๑. จุดประเด็นที่น่าสนใจ
“สะพานขุนเดช” เป็นอีกชื่อหนึ่งที่คนฟากกว๊านทั้งสองด้านใช้ข้ามติดต่อกันไปมา ทำให้เห็นถึงคุณประโยชน์ที่มีผลต่อทางด้านเศรษฐกิจสังคมอย่างยิ่งต่อการคมนาคมครั้งนี้ ประการที่สอง เมื่อผู้คนข้ามสะพานไปมาจะสังเกตเห็นศาลพระภูมิตั้งไว้เพื่อให้ผู้คนที่ผ่านไปมากราบไหว้บูชาผู้คนแถบนั้นเรียก “เจ้าพ่อขุนเดช” คนผู้นี้ได้สร้างอะไรไว้ จึงทำให้ผู้คนจำนวนมากเรียกชื่อท่าน และให้ความเคารพท่านถึงปานนี้
๒. ปัจจัยในการศึกษาค้นคว้า
๒.๑ ใช้วิธีศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งโดยมากมักพบแต่ข้อความสั้น ๆ เช่น เป็นชื่อสะพาน, ชื่อกำนันคนหนึ่งหรือ เป็นชื่อผู้เคยบวชเรียน ณ วัดต๋อมใต้ เท่านั้น
๒.๒ ใช้วิธีสอบถาม
ก. ผู้รู้
ข. เครือญาติ
๒.๓ ใช้วิธีทางอ้อม เช่น การเทียบเคียงจากการนิมิต หรือ สัมผัสที่หก[1]
๓. อัตตชีวประวัติ
ขุนเดช นามสกุลเดชใจหาญ เดิมชื่อ หน้อยจันทร์ นามสกุลเดิมเดชใจ เป็นบุตรพ่อท้าวจักร แม่ใจ เดชใจ เกิดเมื่อวันอังคาร ที่ ๑๑ กันยายน ๒๔๒๘ ปีจอ มรณะ ๒๔๙๖ ด้วยโรค “ไหลตาย” การศึกษา ป.๔ ร.ร.วัดต๋อมใต้ บวชเป็นสามเณร วัดต๋อมใต้
โดยมีพี่น้องร่วมสายโลหิต ๘ คน
๑. แม่เกี๋ยง ๒. หน้อยจี ๓. หน้อยจันทร์ (ขุนเดช) ๔. แม่มูล ๕. แม่ดา ๖. แม่ดี ๗. แม่แว่น ๘. แม่อ่อน
และได้แต่งงานกับแม่ยวง มีบุตร ๘ คน คือ
๑. หน้อยสม เดชใจ (ผญ.บ้านร่องไผ่) ๒. แม่อุ้ยนวล ทำดี ๓. แม่จันทร์ฟอง ไชยพลี ๔. แม่คำ เดชใจ ๕. แม่แก้ว ในสุย ๖. แม่นา ทวีเชื้อ ๗. แม่เป็ง อินทนท์ ๘. แม่เพชร สิงห์แก้ว
แต่งงานกับแม่เขียว มีบุตร ๕ คน คือ
๑. แม่สมศรี เดชใจ ๒. แม่นึก เดชใจ ๓. พ่อสวัสดิ์ เดชใจ ๔. น.ส.ต่อน เดชใจ ๕. น.ส.สมร เดชใจ
๔.งานในหน้าที่
ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้แต่งตั้งหน้อยจันทร์ เดชใจ เป็นกำนันตำบลต๋อม ในนาม ขุนเดช เดชใจหาญ โดยมีชาวบ้านช่วยกันเฉลิมฉลองสมโภชอยู่ ๓ วัน ๓ คืน และมีการละเล่นต่าง ๆ มากมาย แต่มีที่น่าสนใจมากนั้นก็คือ ลิเกทำให้เป็นที่กล่าวขวัญถึงชาวบ้านในแถบนั้นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นสุดยอดของมหรสพในสมัยนั้น เพราะนาน ๆ ทีจะมีสักครั้งหนึ่ง
