ในยุคพญางำเมือง  เรืองอำนาจในอาณาจักรภูกามยาวโดยมีอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่  ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกันอีก ๒ อาณาจักรกล่าวคือ  อาณาจักรล้านนา  มีพญาเม็งรายเป็นผู้ครองนคร และ อาณาจักรสุโขทัย มีพญาร่วง (รามคำแหง) เป็นเจ้าเหนือชีวิต

                ทั้งสามเป็นพระสหายกัน เมื่อครั้งยังเป็นพระราชกุมารศึกษาเล่าเรียนศิลปะฝึกฝนวิทยายุทธ์ ณ สำนักสุกทันตฤษี เมืองละโว้[1] ความสัมพันธ์ของทั้ง ๓ กษัตริย์ก็ยังสนิทเหนียวแน่นอยู่เหมือนเดิม

                ทั้งสามพระสหายจึงนัดหมายกันกระทำสัจปฏิญาณ ร่วมสาบานเป็นมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน ณ ริมฝั่งแม่น้ำสายตาในเขตอาณาจักรภูกามยาว โดยทรงกระทำพิธีกรรมสัตยาบันต่อกันให้ทุกพระองค์กรีดข้อพระหัตถ์ให้เลือดหยดลงในภาชนะ แล้วนำมาผสมกันกับน้ำดื่ม ในขณะที่ทุกพระองค์จะนั่งเอาหลังพิงกันภาษาท้องถิ่นว่า “อิง” ตั้งแต่นั้นมาแม่น้ำสายตาก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “แม่น้ำอิง” มาจนถึงทุกวันนี้

                ความสัมพันธ์ของกษัตริย์ทั้งสามดำเนินการราบรื่นเรื่อยมา ตราบจนกระทั่งวันหนึ่ง มีเรื่องราวแตกร้าวระหว่างพญางำเมืองกับพญาร่วงก็ปรากฏ

                มีตำนานเล่าขานเอาไว้ว่า ในทุก ๆ ปี พญาร่วงเจ้าได้เสด็จมาสักการะแม่น้ำโขง หรือคนท้องถิ่นเรียกว่า “แม่น้ำของ” โดยใช้เส้นทางเดินผ่านมาทางแม่น้ำยมเขตอำเภอสอง จังหวัดแพร่ และเขตอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา  แล้วจึงแยกซ้ายผ่านปางเดย ปางงุ้น ผ่านตำบลหนองหล่ม เขตอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา มาโดยลำดับ

                และที่ปรากฏร่องรอยชัดเจนเป็นตำนานคือเขตอำเภอดอกคำใต้นี้เอง ทางที่ใช้สัญจรผ่านไปมานานวันเข้าดินยุบลงเป็นร่องน้ำ คนทั้งหลายจึงขนานนามว่า น้ำแม่ร่องช้างในปัจจุบัน[2]

                ณ เมืองพะเยาพญางำเมือง ทรงมีมเหสีผู้มีสิริโฉมอันงดงาม ใครเห็นใครก็หลงรัก เพราะพระนางมิใช่งดงามแค่เพียงใบหน้าหรือกิริยาที่แสดงออกเท่านั้น ยังงดงามไปถึงจิตใจข้างในด้วย  พระองค์มี พระนามว่า อั้วเชียง[3]

                พญาร่วงเมื่อแรกพบพักตร์ก็ทรงหลงรักพระนางเสียแล้ว จนกินไม่ได้นอนไม่หลับกระวนกระวายอยู่หลายคืน เมื่อพระองค์ทรงทนความรบเร้าแห่งจิตคิดถึงพระนางไม่ไหวจึงร่ายมนต์แปลงกายเป็นพญางำเมือง เสด็จเข้าไปหาพระมเหสี เมื่อสองพระองค์ทรงกระทำกามคุณเสร็จเรียบร้อยแล้ว พญาร่วงก็รีบเสด็จออกจากห้องบรรทมของพระนางทันที

                ลำดับต่อมาพญางำเมืองเสด็จเข้าไปหาพระนางอั้วเชียงตามปกติพระนางจึงฉงนพระทันแล้วทูลถามพญางำเมืองว่า เอ.....วันนี้เสด็จพี่มาแปลก เสด็จเข้ามาในห้องน้องถึง ๒ เวลา เป็นเพราะเหตุอะไรหนอ?

