7. ขั้นที่ 3 ของการเขียนแผน
บูรณาการสอน
ในตอนที่ 5 และ 6 ผมได้นำเสนอขั้นตอนการที่จะเริ่มดำเนินการเขียนแผนบูรณาการสอน ไว้ 2 ขั้น แล้ว คือ
ขั้นที่ 1 ปรับวิธีการคิด ผจงลิขิตวิธีการสอน
ขั้นที่ 2 ศึกษาหลักสูตร
สำหรับตอนนี้ ผมจะเสนอ ขั้นที่ 3 คือ ศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
ขั้นที่ 3 ศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ขั้นที่ 3 นี้มีความสำคัญ พอ ๆ กับขั้นที่ 2 และปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการครู คือ ไม่ค่อยมีใครที่จะศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกสาระมาตรฐานการเรียนรู้ เช่นเดียวกับไม่ค่อยมีใครศึกษาวิเคราะห์หลักสูตร
เมื่อพูดถึงวิเคราะห์สาระและมาตรฐานการเรียนรู้แล้ว คุณครูส่วนมากจะหมายถึงการวิเคราะห์มาตรฐานช่วงชั้นกันทั้งนั้น จึงทำให้คุณครูรู้และเข้าใจแต่ประเด็นรายละเอียดของมาตรฐานช่วงชั้นที่ตนสอนเท่านั้นเอง
ความจริงแล้ว สาระและมาตรฐานการเรียนรู้นั้นมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องมาจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ถ้าเราวิเคราะห์เจาะลึก หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจนละเอียดแล้ว เราจะพบว่า หลักสูตรได้ชี้แนะแนวทางการจัดหลักสูตรสถานศึกษาไว้ละเอียดพอสมควร ซึ่งผมจะนำเสนอ คร่าว ๆ โดยสรุปมาจากหลักสูตร หน้า 31-33 หลักสูตรได้กำหนดแนวทางไว้ว่า
การจัดทำสาระของหลักสูตร
1. ให้ครูวิเคราะห์มาตรฐานช่วงชั้นของแต่ละสาระการเรียนรู้ มาจัดเป็นผลการเรียนรู้รายปีหรือรายภาค ระบุถึงความรู้ ความสามารถของผู้เรียน ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากเรียนรู้ในแต่ละปีหรือแต่ละภาคเรียน โดยกำหนดให้เหมาะสม สอดคล้องกับรายวิชาการที่จะจัด
2. กำหนดสาระการเรียนรู้รายปีหรือรายภาค เมื่อครูกำหนดผลการเรียนรู้รายปีหรือรายภาคแล้ว ก็วิเคราะห์ดูว่า จะนำมาจัดทำเป็นสาระการเรียนรู้ โดยให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่นและของชุมชน ขอเน้นย้ำว่า สาระการเรียนรู้นั้นต้องให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่นและของชุมชน
3. กำหนดเวลาและหรือจำนวนหน่วยกิต
4. จัดทำคำอธิบายรายวิชา โดยนำผลการเรียนรู้รายปีหรือรายภาค สาระการเรียนรู้รายปีหรือรายภาค รวมทั้งเวลาและจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดไว้ ตามข้อ 1-2 และ 3 มาเขียนเป็นคำอธิบายรายวิชา
5. จัดทำหน่วยการเรียนรู้ ให้คุณครูนำเอาสาระการเรียนรู้รายปีหรือรายภาคที่กำหนดไว้ ไปบูรณาการ จัดทำเป็นหน่วยการเรียนย่อย ๆ เพื่อสะดวกในการจัดการเรียนรู้และผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ในลักษณะองค์รวม
หน่วยการเรียนรู้แต่ละหน่วยประกอบด้วย
5.1 มาตรฐานการเรียนรู้
5.2 สาระการเรียนรู้
5.3 จำนวนเวลาสำหรับการจัดการเรียนรู้
6. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ โดยวิเคราะห์จากคำอธิบายรายวิชา และหน่วยการเรียนรู้ที่จัดทำไว้ มากำหนดเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนและผู้สอน
ถ้าเราอ่านหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างวิเคราะห์เจาะลึกแล้วจะเห็นได้ว่า การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และแผนการจัดการเรียนรู้นั้น ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าคุณครูเข้าใจลึกซึ้งในตัวหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วคุณครูมาอ่านสาระและมาตรฐานการเรียนรู้อย่างละเอียดเหมือนกับที่อ่านหลักสูตรแล้วจะพบว่า สาระและมาตรฐานการเรียนรู้แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้นั้นได้บอกอะไร ให้เรารู้มากมายยิ่งนัก ทำให้เราเห็นทางที่แท้จริงของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แต่ถ้าเราเพียงแต่อ่านหรือวิเคราะห์ตัวมาตรฐานช่วงชั้นเพียงอย่างเดียว เราจะไม่เห็นทฤษฎีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ไม่เห็นทฤษฎีการเรียนรู้ ไม่เห็นจิตวิญญาณของการเป็นครูที่แท้จริง เพราะสิ่งเหล่านี้ซ่อนอยู่ในตัวหลักสูตรและตัวสาระและมาตรฐานการเรียนรู้แต่ละกลุ่มสาระ เช่น ในหน้า 2 ของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ได้กล่าวว่า
