ทุกวันนี้อะไรๆ มันก็ต้อง "การตลาด" นำ ...ไม่งั้นเจ๊ง

มันเป็น พาราไดม์  (paradigm) ที่เรายอมสยบ (คำนี้ แปลเป็นแขกว่าไรหว่า..ลืมไปแล้ว)   ...บางทีมี shift ตามมาให้ปวดขวัวอีกตะหาก

  

ไม่เว้นแม้แต่ศาสนา ก็ต้องมีการตลาด แพรวพราว ...ทั้งโดยตรง และอ้อม ไม่งั้น ทำมะกลาย คงไม่รวยปานนี้ดอก

 

 

อันว่าการตลาดนั้น ภาษาอังกฤษว่า marketing ...โห..มันได้อารมณ์มากๆ เพราะ “ตลาด”  นั้นคุณว่าคนพวกไหนเดินมากที่สุด  (อย่าลืม วันสัตว์วันโหวต ด้วยล่ะ)

 

ตอบ...ก็พวก “ตลาด..ตลาด” ไงล่ะ......

 

แล้วถามว่าพวกนี้คือคนพวกไหน...ตอบ..คือพวก “เสียงข้างมาก”  ไงล่ะ   เพราะพวกตลาดนี้มีมากที่สุดในโลก ..... ดังที่สัญชัยปริพาชก ก็รู้ดีมาก่อนใครอื่น แต่สมัยพุทธกาลแล้ว   (ไม่เชื่อดูลิงก์เกี่ยวข้องท้ายบทความนี้)

 

สรุปคือ  เสียงข้างมาก คือ เสียงตลาด  .....สรุปต่อไปคือ ดังนั้น ประชาธิปไตย ก็คือ ผลพวงของ เสียงข้างมากที่มาจาก “การตลาด” นั่นเอง ....ใครๆ ก็รู้ แต่นักวิชาการวันนี้มันทำเป็นไม่รู้ เชิดชู ปชต.สอพลอ กันอยู่นั่นหละ

 

และอันว่า การตลาด นั้น ใครเป็นคนทำ กำหนดกติกา ใครคนนั้นก็ได้ประโยชน์มากที่สุด

 

นั่นเป็นคำถามที่นักวิชาการไทย...ที่เรียนกันมาตามที่ฝรั่งอำมาตย์  และที่ฝรั่งไพร่สอน... ก็คงไม่เคยคิด ....ก็เรียนตามตำราเขาไปแบบทื่อๆ...เช่นนั้นเอง  สุดแล้วแต่ว่าอารมณ์จะไปสอดคล้องกับฝรั่งไพร่ หรือ ฝรั่งอำมาตย์

 

นักวิชาการไทย นักคิดไทย มันคิดกันได้ประมาณนี้แหละ ....ก็สมควรแล้ว โสน้าหน้า ขอให้เป็น ThugSinLand ตามหวังกันต่อไป

 

สาธุ...อาเมน ...อัสสามโมเลกุม..โอม เพี้ยง

 

....คนถางทาง (๒๕ เมษายน ๒๕๕๕)