                ครั้นพญางำเมืองใคร่ครวญดูก็ทรงทราบได้ทันทีว่า ต้องมีคนปลอมตัวเข้ามาหาพระมเหสีเป็นแน่ คนที่มีวิชากระทำการอุกอาจเช่นนี้ได้ต้องเป็นพระสหาย ด้วยความโกรธและแค้นใจที่พระสหายทำกันได้ถึงเพียงนี้  จึงสั่งให้ทหารเข้าล้อมจับพญาร่วงเป็นการใหญ่

                พญาร่วงเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็ตกใจ จึงจำแลงกายร่ายเวทย์มนต์ เป็นนกเอี้ยงบินหนีไป พญางำเมืองเห็นเป็นเช่นนั้นก็ไล่ตามไปจนทัน นกเอี้ยงบินไปก็เหนื่อยอ่อนตกลงไปที่หนองน้ำแห่งหนึ่งชาวบ้านจึงถือนิมิตนั้นเรียกว่า หนองเอี้ยง

                เมื่อจวนตัวพญาร่วงก็ร่ายมนต์แปลงกายเป็นวัวมีสีแดงดังสีเลือดวิ่งหนีไปอีก พญางำเมืองก็ไล่กวดไปจนทัน วัวแดงตัวนั้นตกใจโดดลงไปติดหล่มอยู่บริเวณหนองน้ำแห่งหนึ่งชาวบ้านจึงให้ชื่อว่า หนองวัวแดงมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อจวนตัวพญาร่วงก็แปลงกายเป็นสัตว์ตัวเล็ก ที่สุด คือ ไฮ (ไร) ไต่ไปตามบ้านเรือนผู้คน โดยหวังว่าวิธีนี้พญางำเมืองจะมองไปไม่เห็น พญางำเมืองก็เห็นและจะเข้าไปจับอีก

                เมื่อจวนตัวพญาร่วงก็แปลงกายเป็นตุ่นวิ่งหนีไปขุดรูไป  พญางำเมืองไล่ไปขุดหาตุ่นไปด้วยและไปทันที่บ้านแห่งหนึ่งชาวบ้านจึงขนานนามบ้านนั้นว่า บ้านตุ่น รูที่ตุ่นขุดไป ชาวบ้านจึงเรียกว่า ห้วยแม่ตุ่น

พญาร่วงเห็นจวนตัวก็จำแลงกายเป็นเสือโคร่งลายพาดกลอนตัวใหญ่มีกำลังมากกระโจนหนีไป พญางำเมืองก็ไล่ไปทัน ตำบลแห่งหนึ่งชาวบ้านนิยมเรียกเสือเป็นภาษาท้องถิ่นว่า “สาง” จึงให้ชื่อบ้านนั้นว่า บ้านสาง มาจนถึงทุกวันนี้

                เมื่อจวนตัวเสือโคร่งก็กระโจนหนีลงไปพลาดท่าตกลงน้ำในกว๊านพะเยาจนเสียงดัง “ต๋อม” จนน้ำกระเด็นตกไปทั่วบริเวณบ้านที่เสือโดดลงไปตกน้ำกว๊านจึงชื่อว่า บ้านต๋อม มาจนถึงทุกวันนี้

                และในที่สุดพญาร่วงก็ไปติดกับขะตั้ม (คือเครื่องมือดักสัตว์ชนิดหนึ่ง) บริเวณบ้านแห่งหนึ่งชาวบ้านจึงเรียก บ้านตั้ม (บ้านต๊ำ) มาจนถึงทุกวันนี้  และพญางำเมืองก็ไปจับตัวพญาร่วงได้ ณ บ้านแห่งนั้นนั่นเองแล้วนำไปจองจำไว้ โดยให้คนส่งข้าวน้ำให้เสวย