เมื่อเข้ารับตำแหน่งแล้วท่านให้ความดูแล ความสงบเรียบร้อยให้กับคนในท้องถิ่นอย่างดี เช่น ในเวลาค่ำคืนท่านจะออกเดินตรวจไปตำบล และในหมู่บ้านที่รับผิดชอบ โดยมีผู้ช่วยติดตามไป ว่ามีเหตุการณ์อะไรไม่สงบขึ้นบ้าง เช่น การขโมยวัวควายเกิดขึ้นไหม บางครั้งถึงกับไปไกล่เกลี่ยในเรื่องสามีภรรยาทะเลาะกัน หรือเกิดการชกต่อยกันระหว่างหนุ่มต่างบ้านกับคนในท้องถิ่นและที่น่าแปลกใจ คือ ท่านใช้วิธีเดินตรวจ ไม่ใช้พาหนะในการขับขี่ เช่น รถจักรยาน หรือม้า อันนี้จะด้วยสาเหตุใดก็ตามนับว่าท่านได้ให้ความเอาใจใส่ต่อผู้อยู่ใต้การปกครองของท่านเป็นอย่างดียิ่ง
จากคำบอกเล่าของ หลวงพ่อครูบาน้อย[2] ว่าในฤดูทำบุญ หรือเทศกาลงานบุญต่าง ๆ ช่วงปอยหลวง เช่น มีการฉลองวิหาร ศาลาการเปรียญ หรือแม้แต่เทศกาลวันสงกรานต์ปีใหม่ก็ดีท่านจะคุมงานเอง ไม่ต้องใช้ตำรวจ ทหาร หรือตำรวจบ้านอย่างในปัจจุบันเมื่อเกิดเหตุการณ์วัยรุ่นต่อยกัน ท่านจะใช้วิธีในการปราบปรามเด็ดขาด และได้ผลเป็นที่ประจักษ์แก่ชนทั้งหลาย ที่เด่นชัดมีอยู่ ๒ ประการ คือ
๑. ให้ยุติเดี๋ยวนั้น กล่าวคือ ประการแรกท่านจะตะโกนสั่งให้ทั้งสองฝ่ายหยุดเอง แต่ถ้าไม่ได้ผลขุนเดชจะลุยเองละทีนี้โดยท่านจะมีท่านไม้ในมือตลอดเวลาไปถึงที่เกิดเหตุการณ์ท่านจะไม่พูดรำทำเพลงอะไร พอเห็นมีคนตลุมบอนกัน ท่านจะออกไปไล่ตีคนเหล่านั้นทันที ไล่ตีแบบวัวควาย แต่ที่น่าแปลกก็คือ ที่ไม่มีใครโต้ตอบสักคน พอรู้ว่าขุนเดชมาต่างคนก็ต่างวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปหมด ต่างคนต่างเอาตัวรอดอาจเป็นเพราะบารมีที่ท่านใช้ก็ได้หรือการเอาจริงเอาจังของท่านนั้นเอง
๒. ใช้วิธีตัดสินด้วยกำลัง ท่านจะมี “ข่วงลูกกุย”[3] เมื่อถามลูก ๆ ท่านบอกว่า ไม่มีเพราะไม่ได้ยินเรื่องเหล่านี้ แต่พอถามคนอีกฟากกว๊านหนึ่ง คือ บริเวณบ้านต๋อมจะรู้ดีว่ามีจริงเคยถามหลวงพ่อครูบาน้อย ท่านว่าน่าจะอยู่บริเวณทุ่งนาแถว ๆ หน้าวัดนี้แหละ !
