ขออย่างเดียวอย่ายอมแพ้

พวกคุณครูคงรู้ดี  ว่านักเรียนแต่ละคนมีความสามารถไม่เหมือนกัน  เด็กนักเรียนบางคนสอนที่เดียวรู้เรื่อง  บางคนสอนแล้วสอนอีกก็ยังไม่เข้าใจ  แบบที่ว่าฝนแห่งความรู้ตกมาแล้ว บางคนยังไม่ยอมเปียก ตักน้ำใส่ตุ่มให้แล้ว ต้องรั่วไหลทุกที

ลูกสาวคนโตก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น ตอนลูกอยู่ชั้น ป ๓ โรงเรียนให้สอบ IQ Test เธอได้คะแนน ๑๑๖  เลยคะแนนเฉลี่ยมานิดหน่อย (คะแนนเฉลี่ย สำหรับคนทั่วไป ๑๑๐)   เรียนได้ระดับปานกลาง ๗๐-๗๕ % มาตลอด เรียนเปียโนหนึ่งเพลง ๘ หน้า ใช้เวลาสามเดือนกว่าจะจำได้ ในขณะที่น้องสาวใช้เวลาเพียงสองสามอาทิตย์ น้องสาว IQ ๑๒๗

ไปถามคุณครูคนไทยที่สอนเลขข้างบ้าน  ท่านบอกว่าขาดความฉลาด เด็กเป็นกันเยอะ  แต่ไม่เป็นไร  พอถึงชั้นมัธยมปลายให้ขยันๆมากๆ ขยันลูกเดียว แล้วจะตามทัน เพราะถึงตอนนั้นความฉลาดอย่างเดียวไม่เพียงพอเสียแล้ว  ต้องมีอิทธิบาทสี่มาช่วย ให้ขยันเข้าไว้  รับรองไปได้สวย จะเรียนอะไรก็ได้เมืองนี้

เธออยากเรียนเป็นเภสัช  แต่ด้วยคะแนนอันน้อยนิดความหวังที่มีก็ริบรี่ แต่ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยฉันทะที่มีความพอใจอยากจะเรียนเภสัช ผู้เป็นแม่โทรไปถามโรงเรียนบอกคนรับว่า ลูกฉันเรียนได้ มีเงินส่งเรียนไม่มีปัญหาอะไร รับไปเถอะ เจ้าหน้าที่ของทางมหาวิทยาลัยคงเกรงใจ ก็เลยรับเธอให้เป็นนักศึกษา ได้เข้าเรียนสมใจ ด้วยคะแนนเกือบจะเป็นคนสุดท้าย คะแนนเฉลี่ยรุ่นเธอนั้น ACT ๒๗ เธอได้เพียง ๒๕

ตอนเรียนก็ใจหายใจคว่ำ  ลุ้นกันทั้งแม่ทั้งลูก ลุ้นกันทุกเทอม วิชาที่ยากๆในสองปีแรกคือ Bio Chem นักเรียนหายไปสิบเปอร์เซนต์ ส่วนมากจะลาออกไปเรียนที่อื่น หรือเปลี่ยนสาขา ไปดูหนังสือรุ่นพี่ที่จบก่อนๆแล้วใจหาย  ปีแรกรับเข้าเรียนสองร้อยยี่สิบกว่า อีกหกปีหลัง จบแค่เจ็ดสิบแปดสิบ  หายไปเกินกว่าครึ่ง  แค่อ่านหนังสืออย่างเดียวคงไม่พอแล้วสำหรับลูกเรา

พอเริ่มเรียนวิชาคณะ Pharmacology  ความลำบากเริ่มมาเยือนเพราะต้องจำ จำ และจำ ผู้เป็นลูกปรึกษาพ่อว่าต้องการความช่วยเหลือ ถ้าคุณเป็นพ่อแม่คุณจะทำอย่างไร บอกให้ถามอาจารย์ผู้สอน ให้หาติวเตอร์จะต้องเสียเงินก็จะยอม  แต่พอถึงระดับนี้จะไปหาติวเตอร์อยู่ทุกวันก็จะยาก จะไปถามอาจารย์อยู่ทุกครั้งก็จะกระไรอยู่  ถามเพื่อนที่เรียนอยู่ด้วยกันทุกวันจนเพื่อนอ่อนใจ  ไม่รู้ว่าจะช่วยได้อย่างไร

นี่เป็นที่มาขอบันทึกแรกของผม อ่านที่นี้


ทุกอย่างเริ่มไปได้สวย เธอไปปฏิบัติธรรมสองปี ปีละห้าหกวัน พอขึ้นปีห้าความประมาทก็มาถึง ไม่ไปปฏิบัติอย่างเคย  บอกว่าไม่ว่าง เรียนหนัก  ผลปรากฏว่าสอบตกหนึ่งวิชา  ต้องเรียนวิชานั้นใหม่ในปีหน้า ใช้เวลาอีกหนึ่งเทอม  เพื่อนๆที่เรียนด้วยกัน จะไป ฝึกงาน Rotation ตามโรงพยาบาล ร้านขายยา  แล้วใครจะมาช่วย

ต้องกลับไปหาอาจารย์ป้าตุ๊กตามเคย  ให้ป้าอบรมภาวนาให้อีก  ไปอยู่กับป้าอีกหนึ่งอาทิตย์ สมาธิภาวนาก้าวหน้า  ธรรมเจริญในใจ  พอกลับมาเรียนก็ทำงานไปด้วย สอบวิชาสุดท้ายผ่านเดือนธันวาปีที่แล้ว  มหาวิทยาลัยส่งจดหมายมาแสดงความดีใจ  เรียกเธอว่า Dr.  เป็นอันว่าเธอเป็นดอกเตอร์คนแรกของครอบครัว


 

NAPLEX.jpg National Boards of Pharmacy

เรียนจบแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิทำงาน จนกว่าจะสอบผ่านใบประกอบโรคศิลป์ NAPLEX  เธอใช้เวลาอ่านหนังสือ เกือบสามเดือน ทบทวนทุกวิชา

ไปซื้อตำราเกี่ยวกับการสอบอีกห้าร้อยเหรียญมาอ่าน  เพื่อนฝูงก็จบกันไปหมดแล้ว แยกย้ายไปอยู่คนละเมือง จะมาช่วยติวให้ก็ไม่ได้  ต้องอาศัยเพื่อนๆที่ทำงาน ซึ่งก็ทำงานแค่ผู้ช่วยเภสัชเป็นส่วนมากให้มาช่วยอ่านคำถามให้  ขนาดถึงกลับต้องให้น้องสาวซึ่งกำลังเรียนหมออยู่มาช่วยให้กำลังใจ  มาถามคำถาม

พอจะถึงวันสอบจริงๆ  มาบอกกับผู้เป็นแม่ว่า  สงสัยจะสอบไม่ผ่าน  ผู้เป็นแม่ถึงกับตกใจ อะไรกันเรียนมาตั้งหกปี เรียนที่นี้ เป็นเด็กที่นี้ ไม่มีปัญหาเรื่องภาษา ทำไมจะไม่ผ่าน  ต้องผ่านน่า  ผ่านหน่อยน่ะ


พอผลสอบออกมา เธอเขียนอีเมลส่งมาให้ด้วยความดีใจ

I PASSSSSSSSSSSSSSED!!!! THANK YOU EVERYTHING FOR YOUR SUPPORT..............................!!!!!!!!!
 

ผู้เป็นแม่บอกคำเดียวว่า โล่งอก