ผมเกิดแรงบันดาลใจให้เขียนบันทึกชุดนี้จากการอ่านหนังสือ A Framework for K-12 Science Education : Practices, Crosscutting Concepts and Core Ideas ซึ่งจัดพิมพ์โดย The National Academies ของสหรัฐอเมริกา  ผมขอเสนอให้นักการศึกษาและครูอาจารย์ไทยอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกคน   อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์   เพื่อเอามาใช้ปฏิรูปการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของไทย   โดยที่หนังสือเล่มนี้เขาอนุญาตให้ ดาวน์โหลดมาอ่านได้ฟรี

 

          ผมตีความหนังสือเล่มนี้ ลงเป็นบันทึกชุด “ปฏิรูปการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ ๒๑” นี้ เพื่อเป็นบรรณาการแก่ “ครูเพื่อศิษย์”

 

          ในบันทึกที่ ๒ ของบันทึกชุด ปฏิรูปการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 นี้ ได้ระบุวิสัยทัศน์ ของผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิทยาศาสตร์ว่า ในช่วงเวลาของการเรียนรู้ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึง ม. ๖ (เกรด ๑๒) นักเรียนจะได้ฝึกปฏิบัติทางวิทยายาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อให้เข้าใจหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ลึกขึ้น    นักเรียนได้ฝึกตั้งคำถามและหาวิธีตอบคำถามที่ช่วยให้มนุษย์เข้าใจโลกรอบตัวเอง    จนเมื่อจบ ม. ๖ นักเรียนก็มีทักษะการอภิปรายสาธารณะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์   มีทักษะของการเป็นผู้บริโภค ข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างมีวิจารณญาณ     และมีฉันทะและทักษะในการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ต่อเนื่องตลอดชีวิต   มีความเข้าใจว่าความรู้ความเข้าใจวิทยาศาสตร์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นผลของการสร้างสรรค์ของมนุษย์ต่อเนื่องมาหลายร้อยปี


          เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์นี้ รูปแบบของการเรียนรู้ต้องเน้นความเชื่อมโยงระหว่างมิติทั้ง ๓ ของกรอบความคิด   คือมิติด้านภาคปฏิบัติ ด้านหลักการที่ต้องเรียนรู้ และด้านสาระที่ต้องเรียนรู้ (โปรดดูตอนที่ ๑)    โดยเน้นความสมดุลระหว่าง ความลึกกับความกว้าง

 

          หลักการภาคปฏิบัติ มี ๓ ประการ คือ

๑. หลักความคิดว่า การเรียนรู้เป็นความก้าวหน้าของพัฒนาการ(developmental progression)    โดยที่กระบวนการจัดการเรียนรู้มีเป้าหมายช่วยให้เด็กค่อยๆ ทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ โดยรอบตัว    เริ่มที่ความสนใจใคร่รู้   แล้วค่อยๆ นำทางเด็กสู่การตีความปรากฏการณ์ต่างๆ ในโลกด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (และวิศวกรรมศาสตร์)

 

๒. เลือกหลักการที่ต้องเรียนรู้เพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น   เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาพเรียนมาก จนเฝือ และเรียนได้เพียงตื้นๆ   นักเรียนควรได้มีเวลาทดลอง และนำผลมาถกเถียงกัน

 

๓. การเรียนรู้มีลักษณะบูรณาการระหว่างภาคความรู้กับภาคปฏิบัติอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

 

 

วิจารณ์ พานิช

๒๖ มี.ค. ๕๕