์นิยม”และ”ปฏิบัตินิยม”(empiricism and pragmatism) จะเป็นแนวคิดของนักปรัชญาเมธีตั้งแต่สมัยเพลโต้เป็นต้นมา(Plato ก่อน ค.ศ.423 -347 ปราชญ์กรีกโบราณ)
ที่ได้ค้นพบสาระที่แท้จริงของแนวความคิดสำคัญจนหมดสิ้นก่อนทำการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ จึงได้นิยามที่นักวิจัยเชิงประจักษ์กำหนดขึ้นนี้ว่า “นิยามแบบกำหนดชื่อ”(nominal definition) หลักในการนิยามนี้จะเหมาะสมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความชัดเจนและประโยชน์ของตัวมันเอง และนักวิชาการทางศาสตร์มุ่งที่จะนิยามแบบกำหนดชื่อ ในลักษณะที่เป็นการปฏิบัติการจริงได้ นั่นคือการสร้างและพัฒนานิยามแนวความคิดต่าง ๆ ขึ้นมาเอง - แนวความคิดแบบ”ความแปลกแยกทางสังคม”เป็นแนวคิดของนักวิจัยบางคนที่พบว่า คนบางคนในสังคมมีความรู้สึกว่าตนเองไร้อำนาจ(Powerlessness) ไร้ความหมาย(meaninglessness) ไร้ปทัสถาน (normlessness) รู้สึกโดดเดี่ยว (isolation) และรู้สึกแปลกหน้าตนเอง(self - estrangement)
ทำให้มีพฤติกรรมทางลบและปลีกตัวออกจากสังคม
จากแนวความคิดดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหาได้ 2 ประการคือ ความรู้ของนักวิชาการที่มาจากนักปรัชญาเมธี ต่างสำนักกันอาจให้ชื่อสิ่งเดียวกันแตกต่างกันได้ ที่เรียกว่าคนละภาษา ทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน อีกประการ ความรู้ทางวิชาการอาจจะเริ่มที่การสร้างศัพท์ใหม่(Jargonized)เพื่ออธิบายหรือบ่งชี้ถึงเฉพาะสิ่ง ทำให้เข้าใจได้เฉพาะกลุ่มจึงไม่เป็นสากล กล่าวคือ ยังถือว่าไม่เป็น แนวความคิด(concept)
ดังนั้นการวิจัยเชิงประจักษ์จึงต้องมีการนิยามแนวความคิด ที่มีความแม่นยำในความหมาย ดัชนีเชิงประจักษ์(empirical indicator) การนิยามเชิงปฏิบัติการ(operation definition)เพื่อให้เข้าใจความหมายของแนวความคิด และนอกจากนี้ต้องมีวิธีการประเมินค่าของแนวความคิดด้วย
นักวิจัยทุกคนจำเป็นต้อง
- เข้าใจวิธีการประเมินค่าของการนิยามแนวความคิด
- ต้องพิจารณาว่าแนวความคิดนั้นมีนัยสำคัญเชิงประจักษ์
- แนวความคิดนั้มีศักยภาพในการใช้ประโยชน์ได้เพียงใด
กล่าวโดยสรุปคุณประโยชน์ของแนวความคิด คือการทำให้นักวิจัยได้เข้าใจปรากฏการณ์หนึ่ง ๆ ได้ตรงกัน
การสร้างข้อสรุป
ข้อสรุปทั่วไป คือ ข้อความที่ประกอบขึ้นด้วยความสัมพันธ์ของแนวคิดตั้งแต่สองแนวความคิดขึ้นไป กระบวนการที่จะทำให้ข้อสรุปทั่วไปที่นักวิจัยได้มาซึ่งข้อมูล ถ้าข้อมูลได้มาเพียงบางส่วน หรือใช้กลุ่มตัวอย่างแทนคุณลักษณะของประชากรทั้งหมดได้ เราเรียกว่า การอุปนัย(induction) และสิ่งที่พบนั้นเชื่อว่ามีความสัมพันธ์อย่างหนึ่งจากที่ปรากฏขึ้นและมีความน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด นักวิจัยเรียกว่า “สมมุติฐาน”
(hypothesis)
