พื้นฐานความต้องการทางจิตใจ (Self-psychological needs) ของคนเรานั้นต่างกัน คนเราทุกคนต้องการทำหน้าที่ของตนเองเพื่อให้เป็นที่รักของผู้อื่น ในแง่มุมที่หลากหลาย เช่น ต้องการให้ผู้อื่นยอมรับในความสามารถของตนเอง ต้องการให้ผู้อื่นรักและสนใจ  ต้องการให้ผู้อื่นช่วยเหลือตนเอง แต่น้อยคนนักที่จะ “ต้องการให้ตนเองนั้นรู้จักมีน้ำใจและช่วยเหลือผู้อื่น”

 

ผมมีความรู้สึกว่า การศึกษาในปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีวิชา Preparing to be volunteering positive minded person as the global citizenship พูดภาษาไทยง่ายๆ คือ การให้ความรู้แบบโปรแกรมสร้างพลเมืองที่ดีของสังคมไทยและสังคมโลก จริงๆผมเคยจำได้ว่า โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์นั้นมีจุดมุ่งหมายสร้างเยาวชนไทยที่ดี และมีการปฏิญาณตนเป็นพลเมืองดีของชาติ ผมเองเคยเข้าร่วมโครงการดังกล่าวและได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เมื่อครั้งยังอยู่ชั้นมัธยมต้นครับ

 

ปัจจุบันผมคิดว่าประชาชนไทยมีสุขภาวะทางจิตสังคม ในเรื่องการมีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อมนุษย์น้อยลง สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป มีการแข่งขันมากขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของตนเอง ความยากจนและอาชญากรรมนั้นกำลังคุกคามประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

 

บันทึกนี้ผมกำลังคิดวิเคราะห์ผลกระทบของแต่ละบุคคล ที่อาจส่งผลให้มีทักษะทางจิตสังคมที่ไม่สมดุล กล่าวคือ Trends to increase mental problems for the individual environment และให้โปรแกรมปรับจิตใต้สำนึกเพื่อให้มีความสมดุลทางจิตสังคม (Psychosocial skills for interactive balance)  โดยพิจารณากิจกรรมการให้ความรู้แบบ Counselling & simulation workshops จากหกปัจจัยที่คนเรากำลังต้องมีการยกเครื่องทางจิตสังคม ดังย่อๆคือ การปรับปรุงเรื่องเวลาที่ยึดติดกับตนเองมากเกินไป (Distortion of time perception) การปรับปรุงเรื่องความสุขของตนเองมากกว่าผู้อื่น (Enjoyment) การปรับปรุงเรื่องภาวะอารมณ์วิตกกังวลและเครียด (Loss of anxiety and constraint) การปรับปรุงเรื่องการรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นอย่างพอดี (Total involvement-forgetting self) การปรับปรุงเรื่องให้สนใจมองคนอย่างลึกซึ้งและจริงใจ (Narrowed focus of attention) และสุดท้ายการปรับปรุงให้สนใจมองตนเองให้เป็นคนใจกว้างและเหมาะสม (Enriched perception)

 

จริงอยู่ที่แนวคิดการจัดโปรแกรมดังกล่าวจะน่าสนใจ แต่ผมก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าโปรแกรมนี้จะมีประสิทธิผลต่อกลุ่มคนที่ต่างกันได้อย่างไร ผมเองคงต้องเรียนรู้การเป็นคนดีด้วยตนเอง จากคนรอบข้าง จากประสบการณ์การทำงานทางคลินิกกิจกรรมบำบัดทางจิตสังคม ที่กำลังจะไปพัฒนาศูนย์พัฒนาสุขภาพจิตในหน่วยงานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกายและจิต ในเมืองไทย อย่างไรก็ดีผมมีความมุ่งมั่นที่จะขอศึกษาสุขภาพจิตของคนไทยที่ยังไม่ป่วย แต่มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพจิต เช่น คนที่ทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร คนที่ทำงานหนักมากแต่ไม่ประสบความสำเร็จ คนที่ทำงานแต่ไม่มีน้ำใจต่อผู้อื่น คนที่ทำงานมากไปจนลืมความสุขของตนเอง เป็นต้น และอีกไม่นานครับที่ผมกำลังจะนำความรู้ในต่างแดน กลับไปช่วยเหลือประชาชนไทย ตั้งใจที่จะรับใช้ทุนรัฐบาลไทยอย่างจริงใจ หากแต่ผมต้องการเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ต้องเป็นคนดีของสังคม และมุ่งหมายให้ผู้อื่นรู้จักเป็นคนดีของสังคมด้วยกัน ท่านผู้อ่านครับคุณคิดเห็นอย่างไรครับ