เมื่อกล่าวถึงโรค “เรื้อน “หลายคนคงจะรู้สึกขนลุกกับโรคนี้ เป็นอีกโรคหนึ่งที่สังคมรังเกลียดที่เดียว  โรคนี้ ในความรู้สึกของคนทั่วไป รู้สึกว่ามันหายไปแล้ว  วันนี้มีคนไข้คนหนึ่งมาตรวจที่ โรงพยาบาล  เป็นคุณตาอายุ 68 ปี  ท่านมาพร้อมกับร่องรอยของโรคเรื้อน  ที่ท่านเคยเป็นเมื่อ  20 ปี ก่อน   ทำให้คุณตามีร่อยรอยของโรคเรื้อนมาจนถึงทุกวันนี้  สงสารความรู้สึกตา มีแต่คนรังเกลียดทั้งๆที่หายแล้ว 

คำพูดของตาทำให้ชลัญ นึกถึงเมื่อครั้งไปฝึกงานชุมชน ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง  ชลัญได้เข้าไปในพื้นที่ ไปเยี่ยมบ้าน พบบ้านยายคนหนึ่งเคยเป็นโรคเรื้อน  ปัจจุบันมีความพิการจาการเหลือเพียงร่องรอยของโรคเรื้อน  บ้านดูเหงียบเหงา ยายอยู่บ้านคนเดียว  บ้านยายเป็นบ้านชั้นเดียว  ดูแล้วไม่น่าเป็นบ้าน  เพราะต่ออยู่ข้างยุ้งข้าว  อีกที  ถัดไปเป็นบ้านหลังใหญ่   ดูมีฐานะทีเดียว  จากการไปสำรวจบ้านพบว่า  ยายเคยเป็นโรค เรื้อน ลูกก็เลยต่อบ้านให้ยายอยู่ข้างยุ้งข้าว  แต่ยายรักษาหายมา 20 ปี เห็นจะได้แต่ยังมีร่องรอยของโรคเรื้อนให้เห็นเหมือนเช่นคุณตาคนนี้   ส่วนบ้านหลังใหญ่นั้นเป็นบ้านของลูกยาย   มีอาชีพเป็นทั้งสามีภรรยา  ขณะที่ไปเยี่ยมยายห่อข้าวต้ม  กล้วยเพิ่งเสร็จใหม่ๆ  ยายยกมือไหว้ชลัญ  ชลัญรับไหว้แทบไม่ทัน  เพราะตั้งใจจะไหว้ยายก่อน  ยายยกหม้อข้าวต้มลงจากเตา  ตักออกมาพึ่งให้มันเย็น 

ชลัญ :  หอมจังเลยยาย

ยาย  :  อร่อยด้วยนะ  แต่หมอไม่กล้ากินหรอก

ชลัญ : รู้สึกงงที่ยายพูดแบบนั้น  “ ทำไม่ยายคิดอย่างนั้นล่ะ “ 

ยาย : ขนาดลูกฉันยังไม่กล้ากินเลย

ชลัญ  รู้สึกเสียววาบในหัวใจ    ยายไม่ว่าอย่างไร  เดินไปนั่งบนแคร่ถัดออกไป  พร้อมจานที่ยายแกะข้าวต้มไว้  แล้วใช้ช้อนตักกินเพราะร้อน  เข้าใจความรู้สึกของยาย ถึงไม่บอกว่าอย่างไรก็รู้สึกสะท้อนใจ มากกับสิ่งที่ได้เห็นได้ยิน 

ชลัญเดินตามยายไปนั่งใกล้ๆ  แล้วหยิบเอาช้อนที่อยู่  ในตะกร้าที่อยู่ใกล้ๆ ยาย  นั้นตักข้าวต้มที่ยายกิน  ใส่ปาก

ยายเงยหน้ามองชลัญ

“หมอไม่รังเกลียดฉันเหรอ  เดี๋ยวติดโรคเรื้อนจากยายนะ 

ชลัญ :  คุณยายรักษาหายมา 20 กว่าปี ชลัญไม่กลัวหรอก  มากินเร็วหนูไม่ได้ทานข้าวมาด้วย

ยายนั่งนิ่งน้ำตาไหล  ชลัญมัวอร่อยกับข้าวต้ม  เงยขึ้นไปเห็นอีกที ตกใจ

“ยาย  ยายเป็นอะไร  ไม่พอใจชลัญหรือเปล่า “

ยายเอามือปาดน้ำตา  บอก ไม่หรอก หมอลูกฉันยังไม่กล้ากินเลย  แล้วหมอเป็นใคร ถึงกล้ากินของฉัน

ชลัญ  :  ก็เป็นพยาบาลไง  หนูได้รับยาฆ่าเชื้อจาก รพ.เรียบร้อย รับรอง  อ๋อ  ฉีดยาป้องกันพิษสุนัขบ้าแล้ว  ยายไม่ต้องกลัวติดเชื้อจากหนูนะ  ( ทำท่าขี้เล่น )

ยาย : ยิ้มออก   บอก หมอจะอาไปกินอีกมั๊ยยายห่อให้

ชลัญ :  โหย ดีทีเดียวยาย เดียวชลัญจะเอาไปฝากเพื่อนด้วย ยายจึงหยิบให้ 2 ห่อ  จากนั้นก็ซักถามให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองอีกเล็กน้อย  พอดีกับเพื่อคนอื่นๆมาสมทบ เพราะได้เวลากลับ โรงพยาบาล  ชลัญถือข้าวต้มมาวางไว้ ที่ห้องพัก  เพื่อถามข้าต้มใครเอามาจากไหน  ชลัญบอก อ๋อ กินได้ของยายที่เราไปเยี่ยมให้มา  เท่านั้นแหล่ะเพื่อมันวางมัดข้าวต้ม  แล้วลุกหนีไป  ................

จากการพบคุณตาผู้เคยเป็นโรคเรื้อน และการนั่งนึกถึงยาย ทำให้ชลัญมานึกสะท้อน  ถึงความรู้สึกของยาย  เพราะวันนี้ชลัญเป็นพาร์กินสันเวลาอาการกำเริบนั้น ไม่ต่างจากคนพิการเลย  คนอื่นเขาจะนึกรังเกลียดเราบ้างหรือเปล่าน้อ  ....  สามีครอบครัวลูก  จะนึกรังเกลียดเรา  หรือเห็นว่าเราเป็นภาระมั๊ยนี่  ขนานลูกยายแท้ๆ  เขายังรู้สึก ตะขิดตะขวางใจไม่ยอมให้แม่อยู่ในบ้านด้วย 

..........................แล้วชลัญล่ะ ถ้าวันหนึ่งอาการมันมากกว่านี้ .....................................?????