การกำหนดกรณีขึ้นมาเพื่อสนับสนุนสมมุติฐานมีอยู่ 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรก เลือกกรณีศึกษาตามนัยสมมุติฐานที่มีลักษณะเชิงประจักษ์ ขั้นตอนที่ สอง เลือกกรณีศึกษาตามนัยสมมุติฐานที่มีเหตุผลแห่งความสัมพันธ์บางประการของแนวคิด
แนวความคิดที่นำมาหาความสัมพันธ์เชิงเหตุให้เห็นชัดแจ้ง เรียกว่า ตัวแปร(variables) ความสัมพันธ์ หมายถึงตัวแปรตัวแรกมีค่าผันแปรไป อีกตัวหนึ่งจะมีค่าผันแปรตาไปด้วย ตัวแปรที่บ่งบอกลักษณะเชิงสาเหตุ เรียกว่า ตัวแปรอิสระ(independent variables) และตัวแปรที่บ่งบอกถึงผล เรียกว่า ตัวแปรตาม (dependent variables)
สรุปได้ว่าข้อสรุปทั่วไปได้ยึดหลักการอธิบายในทางตรรกะ เป็นเกณฑ์สำคัญ ในการอธิบายเหตุการณ์ใด ๆ ในกระบวนการสรุปจากเหตุในประโยคอ้างไปสู่ผลสรุป โดยอ้างกฎที่เป็นนามธรรมไปสู่กรณีที่เป็นนามธรรม ในลักษณะการทอนความเป็นนามธรรมลง เรียกว่า “การนิรนัย”
การสร้างทฤษฎี
การสร้างทฤษฎี เป็นชุดของข้อสรุปทั่วไปซึ่งมีลักษณะคล้ายกฎ ซึ่งเชื่อมกันได้อย่างมีตรรกะ มีลักษณะสำคัญดังนี้
- มีความสัมพันธ์เชิงตรรกะระหว่างข้อสรุปทั่วไปเหล่านั้น
- สามารถสร้างข้อสรุปทั่วไปอันใหม่ขึ้นมาได้เนื่องจากข้อสรุปทั่วไปเหล่านี้สัมพันธ์กันในเชิงตรรกะ
- ยากต่อการสังเกตการณ์แนวความคิดเหล่านั้นโดยตรง เนื่องจากทฤษฎีเป็นแนวความคิดในข้อสรุปทั่วไปที่มีความเป็นนามธรรมสูง
วิธีการทางศาสตร์ดังกล่าว ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะทำให้การวิจัยมีประสิทธิภาพสูง แต่เป็นเพียงหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานกลางของการวิจัยเชิงประจักษ์
มาตรฐานกลางของศาสตร์
นักปรัชญาทางศาสตร์ ได้ยกประเด็นปัญหาสำคัญ 3 ประการคือ
- ปัญหาความแตกต่างกันระหว่างข้อความที่ได้จากการสังเกตการณ์กับข้อความในทฤษฎี เพราะข้อความที่ได้จากการสังเกตการณ์นั้นสามารถตรวจสอบได้โดยตรงว่าถูกต้องหรือไม่ ในทางตรงข้ามข้อความในทฤษฎี ไม่สามารถตรวจสอบได้โดยตรงว่าถูกต้อง ต้องนำข้อความที่ได้จากการสังเกตการณ์นั้นไปอธิบายความถูกต้องตามทฤษฎี
- ข้อแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงกับค่านิยม ค่านิยมไม่สามารถรู้ข้อความใดที่ใช้แสดงได้แต่ข้อเท็จจริงมี 2 ชนิด คือ ข้อเท็จจริงเชิงกายภาพ(physical) หมายถึงเป็นคุณลักษณะที่สังเกตได้และสัมผัสได้โดยตรง กับข้อเท็จจริงเชิงสถาบัน(institutional) หมายถึง ความหมายเชิงสถาบันแต่พ่วงด้วยข้อมูลจากข้อเท็จจริงเชิงกายภาพ
ข้อโต้แย้งระหว่างนักรัฐศาสตร์กลุ่มจารีตนิยมกับพฤติกรรมนิยม เกิดจาก
- ความซับซ้อนของพฤติกรรมมนุษย์
- เจตจำนงอิสระ
- ปฏิกิริยาของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม
- การแยกข้อเท็จจริงกับค่านิยมออกจากกัน
ความเหมาะสมของการศึกษาสังคมในฐานะศาสตร์
