6. ขั้นที่ 2 ของการเขียนแผน
บูรณาการสอน
ในตอนที่ 5 ผมกล่าวถึงขั้นแรกของการเขียนแผนบูรณาการสอน ผมได้กล่าวเน้นถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการคิดของคุณครูผู้สอนและคิดจะเขียนแผนการบูรณาการสอน เพราะอุปสรรคทิ่ยิ่งใหญ่ของคุณครูผู้จะเขียนแผนบูรณาการสอนนั้นอยู่ตรงที่ยังยึดติดอยู่กับวิธีการสอนเด็กแบบเดิม ๆ ที่นานมาแล้ว คือ ยึดติดอยู่กับการสอนให้เด็ก ๆ ท่องจำตำรา เรียนรู้จากหนังสือเรียนเล่มเดียว ถ้าครูยังคิดว่าการสอนแบบนี้จะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดีแล้ว ความคิดอย่างนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเขียนแผนการเรียนรู้แบบบูรณาการ และมักจะเขียนแผนบูรณาการไม่สำเร็จ เพราะขัดใจที่ไม่ได้ให้นักเรียนอ่านหนังสือเรียนหรือทำแบบฝึกหัดจากหนังสือแบบฝึกหัด คุณครูเหล่านี้ต่างคิดว่า ความรู้ที่แท้จริงมีอยู่ในตำราวิชาการเท่านั้น นักเรียนไม่จำเป็นต้องไปแสวงหาจากที่ใดอีกแล้ว อาศัยเปิดตำราวิชาการก็จะรู้ได้ทันที โดยที่คุณครูเหล่านั้นไม่นึกไปถึงว่า ความรู้มีอยู่ทุกตรอกซอกซอย เพียงแต่ผู้อยากรู้ รู้วิธีการหาความรู้บ้างไหม การเรียนรู้ทุกวันนี้ อยู่ตรงที่ใครมีวิธีการเรียนรู้ ผู้นั้นย่อมจะแสวงหาความรู้ได้มาก
ความรู้นั้นเป็นไปตามกฎของไตรลักษณ์ คือ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะเหตุว่า ความรู้จะไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะความรู้ไม่ใช่สิ่งตายตัว ความรู้จึงเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป แล้วเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป หมายความว่า ความรู้จะพัฒนาอยู่เสมอ เราลองดูทฤษฎีการเรียนการสอน เมื่อก่อนมีไม่มาก แต่ทุกวันมีเพิ่มขึ้นและทฤษฎีเก่า ๆ บางทฤษฎีก็เงียบหายไป ผุดทฤษฎีใหม่ขึ้นมา และบางทฤษฎีนั้นจะมีการเพิ่มการพัฒนาขึ้นก็มี ดูง่าย ๆ ตรงเรื่องราวของดาวเคราะห์ เมื่อก่อนเราเรียนรู้ว่า ดาวเคราะห์มีจำนวน 9 ดวง แต่วันนี้ ลดลงเหลือ 8 ดวง และมีท่าทีว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 11 ดวง นี่คือความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง ด้วยเหตุนี้เองผมจึงมักจะพูดว่า ความรู้ที่มีอยู่ในตำรานั้นเป็นความรู้เก่า ส่วนความรู้ที่เรากำลังแสวงหาอยู่นี้จะเป็นความรู้ใหม่ เพราะความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของสรรพวิชาการทั้งหลายนี้เอง เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้จากหลากหลายแหล่งเรียนรู้และหลากหลายวิธีการแสวงหาความรู้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาแล้วนี้ เราจึงจำเป็นต้องปรับวิธีการคิด เมื่อเราปรับวิธีการคิดได้แล้วเราก็เริ่มขั้นที่ 2 ต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโปรดอย่าได้เข้าใจว่า ความรู้เก่าและวิธีการเก่านั้นไม่ดี ไม่ใช่อย่างนั้น ทุกอย่างดีแต่ว่าเราต้องพัฒนา เราอย่าหยุดกับที่สังคมโลกเปลี่ยนแปลงก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ก็ต้องพัฒนาให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก มิฉะนั้นแล้วเราก็จะตกอยู่ในสภาพเดิมที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ได้กล่าวไว้ในความนำว่า หลักสูตรพุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง 2533 ) นั้น “...ไม่สามารถส่งเสริมให้สังคมไทยก้าวไปสู่สังคมความรู้ได้ทันการณ์…” เพื่อที่จะไม่ให้การจัดการเรียนรู้ในยุคการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ต้องซ้ำรอยรูปเดิม อีกทั้งเพื่อที่จะให้เราสามารถพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ก้าวสู่การบูรณาการสอนได้อย่างแท้จริง คุณครูจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการคิดดั่งที่ได้กล่าวมาตอนต้น เมื่อสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการคิดได้แล้วก็เริ่มขั้นที่ 2 ต่อไป
ขั้นที่ 2 ศึกษาหลักสูตร ตรงนี้สำคัญมาก ๆ ไม่ว่าหลักสูตรจะเปลี่ยนกี่ครั้ง ปรับปรุงกี่ทีก็ตามแต่ถ้าคุณครูยังไม่เข้าใจหลักสูตรอย่างลึกซึ้งแล้ว ความคิดความเห็นของคุณครูก็จะยังคงสภาพเดิม ๆ ดังนั้นจำเป็นมากที่คุณครูจะต้องศึกษาหลักสูตรให้เห็นภาพของหลักสูตรตลอดแนว แล้วสามารถบอกได้ว่า