วันหนึ่งคนนำพระกระยาหารละเลยต่อหน้าที่ไม่มีอะไรถวาย จึงแกล้งนำไม้ตาหีบปิ้งปลาถวายพญาร่วงทรงน้อยพระทัย  ว่าตัวเราเป็นถึงเจ้าชีวิตจะมาตายเพราะอดข้าวอดน้ำในที่นี้เสียแล้วกระมังว่า แล้วจึงนำไม้ตาหีบมาพนมมือตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ถ้าข้ายังมีบุญญาธิการ ชีวิตจะอยู่รอดต่อไปอีก ก็ขอให้ไม้นี้จงออกรากเป็นต้นไม้ด้วยเถิด แล้วจึงปักลงบนแผ่นดิน ไม้ปิ้งปลานั้นก็เกิดปาฏิหาริย์เกิดมีรากงอกขึ้นมาชาวบ้านเห็นเป็นที่อัศจรรย์จึงเรียกไม้นั้นว่า ไม้ตาหีบพระร่วง มาจนทุกวันนี้

                การจับตัวพญาร่วงได้ในเวลานั้นเป็นข่าวใหญ่โตที่มีเสียงเล่าลือกันไปทั่วอาณาจักรน้อยใหญ่ จนรู้ไปถึงหูพญามังรายเจ้าผู้ครองอาณาจักรล้านนา  เมื่อพญามังรายพระสหายเสด็จมาเพื่อยุติความขัดแย้ง จึงให้พญางำเมืองและพญาร่วงมานั่งร่วมกัน เพื่อเคลียร์ปัญหาที่ค้างคาใจที่มีต่อกันลง ณ บ้านแห่งหนึ่ง บ้านนั้นจึงมีชื่อว่า บ้านเกณฑ์

                และสั่งให้ทหารตั้งศาล หรือกว๊านขึ้นมา ณ บ้านแห่งหนึ่ง บ้านนั้นจึงเรียกว่า บ้านกว๊าน เมื่อประชาชนรู้ข่าวกันมากขึ้นจึงพากันมาฟังคดีความ โดยการป้อ หรือ  กระจุกกันอยู่ ณ บ้านแห่งหนึ่ง บ้านนั้นจึงชื่อว่า  บ้านป้อ  มาจนถึงทุกวันนี้

                พญามังรายได้ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งของสองพระสหาย  โดยให้ยึดหลักความสามัคคี  และมิตรไมตรีต่อกัน กระทั่งนำเอาเรื่องราวในอดีตในเยาว์วัยที่ได้ร่วมสุขร่วมทุกข์  ได้กินนอนเป็นมิตรสหายเพราะคำว่ามิตรภาพนั้นมิอาจหาได้โดยง่าย การผิดใจต่อกัน ก็หมายถึงคนสองอาณาจักรจะต้องต่อสู้ล้มตายกันอีกมากมาย ผลเสียย่อมเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาลแน่นอน พระสหายทั้งสองก็ยอมความแก่กันและกัน

                เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วพญามังรายจึงตัดสินคดีความให้พญาร่วงเสียค่าสินไหมแก่พญางำเมืองเป็นทองคำแท่งสูงเท่าตัวพญางำเมืองและให้คืนดีเป็นมิตรไมตรีต่อกันดังเดิม พญาร่วงจึงยินยอมแต่โดยดีทั้งสามพระสหายก็พากันไป ณ แม่น้ำอิงแล้วได้นั่งเอาหลังพิงกันสาบานเป็นเพื่อนร่วมกันตลอดไป


[1] คือ เขตจังหวัดลพบุรี

[2] ดูความแตกต่างได้ใน ตำนานช้างปู่ก่ำงาเขียว และแม่น้ำร่องช้าง

[3] บ้างก็ว่า  นางอั้วเชียงแสน-ศาสตราจารย์ ธวัช ปุณโณทก, บ้างก็ว่า นางฮั้วสิม-สุจิตต์ วงษ์เทศ