การดำรงชีวิตโดยทั่วไปมีความแตกต่างจากวิธีการทางศาสตร์ เพราะคนทั่วไปจะตัดสินปรากฏการณ์รอบตัวด้วยตัวเขาเอง ในขณะที่นักวิจัยตัดสินปรากฏการที่ตนศึกษาโดยมาตรฐานวิชาการทางศาสตร์เป็นสำคัญแล้วจึงยอมรับความเป็นจริง
ดังนั้นนักวิจัยทางศาสตร์ต้องทำความเข้าใจโลกเชิงประจักษ์ยิ่งกว่าบุคคลธรรมดา เพราะ เป้าหมายสำคัญคือ การสร้างเครือข่ายการสื่อสารให้กระชับชัดเจน เพื่อที่จะให้สามารถเปรียบเทียบประสบการณ์ของกันและกันได้ อันเป็นหลักฐานในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจของศาสตร์โลกเชิงประจักษ์ได้กระชับและชัดเจนมากที่สุด
บทที่ 3ความรู้ทางศาสตร์กับกุศโลบายในการวิจัย
ความนำ
เป้าหมายของศาสตร์ คือ การได้มาซึ่งองค์ความรู้ เทคนิคารวิจัยทั้งหลายได้กำหนดขึ้นตามปรัชญาความรู้ ในบทนี้เป็นการพิจารณาถึงคุณลักษณะที่สำคัญของความรู้ทางศาสตร์ ตลอดจน
กุศโลบายในการค้นหาความรู้ทางศาสตร์
ทฤษฎีความรู้
ทฤษฎีความรู้ เป็นปรัชญาทั่วไปหรือปรัชญาบริสุทธิ์สาขาหนึ่งเพื่อให้ได้ทัศนวิสัยที่เต็มรูปแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ส่วนที่เป็นความจริง(Reality) และส่วนที่เป็นความสัมพันธ์ของความจริงกับสิ่งอื่น
ประเภทของปรัชญา
ปรัชญาแบ่งได้ 2 ประเภท คือ
- ปรัชญาบริสุทธิ์ ได้แก่ อภิปรัชญา(metaphysics) ทฤษฎีความรู้(epistemology) คุณวิทยา(axiology)
- ปรัชญาประยุกต์ ได้แก่ ปรัชญาศาสนา ปรัชญาประวัติศาสตร์ ปรัชญาคณิตศาสตร์ ปรัชญาวิทยาศาสตร์ ปรัชญาการเมือง เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า ความรู้ทางศาสตร์ ก็ขึ้นอยู่กับปรัชญา ความรู้หรือทฤษฎีทางศาสตร์ทั้งหลายต่างก็มีความเป็นจริงเชิงอภิปรัชญาแฝงอยู่เบื้องหลังด้วยเสมอ และทฤษฎีความรู้เป็นกระบวนการค้นหาความจริง ซึ่งก็มีสิ่งสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ 3 อย่างคือ ข้อเท็จจริง (fact)ความจริง(truth)และความเป็นจริง(reality)
การรู้ความจริง
การรู้ความจริง เป็นความจริงมีพื้นฐานอยู่กับความรู้ในการที่จะบอกคุณลักษณะอย่างหนึ่งเป็นความจริงนั้นหลักการสำคัญขึ้นอยู่กับปรัชญาพื้นฐานของแต่ละกลุ่ม เช่น หลักการความสอดคล้องกัน(correspondences) หลักการเชื่อมนัยกัน(coherence) และการใช้งานได้(workability)
ทฤษฎี
ทฤษฎี มีความหมายสำคัญอยู่ 2 แนวความคิดคือ
- ทฤษฎี คือ ความรู้ทางศาสตร์ที่มีกลุ่มของข้อสรุปทั่วไปเชิงประจักษ์หรือ กฎเป็นชุด ๆ ที่สนับสนุนกันอย่าง แน่นแฟ้น ที่เรียกว่า เป็นทฤษฎีในรูปแบบชุดของกฎ(self – of – law from of Theory)
- ทฤษฎีคือ ชุดของคำนิยาม สัจพจน์และประโยคตรรกะ ซึ่งได้มาจากการอนุมานจากสัจพจน์หลายสัจพจน์ หรือที่เรียกว่า ทฤษฎีในรูปแบบกระบวนการสัจพจน์(Axiomatic From of Theory)
จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า ทฤษฎีคือ ความรู้ของข้อสรุปทั่วไปเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนกันอยู่ที่ปรากฏเป็นชุดของกฎ สัจพจน์ เกี่ยวกับเหตุการณ์