1) รัฐต้องการให้เยาวชนของชาติพัฒนาพฤติกรรมนิสัยและการเรียนรู้อย่างใด
2) รัฐต้องการให้เยาวชนของชาติพัฒนาพฤติกรรมนิสัยและการเรียนรู้ด้วยวิธีการใด
3) รัฐต้องการให้เยาวชนของชาติเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์และการเรียนรู้แบบใด
สิ่งที่กล่าวมาทั้ง 3 ประการนี้ ปรากฏมีอยู่ในหลักสูตรทุกฉบับที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรปี พ.ศ. 2521 หรือหลักสูตรปี พ.ศ. 2521 ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 ) และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เพียงแต่ว่าถ้าเราศึกษาเจาะลึกก็จะพบสิ่งเหล่านี้ ดั่งที่ผมนำเสนอผ่านมาข้างต้นบ้างแล้ว
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 นั้นถ้าเราอ่านให้ละเอียดเราจะพบว่า หลักสูตรได้บอกไว้ชัดเจนใน หน้า 2 ว่า การจัดการศึกษานั้นทำไป “เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรมมีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข...” เราจะเห็นได้ว่า คำที่หลักสูตรเน้นมากที่สุดนั้นคือ คำที่ว่า “สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข” เมื่อเราอ่านแล้ว สะดุดใจ ต่อคำนี้ เราจะต้องถามต่อไปว่า “ทำไม” และ “ทำอย่างไร” คำถาม 2 คำนี้จะช่วยให้เราเจาะลึกศึกษาคำตอบจากหลักสูตรได้เป็นอย่างดี
ความจริงแล้วจุดเน้นในการจัดการศึกษาที่ผมยกมาให้เห็นนั้น ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวถึงสิ่งนี้บ่อยๆ ท่านกล่าวว่า บ้านเมืองเราปัจจุบันนี้ “จัดการศึกษาแบบหมาหางด้วน” เป็นคำเปรียบเทียบที่ชวนให้นักการศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาได้นำคิดเป็นอย่างมาก
ที่ผมตั้งคำถามว่า “ทำไม” จึงต้องจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเรียนรู้แบบสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข” นั้นปรากฏว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 หน้า 21 ได้กล่าวไว้ว่า
“เนื่องจากประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ในโลกกำลังประสบกับปัญหาด้านสังคมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของความขัดแย้งทั้งความคิดและการกระทำของตัวบุคคล องค์กรและสังคม ฉะนั้น สถานศึกษาจะต้องมุ่งเน้นการเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ หาทางแก้ไข โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับศาสนาและวัฒนธรรมเป็นกรณีพิเศษด้วย”
ประโยคทั้งหมดที่ผมนำมาให้เห็นนี้ คงตอบคำถามข้างต้นได้ชัดเจน และคำถามต่อไปคือ “แล้วคุณครูจะทำอย่างไร” ก็มีคำตอบในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน หน้า 21 นี้เช่นกันว่า “...ฉะนั้น ครู ผู้สอนและผู้จัดการศึกษาจะต้องเปลี่ยนแปลง บทบาทจากการเป็นผู้ชี้นำ ผู้ถ่ายทอดความรู้ไปเป็นผู้ช่วยเหลือ ส่งเสริมและสนับสนุนผู้เรียนในการแสวงหาความรู้จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้เรียนเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้สร้างสรรค์ความรู้ของตน
การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากจะมุ่งปลูกฝังด้านปัญญา พัฒนาการคิดของผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณแล้ว ยังมุ่งพัฒนาความาสามารถทางอารมณ์ โดยการปลูกฝังให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของตนเอง เข้าใจตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น สามารถแก้ปัญหาข้อขัดแย้งทางอารมณ์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่า ภารกิจของความเป็นครูนั้นมีอะไรบ้าง อย่างน้อยก็บอกได้ว่า ครูไม่ใช่ผู้สอนแต่หนังสือ แต่ครูคือผู้สร้างจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ให้แก่ศิษย์ของตน และถ้าอ่านทบทวนให้ลึกซึ้งเข้าไปในหลักสูตรก็จะพบว่า ครูคือผู้ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ให้เกิดขึ้นในจิตใจศิษย์ของตน และขอกล่าวย้ำอีกนิดหนึ่งว่า การอ่านหลักสูตรอย่างเพียรพินิจพิจารณา ทุกตัวอักษรแล้วนำมาคิดวิเคราะห์ เจาะหาแก่นแกนของหลักสูตร นั่นแหละคือ ทาง ที่จะนำคุณครูเข้าสู่ลู่ทางแห่งความเป็นครูมืออาชีพ และครูนักพัฒนา
อ่านเป็นเล่มได้ที่ https://docs.google.com/docume...