“เมื่อมองในภาพรวม ๆ แล้วจะพบว่า ความสำคัญของกลุ่มสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม นอกจากจะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม ทั้งทางธรรมชาติและสังคมวัฒนธรรม มีทักษะกระบวนการต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบในการดำเนินชีวิต และมีส่วนร่วมในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในฐานะพลเมืองดีแล้ว ยังช่วยให้นำความรู้ทางจริยธรรม หลักธรรมทางศาสนามาพัฒนาตนเองและสังคมได้ ทำให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข”
และในหน้า 2 ของหนังสือเล่มเดียวกันนี้ ได้กล่าวไว้ว่า
“ดังนั้น การเรียนการสอนกลุ่มสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม จึงมิใช่การเรียนแต่เนื้อหาความรู้ แต่ต้องการให้ผู้เรียนเป็นนักแก้ปัญหา นำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ จัดโอกาสให้ผู้เรียนได้สำรวจความเป็นไปในสังคมและในโลก พิจารณาว่ามนุษย์ พูด เขียน ประเมิน คิดคำนวณ วิเคราะห์ แก้ปัญหา สร้างจินตนาการและพากเพียร พยายามในเรื่องต่าง ๆ กันอย่างไร สังคมศึกษาเชื่อมโยงกิจกรรมที่มนุษย์ทำ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน”
และในหน้าเดียวกันนี้ ก็ได้กล่าวตอกย้ำว่า ครูจะทำอย่างไรในการจัดหน่วยการเรียนรู้ โดยได้เขียนไว้ว่า
“...การนำหน่วยการเรียนมาให้ผู้เรียนเรียน เป็นเรื่องที่ครูจะต้องค้นหา ต้องออกแบบเอง มิใช่นำมาจากหัวข้อของหนังสือเรียน หน่วยการเรียนในลักษณะนี้จะมีลักษณะสะท้อนให้เห็นภาพรวมของแนวคิดต่าง ๆ ได้กว้างขวางและลึกซึ้ง มองเห็นวิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ได้ความรู้ในหน่วยการเรียนนั้นได้หลากหลายวิธีไม่ว่าจะด้วยการเรียนเป็นกลุ่ม เป็นรายบุคคล...”
ที่ผมยกตัวอย่างมาชี้ให้เห็นเพียงเล็กน้อยจากกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ฯ เพียงแค่นี้ ก็พอที่จะช่วยให้คุณครูมองเห็นภาพที่ซ่อนอยู่ในเอกสารวิชาการเหล่านี้ ผมคิดว่า ถ้าเราปล่อยปละละเลยไม่สนใจศึกษา วิเคราะห์เอกสารต่าง ๆ ของหลักสูตรแล้ว เราจะไม่เข้าใจหลักสูตร แล้วปฏิบัติการอย่างที่ไม่เป็นไปตามทางที่หลักสูตรวางไว้ ผมจะขอยกประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่กำหนดไว้ในการจัดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์ หน้า 38 ที่กล่าวไว้ว่า
“...สถานศึกษาจะต้องจัดสาระการเรียนรู้รายปี/รายภาคให้เป็นไปตามกรอบมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ มาตรฐานการเรียนรู้ตามสาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นมาตรฐานด้านทักษะและกระบวนการเรียนรู้ สถานศึกษาต้องนำมาตรฐานดังกล่าวไปจัดในการเรียนการสอนทุกสาระ ทุกช่วงชั้นและใช้เป็นกรอบมาตรฐานสำหรับกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งต้องจัดให้ผู้เรียนทำโครงงานทุกช่วงชั้น ทั้งนี้ ได้กำหนดกิจกรรมโครงงานไว้ในคุณภาพของผู้เรียนในทุกช่วงชั้น”
ผมได้บอกมาแต่ตอนต้นแล้วว่า การอ่านหลักสูตรและอ่านสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง 8 เล่มนั้น ต้องอ่านให้ละเอียด อ่านอย่างวิเคราะห์ เจาะลึก เพราะในหนังสือเหล่านั้น ได้ซ่อนลึกของข้อคิดเกี่ยวกับเทคนิคการจัดการเรียนรู้ เป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ ความต้องการของรัฐ เช่น ในสาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน้า 35 ได้กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้ ไว้ว่า ครูผู้เขียนและผู้เรียนต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสอนและการเรียนรู้ “...กล่าวคือลดบทบาทของผู้สอนจากการเป็นผู้บอกเล่าและบรรยาย เป็นการวางแผน จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยผ่านกระบวนการที่สำคัญ คือ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้โดยผ่านกิจกรรมการสังเกต การตั้งคำถาม การวางแผนเพื่อการทดลอง การสำรวจตรวจสอบ ซึ่งเป็นวิธีการหาข้อมูลโดยตรงด้วยวิธีการที่หลากหลายทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ กระบวนการแก้ปัญหา การสืบค้นข้อมูล การอภิปรายและการสื่อสารความรู้...”