แนวความคิดกับความรู้ทางศาสตร์
แนวความคิด มีปัจจัยมาจากความมั่นใจของนักวิชาการผู้นั้นว่าเข้าใจความหมายของแนวความคิดหรือข้อความนั้น และว่าแนวความคิดหรือข้อความนั้นเป็นประโยชน์ในอันที่จะบรรลุเป้าหมายของศาสตร์ได้ และสิ่งสำคัญในการที่จะตัดสินเป็นแนวความคิดต้องเกิดจากการตรวจสอบในแน่ใจว่าคนอื่น ๆ มีความเห็นสอดคล้อง หรือเชื่อมนัยการตีความ อันจะเป็นประโยชน์ที่จะบรรลุเป้าหมายของศาสตร์
ความรู้ทางศาสตร์ เกิดขึ้นได้จะต้องได้รับการยอมรับในความหมายแนวความคิดนั้นเสียก่อนโดยมีลักษณะที่พึงประสงค์ 3 ประการคือ
- เป็นนามธรรม กล่าวคือ ไม่ขึ้นกับกาลเวลาหรือสถานที่
- เป็นสหอัตวิสัย(intersubjectivity) กล่าวคือ เป็นสิ่งที่นักวิชาการทั้งหลายให้ความหมายสอดคล้องกัน
- เป็นสิ่งที่ประจักษ์มีหลักฐาน กล่าวคือ สามารถเชื่อมนัยเข้ากับข้อคนพบเชิงประจักษ์ได้
ประโยชน์ของความรู้ทางศาสตร์
นักวิชาการได้ให้ความเห็นองค์ความรู้จะให้ประโยชน์ 5 ประการคือ
- ช่วยจัดระเบียบ จัดประเภทของสิ่งทั้งหลาย
- ทำนายปรากฏการณ์ในอนาคต
- อธิบายปรากฏการณ์อดีต
- ช่วยให้เกิดความเข้าใจปรากฏการณ์
- ช่วยในการควบคุมปรากฏการณ์
กุศโลบายในการค้นหาความรู้ทางศาสตร์
กุศโลบายในการค้นหาความรู้ทางศาสตร์ตามแนวทางของฟรานซิส เบคอน มี 3 แนวทางคือ
- การวิจัยแล้วจึงกำหนดเป็นทฤษฎี(research - then – theory) มีขั้นตอนคือเลือกปรากฏการณ์หนึ่งขึ้นมาแล้วระบุ(วัดค่า)คุณลักษณะทั้งหมดของปรากฏการณ์นั้น นำมาวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบ หากพบรูปแบบที่สำคัญ ก็ให้กำหนดรูปแบบเหล่านี้เป็นความเชิงทฤษฎี ซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
- การกำหนดทฤษฎีแล้วทำการวิจัย (theory - then – research) มีขั้นตอนการดำเนินการ คือ
1) ระบุทฤษฎีให้ชัดเจน
2) เลือกข้อความที่ระบุไว้ในตัวทฤษฎีไปเชื่อมนัยกับผลของการวิจัยเชิงประจักษ์ กำหนดปรากฏการณ์ขึ้น
3) ทดสอบความสอดคล้อง หากข้อความไม่สอดคล้องกับผลการวิจัยให้เปลี่ยนทฤษฎีแล้วย้อนกลับไปดำเนินการในขั้นตอนที่ 2
4) หากข้อความสอดคล้องกับผลการวิจัย ให้ทดสอบต่อไปว่า ตัวทฤษฎีนั้นมีข้อจำกัดอะไรบ้าง
- แนวทางผสมระหว่างสองแนวทางดังกล่าว มีกิจกรรมทางศาสตร์ 3 ขั้นตอนคือ
1) การสำรวจ(exploratory) เนื้อหาในการวิจัยต้องกำหนดให้ยืดหยุ่นได้พอสมควร และให้ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง
2) การพรรณนา (descriptive) ต้องพรรณนาอย่างรอบคอบถึงแบบแผน(patterns) ที่สงสัยในขั้นตอนของการสำรวจ
3) การอธิบาย(explanatory) เป้าหมายของขั้นตอนนี้คือ การสร้างทฤษฎีที่ชัดแจ้งเพื่อใช้อธิบายข้อสรุปทั่วไปเชิงประจักษ์ ที่เกิดขึ้นในขั้นตอนที่สอง ตามวัฏจักร คือ สร้างทฤษฎี ทดสอบทฤษฎี สร้างทฤษฎีขึ้นมาใหม่