กล่าวคือ เมื่อคู่กรณีตกลงกันไม่ได้ต่างคนต่างไม่ยอมกันท่านจะเรียกทั้งคู่มาต่อยกัน ให้รู้แพ้รู้ชนะกันไปเลย บางรายชกกันจนยอมแพ้ไปข้างหนึ่งก็มี หรือยอมกันทั้งสองฝ่ายก็มี บางครั้งเวลาค่ำเสียก่อน ก็นัดกันมาชกกันในวันต่อมาเอากันชนิดที่ว่าใครดีใครอยู่ก็มี แต่ทุกรายเมื่อลง “ข่วงลูกกุย” แล้วจะยอมอ่อนข้อให้แก่กันและกัน ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้คู่กรณีกลับมารักกัน เหมือนเดิมอย่างได้ผลดีมาก
มีเรื่องเล่าว่า เมื่อท่านแต่งงานกับแม่ยวงภรรยาคนแรกท่านได้ย้ายจากบ้านสันต้นผึ้งไปอยู่บ้านร่องห้า เวลานอนกลางคืน ท่านจะไม่เหมือนใครคือจะทำแคร่นอนไว้หน้าบ้านริมรั้ว
เมื่อวัยรุ่นเอ๊ะอะโวยวายมา หรือเมามา ท่านจะถือหางปลากระเบนไล่ตีเพราะฉะนั้นกิตติศัพท์อันนี้จึงทำให้วัยรุ่น หรือผู้คนในสมัยนั้นเวลาจะเมาแล้วโวยวาย หรือตะโกนด่าคนนั้นคนนี้พอมาถึงสะพานขุนเดช ซึ่งติด ๆ กับบ้านท่านจะหยุดแล้วค่อย ๆ ย่องเดินผ่านไปโดยดี เพราะเกรงกลัวต่อท่าน ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คือการตั้งด่านสกัดหรือเป็นเสมือนจุดตรวจ นั่นเอง
อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่สุนัขที่ว่าดุหรือว่าแน่ๆ ครูบาน้อยบอกว่าเคยเห็นท่านยื่นเท้าให้สุนัขตัวดุ ๆ ที่ชอบกัดชาวบ้านเพื่อให้สุนัขตัวนั้นกัดเพื่อทดลองวิชาอาคมของท่าน ก็ปรากฏว่าไม่มีตัวไหนกล้ากัดท่าน จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม นับได้ว่าท่านแน่มากในเรื่องใจกล้าใจถึง
อีกกรณีหนึ่ง คือ เอาแขนให้งูกัด งูก็ไม่กัด มีคนว่าท่านเล่นคาถาเพราะเคยมีคนที่ถูกงูกัดไปแล้วให้ท่านรักษา โดยการเป่า การเสก ท่านไม่เคยใช้ยาสมุนไพร แต่ใช้เวทมนต์มีคนเล่าว่า ถ้าท่านเห็นรอยงูเลื้อยผ่านถนน หรือทางเดิน ท่านจะไม่ข้ามไปเลยทีเดียว ท่านจะใช้วิธีลบก่อนแล้วจึงข้ามไป เป็นการถือเคล็ดเพื่อให้มีผลต่อคาถาของท่านหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
เรื่องที่ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป คือ การเป็นนักพัฒนาท้องถิ่นโดยการนำชาวบ้านพัฒนา หรือสร้างสาธารณูปการมากมาย แต่ที่เด่นชัดและเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือการที่ท่านนำชาวบ้านสร้างสะพาน ข้ามน้ำอิง ซึ่งในการดังกล่าวนี้ท่านไม่ได้สร้างเอง หรือลงทุนเองซึ่งเรื่องการสร้างสะพานนี้เรารู้มาจากคำบอกเล่าของตัวท่านเอง และลูกหลานบอกเล่า
แต่สะพานที่ปรากฏก็ได้นามว่า ขุนเดช อยู่ดี หลวงพ่อครูบาน้อย วัดต๋อมใต้ อายุ ๘๘ ปี (คำนวณปี ๒๕๔๖) ท่านเล่าว่าตอนที่ท่านอายุได้สัก ๑๘ ปี เขาเริ่มสร้างสะพาน ก็ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๕