เห็นไหมว่า ถ้าเราศึกษาสิ่งเหล่านี้อย่างละเอียดแล้ว เราจะสามารถจัดทำแผนการเรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย เพราะเราเห็นทางที่จะจัดกิจกรรมว่า ควรนำทักษะ/กระบวนการใดมาใช้ตอนไหน เมื่อเราจัดได้ถูกทางตามที่หลักสูตรและสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ชี้ทางไว้แล้ว เราก็จะสามารถดำเนินการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้อย่างถูกทาง และในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ ในหน้า 36 ก็มีข้อความต่อจากที่นำเสนอข้างต้น คือ “...กิจกรรมต่าง ๆ จะต้องเน้นที่บทบาทของผู้เรียน ตั้งแต่เริ่ม คือ ร่วมวางแผนการเรียน การวัดผลและประเมินผล และต้องคำนึงว่ากิจกรรมการเรียนนั้น เน้นการพัฒนากระบวนการคิด วางแผน ลงมือปฏิบัติ สืบค้นข้อมูล รวบรวมข้อมูล ด้วยวิธีการต่าง ๆ จากแหล่งเรียนรู้หลากหลาย ตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล การแก้ปัญหา การมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การสร้างคำอธิบายเกี่ยวกับข้อมูลที่สืบค้นได้ เพื่อนำไปสู่คำตอบของปัญหาหรือคำถามต่าง ๆ ในที่สุดเป็นการสร้างองค์ความรู้ ทั้งนี้ กิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าว ต้องพัฒนาผู้เรียนให้เจริญพัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา”
ผมคัดลอกข้อความทั้งหมดมาโดยไม่ตัดตอนเพราะเสียดายคำเหล่านั้น ผมเห็นว่าคำทุกคำ ความทุกความ มีคุณค่ามาก อ่านดูแล้วจะรู้ซึ้งถึงทฤษฎีการจัดการเรียนรู้ที่ดีมาก
ในสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์เล่มเดียวกันนี้ ในหน้า 37 ก็ยังได้บอกถึง ทาง ที่เราจะเดินต่อไป โดยให้เชื่อมโยงกับทางการสอน ที่สอนผ่านมาแล้วว่า การจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์นั้น
“....ได้พัฒนากระบวนการเรียนรู้มาโดยลำดับ กล่าวคือ ในระยะแรกเริ่มของการพัฒนาหลักสูตร เน้นการใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ แต่กำหนดแนวในการทำกิจกรรมค่อนข้างมาก ( Structured inquiry ) ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกคิดตาม ลงมือปฏิบัติออกแบบบันทึกข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเอง ในระยะต่อมา ได้เริ่มพัฒนากระบวนการเรียนรู้โดยกำหนดปัญหาปลายเปิด (Open – ended problems ) ให้ผู้เรียนคิดวางแผน ออกแบบการทดลอง และลงมือปฏิบัติศึกษา ค้นคว้า ตรวจสอบความคิดด้วยตนเองมากขึ้น ขั้นสุดท้ายของการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ คือ กิจกรรม โครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ( Science and technology project ) ที่ผู้เรียนเป็นผู้ระบุปัญหา หรือคำถามตามความสนใจของกลุ่ม วางแผนหาวิธีการที่จะแก้ปัญหาด้วยการสร้างทางเลือกที่หลากหลาย...” ขอเน้นย้ำว่าในสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระนั้น ถ้าเราอ่านทุกเล่ม ทุกเรื่องแล้ว เราจะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวสอนมาก เพราะในแต่ละกลุ่มสาระ นอกจากเรื่องราวของสาระเนื้อหาที่จำเป็นภายในเล่มแล้ว จะมีจุดเน้นในเรื่องต่าง ๆ ที่ต่างกัน ซึ่งถ้าเราอ่าน ตัวหลักสูตรและอ่านสาระมาตรฐานการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระครบ เราก็จะได้ตำราวิธีการสอนที่ทันสมัยและทรงคุณค่า จำนวน 1 เล่ม
เวลาอ่านสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ อย่าอ่านเฉพาะกลุ่มสาระที่เราสอนแต่ต้องอ่านทั้ง 8 เล่ม เพราะแต่ละเล่มจะมีเรื่องราวเชื่อมโยงมาสู่อีกเล่มหนึ่ง ดังกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ในมาตรฐานสาระที่ 8 ดังกล่าวข้างต้น
อ่านเป็นเล่มได้ที่ https://docs.google.com/docume...