สรุปได้ว่า ศาสตร์มีคุณประโยชน์ ในการแยกประเภท อธิบาย และทำนาย ในการกำหนดเป็นทฤษฎี ได้ แต่มีข้อจำกัด คือ การควบคุมปรากฏการณ์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวแปรที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 4การใช้เหตุผลในการวิจัย
ความนำ
การเรียนรู้หลักการใช้เหตุผลจะอำนวยประโยชน์ทั้งในด้านพัฒนาความเป็นศาสตร์ของสังคมศาสตร์และพัฒนาตัวบุคคลผู้ทำการศึกษาวิจัยอีกด้วย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการใช้เหตุผลตามหลักตรรกวิทยาอีกด้วย
ความผิดพลาดในการอ้าง
การอ้างที่สมเหตุสมผลต้องมีองค์ประกอบดังนี้
- วิธีการอ้างถูกต้องตามแบบแผนการใช้เหตุผลหรือถูกต้องตามหลักตรรกวิทยา
- ข้ออ้างหรือประโยคอ้างเป็นจริง
การอ้างที่ไม่สมเหตุสมผลอาจเกิดจากสาเหตุ 3 ประการดังนี้
- วิธีการอ้างผิดไปจากหลักการใช้เหตุผล หรือผิดหลักตรรกวิทยา
- ข้ออ้างหรือประโยคอ้างไม่เป็นจริง
- ข้ออ้างและข้อสรุปไปเกี่ยวเนื่องหรือไม่สอดคล้องกัน อ้างวนกลับ
การอ้างแบบนิรนัย
การอ้างแบบนิรนัย(deductive argument) เป็นการอ้างที่ประโยคอ้างให้หลักฐานแก่ข้อสรุป ถ้าประโยคอ้างทั้งหมดเป็นความจริง ข้อสรุปย่อมเป็นจริง
ความสมเหตุสมผลของการอ้างแบบนิรนัย
การอ้างแบบนิรนัยที่สมเหตุสมผลต้องผ่านการทดสอบเงื่อนไข 3 ประการดังนี้ (copi,1986)
- เทอมกลางต้องกระจายหนึ่งครั้ง
- เทอมนอก (ประธานหรือภาคแสดง)กระจายไม่ใช่หนึ่งครั้ง
- ประโยคอ้างแบบปฏิเสธต้องีจำนวนเท่ากับข้อสรุปแบบปฏิเสธ
ตัวอย่างที่สมเหตุสมผลตามหลักเกณฑ์
นักการเมืองทุกคนเป็นคนขยันขันแข็ง
คนขยันขันแข็งเป็นคนคล่องแคล่ว
เพราะฉะนั้น นักการเมืองทุกคนเป็นคนคล่องแคล่ว
การอ้างแบบอุปนัย
การอ้างแบบอุปนัย(inductive arguments) อนุมานเอาข้อสรุปที่มีลักษณะทั่วไปจากประโยคอ้างหรือการสังเกตการณ์เฉพาะอย่างนั่นคทอ เงื่อนไขของประโยคอ้างทำให้ข้อสรุปมีลักษณะเป็นเพียง “ความน่าจะเป็น” เท่านั้น อย่างไรก็ตาม นักสังคมศาสตร์ใช้การอ้างแบบอุปนัยในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ทำให้เข้าใจในผลงานการวิจัยของคนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ(copi,1986)
ความผิดพลาดของการอ้างแบบอุปนัย
ในการอ้างแบบอุปนัย แม้ประโยคอ้างจะเป็นจริง ข้อสรุปอาจเป็นเท็จได้ ซึ่งเป็นปัยหาสำคัญสำหรับนักสังคมศาสตร์ ทำให้ต้องพยายามลดความผิดพลาดน้อยที่สุดโดยป้องกันเรื่อง
- ความไม่เพียงพอทางสถิติ(insufficient statistics)
- อคติของสถิติ (biased statistics ) (copi,1986)
การอ้างสาเหตุ
การอ้างสาเหตุ(causation)เป็นประเด็นสำคัญในการวิจัย ซึ่งมีบทบาทในการวิจัยทางสังคมศาสตร์อย่างมาก
ลักษณะของการอ้างสาเหตุ มีเงื่อนไขดังนี้
- จำเป็นหรือ necessary condition เป็นเงื่อนไขที่ต้องมี
