ดู แล้ว วาง : จงเจริญจิตซึ่งหยุดอยู่บนความไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น

ภูฟ้า
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

 

        ปีนี้เป็นปีที่ดีมากครับ ได้เริ่มเข้าวัดปฏิบัติธรรมถือศีลอุโบสถตามรูปแบบอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นปี เพราะพึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สอนรายวิชา คุณธรรมฯ ที่มีข้อกำหนดว่าต้องพานิสิตไปปฏิบัติธรรมที่วัดครับ  เทอมที่ผ่านมาได้ไป 3 วัดครับ และเทอมภาคฤดูร้อนนี้อีก 5 วัดครับ 

        การไปหลาย ๆ  วัดมีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ ฝึกให้เราเปิดใจปรับตัว ละวางตัวตนซึ่งจะทำให้ได้เรียนรู้วิธีวัตรปฏิบัติที่หลากหลาย ยกตัวอย่าง เช่น 2 วัดแรกนั้นเป็นวัดสายป่า ที่วัตรปฏิบัติแนว "พุท-โธ" แต่วัดที่ 3 เป็นวัดที่เน้นวัตรปฏิบัติแนวเคลื่อนไหว เป็นต้น

       โชคดีว่า ผมยังเป็นผู้ปฏิบัติใหม่ จึงทำให้ปรับตัวได้ง่าย ดูไปก็คล้าย ๆ กับเราปรับเปลี่ยนวงสวิงกอล์ฟประมาณนั้นครับ ตอนแรก ๆ ฝีมือจะตกเพราะความคุ้นชินเดิมกับแนวปฏิบัติใหม่ยังไม่เข้ากัน

       จากมือปริยัติ ก้าวเข้าสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ถึงแม้จะเรียนรู้การปฏิบัติจากพ่อแม่ครูอาจารย์ที่หลายหลายสาย หลากหลายวิธี ที่ดูเหมือนแตกต่างกันก็ตามแต่ แต่โดยแก่นแท้นั้นก็เพื่อเป้าหมายเดียวกัน ถ้าเราละวางได้ บูรณาการ ประยุกต์ได้แล้ว ผมว่า ยิ่งเป็นคุณอนันต์

       ในการเข้าฝึกตน ครั้งที่ 4 นี้ ถึงแม้ไม่ใช่วัด แต่ก็ไม่ต่างกันนัก เพราะเป็นแนวปฏิบัติที่ดีมาก ๆ อีกวิธีหนึ่ง ดูพยัญชนะแบบผิวเผินแล้ว ดูเหมือนเป็นคนละทางคนละวิธี แต่พอเชื่อมโยงได้แล้ว ก็พบว่า คืออันเดียวกัน

       ก็เหมือนเช่นเคย คือ เมื่อมีการปรับเปลี่ยนวงสวิง ฝีมืออาจตกลงมาบ้างอันมีเหตุจากการปรับตัว บูรณาการ เหมือนจิตตกแล้วตั้งขึ้นใหม่ประมาณนั้นครับ แต่จิตตกคราวนี้ใหม่และนานกว่าทุก ๆ ครั้ง

      ความพิเศษ คือ เมื่อกลับมาตั้งได้ใหม่ครั้งล่าสุดนี้ พบว่า เข้าถึงธรรมที่ลึกซึ้งกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญครับ

      นั่นคือ ดู แล้ว วาง นั่นเอง

      ถึงแม้การตั้งขึ้นมาได้ในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าแตกต่างกว่าครั้งก่อนอย่างมีนัยสำคัญนั้น แต่ก็เป็นการตั้งขึ้นด้วยอาศัยคำภีร์ ซึ่งยากที่จะถอดออกมาเป็นบทเรียนเฉพาะตนได้ทันทีจึงขออ้างอิงคำภีร์ประกอบครับ

 

  • "จิต" เป็นธรรมชาติแท้ของมนุษย์ เราไม่สามารถรู้สึกถึงจิตได้ผ่านทางอายตนะ
  • เพื่อความสะดวกในการพูด เราพูดถึง "จิต" ในฐานะที่เป็นตัวสติปัญญา
  • ในขณะที่ "จิต" ทำหน้าที่สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาในฐานะที่ตอบสนองต่อกฏแห่งความเป็นเหตุและผลของกันและกันนั้น มันก็ยังเป็นสิ่งที่เรารู้สึกต่อมันไม่ได้ทางอายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมโนทวาร)
  • ถ้าเราทราบความจริงข้อนี้ และทำความสงบเงียบอยู่ในภาวะแห่งความไม่มีอะไร ในขณะนั้น พวกเรากำลังเดินอยู่แล้ว ในทางแห่งพระอริยเ้จ้าทั้งหลาย โดยแท้จริง
  • จงเจริญจิตซึ่งหยุดอยู่บนความไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น
  • บรรดาสัตว์ทั้งหลาย ที่ผูำกพันอยู่กับวงล้อมแห่งการเวียนเกิดเวียนตายนั้น เป็นสิ่งที่ถูกสร้างย้อนกลับมาจากกรรมแห่งตัณหาของเขาเอง! หัวใจของเขายังผูกพันอยู่กับภูมิแห่งกำเนิดทั้งหกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้นจึงยังผูกพันตนอยู่กับความทุกข์กายทุกข์ใจ ทุก ๆ ชนิด
  • พวกที่ต้องการข้อบัญญัติและคำสอนทุกชนิด ที่จะเอาไปใ้ช้บีบบังคับจิตของตนให้ยอมจำนนเท่านั้นเอง ดังนั้นเมื่อความคิดเกิดขึ้น ธรรมะต่าง ๆ ที่เขาศึกษาอัดเข้าไว้ทุกชนิดก็ตามมา แต่แล้วมันก็สูญสิ้นไปเพราะการหยุดลงของความคิดนั่นเอง

 

 

 

 

   

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บนเส้นทางธรรม



ความเห็น (2)

สุภาวดี
IP: xxx.162.225.229
เขียนเมื่อ 

หนูจะนำไปฝึกปฏิบัตินะคะ...ได้ผลอย่างไรจะให้ท่านอาจารย์ช่วยชี้ทางให้คะ

เขียนเมื่อ 

สาธุ สาธุ ขอจงเจริญในธรรมครับ