สะพานที่แรกจะมี ๓ จุดด้วยกัน คือ ขัวก้อม, ขัวกลางและขัวแม่อิง เราจะเห็นว่าในยุคนั้นเรียกสะพานขุนเดชว่าสะพานแม่อิง คือ สร้างเพื่อข้ามน้ำอิง[4] ปัจจุบัน ขัวก้อม หรือสะพานสั้นยังคงเหลืออยู่ คู่กับสะพานขุนเดช แต่ขัวกลางนั้นถมเป็นถนนไปเสียแล้ว
อย่างไรก็ตามสะพานแม่อิง ก็ถูกเรียกว่าสะพานขุนเดชตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้
จากคำบอกเล่าของ แม่จันทร์ฟอง ใชยพลี ลูกสาวคนที่ ๓ ของท่านวัย ๘๖ ปี (ณ พ.ศ. ๒๕๔๖) เล่าว่าสะพานเดิมเป็นไม้ไผ่ ที่ทำเป็นไม้สะลาบนำมาสวนเข้าด้วยกัน เขาเรียกว่า “ขัวแต๊ะ” ใช้เดินข้ามเองต่อมาในยุคกำนันศรี ทำดี หลานขุนเดชลูกแม่อุ้ยนวล ซึ่งเป็นลูกสาวคนที่ ๒ ของท่านเป็นคนสร้าง เป็นสะพานไม้ และต่อมาทางราชการจึงเทคอนกรีตเสริมเหล็กจนใช้การมาถึงปัจจุบัน
เราจะเห็นว่าสะพานขุนเดช มีการวิวัฒนาการมาถึง ๓ รุ่น คือ ขุนเดชตายไปแล้ว ๕๑ ปี (คำนวณ พ.ศ. ๒๕๔๗) จากขัวแต๊ะสานด้วยไม้ไผ่ มาเป็นสะพานไม้ที่แข็งแรง และมาเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กที่คงทนถาวร ในปัจจุบันนี้
ปัจจุบันมีศาลเจ้าพ่อขุนเดช ที่หัวสะพาน เป็นที่เคารพสักการะบูชาให้เกียรติกับท่านที่เป็นคนริเริ่มทำสะพานขึ้นมาจนเป็นผลสำเร็จได้ใช้จนชั่วลูกหลาน และต่อมาปู่หลน (คุณชาญณรงค์ พูนวิริยาภรณ์) ได้มอบเงินให้ลูก ๆ หลาน ๆ ขุนเดชจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อสร้างอนุสรณ์ให้กับท่าน เพื่อประกาศคุณงามความดีของท่านต่อไป
เป็นที่น่าสังเกต คือ ในการสำรวจข้อมูลครั้งนี้ ได้ใช้คนเข้าทรงช่วยในเรื่องความถูกต้องการเรียงลำดับลูกคนที่เท่าไหร่ก็ทำให้เราได้มุมมองที่ต่างไปอีกอย่างหนึ่ง เป็นการประยุกต์ความรู้ทั้งประวัติศาสตร์ ตำนานคำบอกเล่า พุทธศาสตร์ และไสยศาสตร์ ที่ลงตัวอย่างน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง

สนับสนุนการเก็บข้อมูล
[1] ม้าทรงของขุนเดช ชื่อนางไร บ้านร่องห้า ต.ต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา
[2] ครูบาน้อย ธมฺมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดต๋อมใต้
[3] ภาษาพื้นเมืองเหนือ คือ สนามชกมวย
[4] เป็นภาษาพื้นเมืองเหนือ ขัวก้อม คือสะพานสั้น,ขัวกลาง คือ สะพานขนาดกลาง,ขัวแม่อิง คือสะพานข้ามแม่น้ำอิง หมายความว่า ในการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำอิงนั้นได้สร้างสะพาน ๓ จุด คือสะพานขนาดสั้น – ขนาดกลาง – ขนาดยาว เชื่อมต่อกันไปหลายสิบเมตร
เป็นคนดีของสังคมที่ควรยกย่อง
เจริญพรคุณมอมแม อุปสรรค์สร้างคน การดำรงตนสร้างคุณค่า การแสวงหาสร้างประสบการณ์ แต่สะพาน ......ขุนเดชสร้าง
สุดยอดมากครับท่าน
ท่านพระอาจารย์ค่ะ ดิฉันเป็นนิสิตของม พะเยา ดิฉัน จะทำสารคดีของสะพานขุนเดช ดิฉันควรนำเสนอแนวไหนดีค่ะ ดิฉันอยากจะโฟกัสในตัวขุนเดช ควรจะนำเสนอแบบไหนให้น่าสนใจดีค่ะ
ขัวก้อม ขัวกลาง อยู่ตรงไหนค่ะ แล้วใครเป็นคนสร้าง