- เพียงพอ หรือ sufficient condition ต้องมีให้ครบถ้วน
- เสริม หรือ contributory condition เป็นเงื่อนไขที่เสริมระบุความน่าจะเป็นมากขึ้น
- สลับ หรือ alternative condition เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่มักจะมีเมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น
- คู่กรณี หรือ contingent condition เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้กับเงื่อนไขเสริม
- ใกล้และไกล หรือ proximate and remote condition เป็นสาเหตุที่เป็นลูกโซ่ หรือสาเหตุ
ที่ต่อเนื่องกัน - หลากหลาย หรือ multiple condition เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองและสังคมแทบทั้งหมด
ที่ปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน
การอ้างสาเหตุในพุทธศาสนา
การอ้างสาเหตุในทางพุทธศาสนาอยู่ประเภทสาเหตุหลากหลาย แต่ละสาเหตุส่งผลแต่ละวาระ ผลทุกอย่างต้องมีเหตุ และนั่นคือ กฎแห่งกรรม ซึ่งถือว่าเป็น ปรมัตถ์สัจจะที่สำคัญที่สุดในอภิธรรมปิฎก ที่ได้อธิบายเรื่อง ปฏิฐานทั้ง 24 ปัจจัย คำว่าปัจจัยเป็นเครื่องเกื้อหนุน การเกิด ตั้งอยู่และเปลี่ยนแปลงของสิ่งหนึ่งย่อมต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างเกื้อหนุน
เกณฑ์ในการอนุมานสาเหตุ
นักวิชาการให้คำนิยาม สาเหตุ มี 3 ชนิด คือ
- เกิดตามกัน หรือ temporal precedence กล่าวคือ เหตุต้องเกิดก่อนผลเสมอ
- เกิดร่วมกันเสมอ หรือ constant conjunction กล่าวคือ เหตุการณ์ทั้งสองเป็นไปด้วยกันทั้งเหตุและผล
- ไม่ใช่ความสัมพันธ์หลอก หรือ non- spuriousness กล่าวคือเหตุการณ์ทั้งสองเช่นเดียวกันกับข้อ 1 และ ข้อ 2 ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์อาจสัมพันธ์กันเพราะต่างก็เกิดมจากสาเหตุเดียวกันได้
จะเห็นได้ว่านักวิชาการมีวิธีการที่หลากหลายในการตรวจสอบความสัมพันธ์เทียม โดยอาจจะควบคุมตัวแปรสลับ วิธีการสุ่มด้วยวิธีกลุ่มความน่าจะเป็น และการวิเคราะห์ทางสถิติ
ความผิดพลาดนอกตัวแบบหรือการละทิ้งเหตุผล
ความผิดพลาดนอกตัวแบบเกิดจากการไม่ใช้หลักของเหตุผล โดยเฉพาะการอ้างที่สมเหตุสมผลทางตรรกวิทยา
ความสมเหตุสมผลของการวิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือการอธิบายในขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนการวิจัยขึ้นอยู่กับตรรกะแห่งการใช้เหตุผล การทำความเข้าใจหลักการใช้เหตุผลให้ถูกต้องจึงมีความจำเป็นยิ่งสำหรับนักวิจัย การใช้เหตุผลมีขั้นตอน ตั้งแต่ การออกแบบวิจัย การตั้งสมมุติฐาน และการทดสอบสมมุติฐาน
บทที่5 การอธิบายและการทำนายทางศาสตร์
ความนำ
การอธิบาย(explanation) และ การทำนาย(prediction) นั่นคือในการศึกษาวิจัยทางสังคมศาสตร์ ขึ้นอยู่กับหลักการอ้างแบบนิรนัยทั้งสิ้น
เนื้อหาหลัก
