การศึกษาของไทยเรา หากสามารถมองภาพความสำเร็จในชีวิต ที่สามารถสร้างได้จากการอยู่ที่ไหนก็ได้บนแผ่นดินไทย แบบนี้น่าสนใจ ในรอบตัวนั้นเห็นหลายอย่างเปลี่ยนไปแบบชัดเจนมากๆ นะครับ สอดรับกับการก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศนะ เช่นการทำอย่างของกลุ่มฟรีแลนซ์ ซึ่งรับทำงานอิสระ ความสำเร็จของคนต่างจังหวัดที่ประสบความสำเร็จในตำแหน่งที่ดีๆ
พัฒนาการเหล่านี้มีแนวโน้มมาทางการต่อยอดสูงขึ้นดีขึ้นในท้องถิ่นของตน คล้ายต้นไม้ในเมืองไทยที่ต่างคนต่างโต ไม่ต้องขออนุญาตกัน
เรื่องของ ความต้องการที่จะต้องไปสอบแข่งเพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ
เดี๋ยวนี้ โดยส่วนตัวผ่อนคลายลงมาก  สามารถยอมให้ลูกเรียนที่พิษณุโลก เชียงใหม่ ขอนแก่นอะไรเนี่ยได้ และเมื่อดูจากภาพวิถีชีวิตของคนโดยรวม ก็สังเกตได้ว่าความสำเร็จในวันนี้สามารถเกิดได้ทุกที่บนเมืองไทย บนโลกนี้ ทุกอย่างมีพัฒนาการไปตามยุคตามสมัยอย่างเด่นชัด ยิ่งได้ไปอ่านบันทึกของอาจารย์ธวัชชัย ปิยวัฒน์ นั้นพูดถึงการมาทำงานของฝรั่งโดยถือโน๊ตบุ๊คมาตัวหนึ่ง นั่งทำงานในหาดที่สวยงาม ร่มรื่นของเมืองไทย อะไรอย่างนี้ มันช่างประทับใจ ตราตรึงในสมองของผมมาก
ตัวผมเองยอมรับนักเรียนที่เรียนในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด คิดว่ามาตรฐานนั้นคุมไว้นั้นเพียงพอ ส่วนคุณภาพขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคลมากๆ ครับ จึงมั่นใจว่า โอกาสนั้นมาแจกให้กับเด็กๆ บ้านนอกถึงที่แล้ว ..
หากเรามองว่ามันเป็นโอกาส หลายคนมองหาคุณครูที่แสนวิเศษที่จะประสิทธิ์ประสาทวิชาที่เลิศล้ำให้ด้วยการสบตาและแตะหัวเบาๆ ก็กลายเป็นอัจฉริยะแล้ว  การมองอย่างนั้นก็เป็นสิ่งที่เมืองไทยนั้นเชื่อและปฏิบัติมาช้านาน มันเป็นจริงนะแต่ก็ไม่เสมอไป
หากเด็กบ้านนอกมีความฝันและเชื่อว่าคนเรามีสองมือสองเท้าเหมือนกัน อีกทั้งถ้าเราเปิดใจและมองเลยไปอีกหน่อยว่า คุณครูที่สอนเราน้อยๆ นั้น หรือคุณครูที่มอบแต่การบ้านให้กับเรานั้น
ตรงนี้หากเราเชื่อว่าท่านคือครูที่ดีที่สุด เป็นครูที่เยี่ยม ...การไม่สอนนั้น จริงๆ ใช่ว่าไม่สอนนะ เพราะท่านให้เราไปค้นคว้าและทำรายงานมาส่ง ในส่วนของคะแนนก็ว่ากันตามผลงานที่นำมาโชว์ นี่ก็คือการสอนอีกมิติหนึ่งนั่นคือชีวิตจริงนักเรียนทุกคนต้องขวนขวายช่วยเหลือตนเอง
ผลงานที่ทำได้ มันได้เท่าไหร่ก็เท่ากัน นี่แหละคือคุณครูที่สมัยผมเรียน ปวส.นะ หลายคนบ่นอุบเลย “ครูอะไร..ไม่สอนเลย ใช้ไม่ได้..” แต่ในใจผมนั้นชื่นชมนะ ผมคิดว่าท่านคงมีเหตุผลของตัวเองแต่ก็ไม่ได้บอกพวกเรา เพราะบอกอย่างไรก็คงไม่มีใครเข้าใจก็เลยตามเลยนะ..
 คงจะคล้ายกับยานั่นเองถ้าเราใช้ถูกก็คือยาดีนะ หากนำยาแก้ไอดีๆมาใช้ผิดๆ มันก็จะกลายเป็นยาพิษอะไรทำนองนั้น