เตือนใจผู้หญิงเก่งหรือคิดจะเก่ง
การอ่านหนังสือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ทึกหน้านี้ขอบันทึกเรื่องประทับใจจากหนังสือที่อ่าน


“บังอฺญ” A life by Chance โดยคุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ ท่านเป็นหญิงเก่งที่”ตาสว่าง”ชอบมานาน ติดตามข่าว ท่าน และก็ทราบเป็น Concept ว่าท่านสวย รวย เก่ง เป็นนักธุรกิจที่ได้รับรางวัลระดับโลกเมื่อปี 49 ตอนเป็นเด็ก"ตาสว่าง"เดินผ่านโรงเรียนศรีวิกรม์ อยากเรียนโรงเรียนนี้ ไม่กล้าบอกแม่ เพราะเป็นโรงเรียนเอกชน เกรงว่าจะแพง ต้องฟันฝ่าสอบเข้าโรงเรียนรัฐบาล ไม่งั้นคงได้เป็นลูกศิษย์ท่าน

ถึงแม้จะบอกว่าชอบท่านแต่ก็ได้เพียงรู้จักท่านผ่านข่าว โดยเฉพาะข่าวการเมือง ข่าวสังคม และการเป็นเจ้าของโรงเรียนศรีวิกรม์เท่านั้น เฝ้าคอยว่าเมื่อไหร่เราจะเห็นผู้หญิงทึ่ถูกเพาะบ่มความเก่ง กล้า ฉลาด ยืนบนถนนการเมืองอย่างเชื่อมั่น อยากเห็นท่านเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี (ท่านจบฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก)
เมื่อข่าวคราวท่านเงียบไปสักพักก็มีข่าวการสูญเสียท่านเฉลิมพันธ์ (สามีท่าน) ทำให้มีคำตอบบางประการในเหตุการณ์ที่ผ่านมา และเมื่อมีหนังสือของท่าน “บังเอิญ” ก็ไม่รีรอที่จะเป็นเจ้าของ…อ่านรวดเดียวจบ…(นี่ถ้ามีแข่งอ่านเร็วชนะแน่นอน )
…….มากกว่าสิบปีหลังจาก”ตาสว่าง”สูญเสียสามี น้ำตาไม่เคยไหล ไม่เคยร้องไห้ จนอดคิดไม่ได้ว่าจะร้องไห้เป็นไหมนี่…เมื่ออ่าน”บังเอิญ” มีหลายตอนที่อารมณ์ผ่านตัวอักษรที่ท่านร้อยเรียง ตรงกับความรู้สึกลึกๆทำให้ดีใจว่ายังร้องไห้ได้
สาระในหนังสือน่าอ่าน ให้แง่คิดสำหรับคนที่อยากเป็นผู้หญิงเก่ง ทั้งเป็นของจริงและภาพลวงตามากที่เดียวแต่ท่านเป็นของจริงนะคะ ธุรกิจที่ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง คนไทยได้ยิน และได้เห็นจากข่าว ล้วนมีชื่อเสียง เป็นต้นว่า โรงเรียนศรีวิกรม์และศรีวิกรม์บริหารธุรกิจ โรงแรมเพรสเด้นท์ บ.อุตสาหกรรมพรมไทยจำกัด (พรมไทปิง) เครื่องสุขภัณฑ์อเมริกัน สแตนดาร์ด บ.ไทยเยอรมัน เซรามิค บ.เงินทุนหลักทรัพ์ ศรีธนาจำกัด บ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ (Golden land) ฯลฯ
ท่านได้เล่าชีวิตของท่านที่สะท้อนให้เห็นความเป็นผู้หญิงที่มีวิสัยทัศน์ ฉลาด แกร่ง กล้า ถูกหล่อหลอม มาตั้งแต่เยาววัย สะท้อนให้เห็นนักธุรกิจที่มาจากตระกูลผู้ดี เขาไม่อยู่นิ่ง เขาทำธุรกิจแบบมีสมอง หลายตอนเป็นปรัชญาการดำเนินชีวิต นี่ถ้า”ตาสว่าง”ได้อ่าน หรือมีใครสักคนพูด เตือนแบบนี้ เมื่อชักสิบปีที่ผ่านมา คงมีสติ อยู่กับตัวเองอย่างฉลาดได้ดีมากกว่าทุกวันนี้
….. “ความทุกข์ของดิฉันไม่ได้เกิดจากการจากไปของเขาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความเสียใจ เสียดาย ที่ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ และทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่มีทางแก้ไขได้เลย ดิฉันเกลียดความรู้สึกนี้จริงๆ…..มันสายเกินไป”…..ถึงตรงนี้น้ำตาร่วงเลย “ตาสว่าง” เคยมีความทุกข์กับความรู้สึกเช่นนี้จริงๆอยากจะปลุกเขาขึ้นมาเพื่อกราบขอโทษ มันทรมานจริงๆเป็นปีๆ ที่ไม่ได้พูดคำว่าขอโทษในสิ่งที่ทำไม่ดีต่อเขา ไม่มีโอกาสแม้จะเช็ดตัวเมื่อยามเจ็บป่วย ไม่มีโอกาสแม้จะใช้มือเราอังหน้าผากเมื่อยามเขามีไข้ (เขาจากไปเร็วมาก จนตั้งตัวไม่ทัน)


ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ
บังเอิญเพลินอ่านผ่านเห็น
ดีเด่นเป็นผลค้นหา
บันทึกแบ่งปันกันมา
รู้ค่าการมองของคน
ขอบคุณทุกดอกไม้ ท่านผู้เข้าชมและแลกเปลี่ยน
ขอบคุณที่รีวิวหนังสือครับ จะพยายามหามาอ่านให้ได้ครับ