การอธิบายและการทำนายทางวิชาการมีเนื้อหาหลักดังนี้
- กฎการอธิบายแบบอุปนัยและแบบนิรนัย
- ระดับความสมบูรณ์ของการอธิบายแบบต่าง ๆ
- ลักษณะของการอธิบายแบบระบุการก่อเกิด(genetic) แบบให้เหตุผล(rational) แบบเน้นอัชฌาสัย(dispositional) และแบบเน้นหน้าที่ (functional)
- รูปแบบของการทำนายทางศาสตร์
- กรณีที่อธิบายสาเหตุได้แต่ทำนายผลไม่ได้ และกรณีทำนายผลได้แต่อธิบายสาเหตุไม่ได้
กฎการอธิบาย
การอธิบาย คือ การตอบคำถาม”ทำไม” การอธิบายมีอยู่หลายรูปแบบ เช่น แบบระบุการก่อเกิด (genetic) แบบให้เหตุผล (rational)อัชฌาสัย(dispositional) และแบบเน้นหน้าที่ (functional)
การอธิบายเหมาะสมสำหรับใช้ในการศึกษาวิจัยต้องสอดคล้อง กับกฎอธิบาย หรือการอธิบายอย่างตรงตาหลักตรรกะ ซึ่งเป็นกฎที่ครอบคลุมเงื่อนไขทั้งหมดที่เกียวข้อง มีอยู่ 2 แบบ คือ การอธิบายแบบนิรนัยและ การอธิบายแบบอุปนัย
ความสมบูรณ์ของการอธิบาย
การอธิบายทั้งหลายมีความสมบูรณ์แตกต่างกัน (Hempel,1965:pp.415 – 415 - 424) กล่าวโดยสรุป ความสมบูรณ์ของการอธิบายขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ คือ ความสมบูรณ์ของข้อสรุปทั่วไป และ ความสมบูรณ์ของข้อมูลของปรากฏการณ์นั้น แต่เราอาจจำแนกความสมบูรณ์ของการอธิบายออกได้ 4 ประเภท คือ
- 1. สมบูรณ์มาก กล่าวคือ ต้องสามารถระบุข้อสรุปทั่วไปได้ ซึ่งหาได้ยากในทางสังคมศาสตร์
- สมบูรณ์เป็นเสี้ยว กล่าวคือ เราต้องรู้ข้อสรุปทั่วไปและสภาพของปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แต่ไม่ได้ระบุไว้ทั้งหมด
- สมบูรณ์เฉพาะบางส่วน รู้ข้อสรุปทั่วไปและสภาพของปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องบางส่วนเท่านั้นโดยระบุเหตุการณ์นั้นไว้ทั้งหมด เหตุการณ์นี้มักจะเกิดขึ้นกับนักรัฐศาสตร์และนักสังคมศาสตร์ส่วนมา
- การอธิบายแบบภาพร่างรู้ข้อสรุปทั่วไปและสภาพของปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องบางส่วนเท่านั้นซ้ำยังระบุเหตุการณ์นั้นไว้เพียงบางส่วนอีกด้วย จึงเป็นข้อมูลหยาบ ๆ ต้องนำมาปรับปรุง
บทเสริมในการอธิบาย
การอธิบายปรากฏการณ์ทางรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์แทบทั้งหมดไม่ได้เป็นตามตัวแบบของกฎอธิบาย (covering – law model )บ่อยครั้งที่พบ ในการอธิบายแบบ ระบุการก่อเกิด ให้เหตุผล เน้นอัชฌาสัย และเน้นหน้าที่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าข้ออ้างเหนือเงื่อนไขที่ละไว้
การทำนาย
การทำนาย คือ การตอบคำถามว่า “อะไรเกิดขึ้นในอนาคต” ที่เป็นเป้าหมายหลักของศาสตร์เช่นเดียวกับการอธิบาย โดยความเป็นจริงแล้ว การทำนายเป็นเพียง”ความน่าจะเป็น”
ข้อสังเกตเกี่ยวกับการอธิบายและการทำนาย
การที่เราทำนายได้แต่อธิบายไม่ได้เพราะเรารู้เงื่อนไข หรือสภาพของสภาพการณ์บางเงื่อนไข แต่ไม่รู้กฏที่เกียวข้องกับปรากฏการณ์นั้น