เมื่อวันที่ 29 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมและสัมมนา หลักสูตร Strengthening for Implementation Capability of Development Training under South-South Cooperation ณ JICA TOKYO ประเทศญี่ปุ่น หลักสูตรนี้ แปลเป็นไทยได้ว่า หลักสูตรการเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินงานโครงการฝึกอบรมเพื่อการพัฒนาประเทศในกลุ่มความร่วมมือ South-South
ความร่วมมือใต้-ใต้ หรือ ความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา " เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการที่ประเทศกำลังพัฒนา/ ด้อยพัฒนา ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายหลังจากที่ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและวิชาการที่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา/ด้อยพัฒนามีแนวโน้มลดลงและมีการนำเงื่อนไขอื่นๆ มาผูกกับการให้ความช่วยเหลือมากขึ้น อาทิ ประเด็นสิ่งแวดล้อม โดยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการระหว่างประเทศกำลังพัฒนา/ด้อยพัฒนานี้ จะเป็นทั้งในลักษณะของการให้ (อาทิ ทุนการศึกษา/ทุนฝึกอบรม/ทุนดูงาน/ผู้เชี่ยวชาญ/วัสดุอุปกรณ์) ของประเทศใดประเทศหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว อาทิ การให้ความร่วมมือด้านทุนฝึกอบรมระยะสั้นในสาขาการเกษตรของไทยแก่ประเทศในแอฟริกา และในลักษณะของการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างกัน " (ที่มา : http://www.thaiglossary.org/node/37278 )
โครงการฝึกอบรมสัมมนาในครั้งนี้ เชิญผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการจัดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาประเทศกลุ่มด้อยพัฒนา จำนวน 27 คน จาก 15 ประเทศทั่วโลก อันได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย บราซิล โคลัมเบีย อาร์เจนตินา ปานามา ตุรกี อิตาลี อียิปต์ ฟิจิ ตูนีเซีย เม็กซิโก เคนยา ฯลฯ และผู้เขียนเป็นตัวแทนจากประเทศไทย ในฐานะผู้แทนของหน่วยงานที่ได้รับทุนจากรัฐบาลไทยที่ร่วมมือกับ JICA สนับสนุนทุนให้จัดโครงการฝึกอบรมในลักษณะดังกล่าว และมีผู้ร่วมอบรมชาวไทยอีกท่าน เป็นผู้แทนของรัฐบาลไทย จากกระทรวงการต่างประเทศ มาเข้าร่วมในฐานะผู้ให้ทุนจัดอบรมในครั้งนี้
ได้อะไรมาบ้างจากการฝึกอบรมในครั้งนี้?
จากการเข้าร่วมฝึกอบรมนานาชาติในครั้งนี้ ประการแรก ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ที่ท้าทายความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากว่า พอเข้าอบรมในวันแรก ทางคณะผู้จัดอบรมได้จัดโต๊ะสัมมนาในลักษณะเป็นกลุ่ม A B C D E แต่ละกลุ่มมีสมาชิกประมาณ 5-6 คน และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้อบรมที่มาจากประเทศเดียวกันจะไม่ได้นั่งโต๊ะกลุ่มเดียวกัน ดังนั้น จึงทำให้ระยะเวลาตลอด 5 วันของการอบรม ทำให้ผู้เขียนต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการพูด และการฟัง อีกทั้งยังมีงานที่ได้รับมอบหมายจากวิทยากรให้ทำในระหว่างการสัมมนา คือต้องใช้ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์และทักษะการเขียน ที่ยากเย็นแสนเข็ญอีกด้วย
ประการที่สอง จากการที่มีผู้เข้าอบรมถึง 27 คน จาก 15 ประเทศ ทำให้ผู้เขียน ได้รู้จักกับมิตรภาพใหม่ๆ จากนานาประเทศ อาทิเช่น บราซิล โคลัมเบีย อียิปต์ เม็กซิโก อาร์เจนตินา ปานามา เคนยา ฟิจิ อินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาชิกในกลุ่มของผู้เขียนเองที่มีสปิริตมากๆ มีการทำงานเป็นทีมเวิรค์ที่ตอนแรกคิดว่าน่าจะหายาก แต่กลับหาได้ง่ายดายในประเทศญี่ปุ่นแห่งนี้ นอกจากนี้ จากการใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์ฝึกอบรม JICA TOKYO ทำให้ผู้เขียนรู้จักกับเพื่อนใหม่จากภูฐาน ลาว และยังมีเพื่อนคนไทยด้วยกันเอง ที่มาพำนักที่ศูนย์แห่งนี้ อีกด้วย
และสุดท้าย สิ่งที่ผู้เขียนได้รับจากการเดินทางไปเข้ารับการอบรมในครั้งนี้ก็คือ ความประทับใจในความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ของเพื่อนร่วมโลกชาวอาทิตย์อุทัย เดิมผู้เขียนไม่เคยคิดว่าชาวญี่ปุ่น จะมีน้ำใจงาม เหมือนกับที่คนไทยมีกัน แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ขอความช่วยเหลือจากคนญี่ปุ่น เช่น ถามเส้นทางไปสถานีรถไฟ ตอนที่เราเริ่มเดินเท้าออกผจญภัยกรุงโตเกียวไปกับเพื่อนร่วมอบรม ก็ได้รับคำแนะนำที่น่ารักจากคุณป้าชาวญี่ปุ่น ซึ่งอุปสรรคทางด้านภาษา ไม่มีผลอะไรกับพวกเราเลย คุณป้าใช้ภาษากาย (Body language) สื่อสารกับเราได้อย่างน่าทึ่ง